RSS

Tag Archives: อุสตาซ

ฟิตนะฮฺในโลกเฟสบุ๊คและโซเชียลเน็ตเวิร์ค (ฟิตนะฮฺที่ 10 : เกียจคร้านและไม่สนใจศึกษาศาสนาในมัจลิสอิลมีย์แห่งโลกความจริง)

Facebook_featured

ฟิตนะฮฺในโลกเฟสบุ๊คและโซเชียลเน็ตเวิร์ค

ฟิตนะฮฺที่ ๑๐ : เกียจคร้านและไม่สนใจศึกษาศาสนาในมัจลิสอิลมีย์แห่งโลกความจริง

ช่องทางการได้รับความรู้ในโลกโซเชียลฯนั้นมีหลากหลายจนคนรู้สึกว่าเพียงพอแล้ว มีบทความมากมายในเว็บไซต์และบล็อกต่างๆ เพียงแค่เสิร์ชหาคีย์เวิร์คสำคัญก็ได้ข้อมูลมาทันที เช่นเดียวกับลิงค์การเรียนการสอนและเทปบรรยายต่างๆที่มีอย่างครบถ้วน ทำให้ผู้คนเกียจคร้านและรู้สึกว่าการเรียนรู้ศาสนาบนโลกมายาออนไลน์นี้เพียงพอแล้วสำหรับตน

ทว่า…การเรียนรู้ศาสนาบนโลกโซเชียลฯนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้เริ่มต้น ที่ยังไม่มีพื้นฐานความรู้ศาสนาที่ดีและถูกต้อง อีกทั้งการเข้าร่วมในมัจลิสอิลมีย์แห่งโลกความจริง ก็มีผลบุญความประเสริฐมากมายเหลือคณา ได้พบเจอกับเหล่าคนดี ได้เห็นบุคลิกภาพและมารยาทที่ดีของครู และอื่นๆ ซึ่งเราไม่อาจได้รับมาได้จากโลกมายานี้

ท่านนบี ศ็อลฯ ได้กล่าวว่า

وَمَا اجْتَمَعَ قَوْمٌ فِي بَيْتٍ مِنْ بُيُوتِ اللَّهِ يَتْلُونَ كِتَابَ اللَّهِ وَيَتَدَارَسُونَهُ بَيْنَهُمْ إِلَّا نَزَلَتْ عَلَيْهِمُ السَّكِينَةُ وَغَشِيَتْهُمُ الرَّحْمَةُ وَحَفَّتْهُمُ الْمَلَائِكَةُ وَذَكَرَهُمُ اللَّهُ فِيمَنْ عِنْدَهُ

          ไม่มีกลุ่มชนใดที่ชุมนุมกันในบ้านหลังหนึ่งหลังใดจากบ้านทั้งหลายของอัลลอฮ โดยที่พวกเขาอ่านคัมภีร์ของอัลลอฮและเรียนรู้จากกันและกัน นอกเสียจากว่า ความสงบจะลงมายังพวกเขา ความเมตตาจะแผ่คลุมพวกเขา บรรดามลาอิกะฮฺจะโอบล้อมพวกเขา และอัลลอฮจะตรัสถึงพวกเขาในหมู่(มวลมลาอิกะฮฺ)ผู้ที่อยู่ ณ ที่พระองค์ (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลขที่ 2699 และคนอื่นๆ)

สิ่งที่เราพบได้โดยทั่วไปในโลกเฟสบุ๊คและโซเชียลเน็ตเวิร์คคือ คำพูดและรูปภาพที่กระตุ้นอารมณ์ความอยาก ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ความใคร่ ความมักมากในเงินทอง อาหารการกิน ความสุขสำราญบนโลกดุนยา เราจะพบเจอการพร่ำบ่น การด่าทอ นินทา ความอิจฉาริษยา ความขุ่นเคือง โกรธแค้น และความเลวร้ายต่างๆที่สามารถฉุดดึงจิตใจของเราให้เสื่อมทรามลงได้เสมอ และพร้อมจะทำลายบุคลิกภาพและมารยาทของเราให้เสียหายได้ตลอดเวลา

แต่ในมัจลิสอิลมีย์ สถานที่รวมตัวของครูและคนดี จิตใจของเราจะถูกยกสูงขึ้นและมารยาทของเราก็จะงดงามด้วย  ณ ที่นั่นเราจะได้เห็นแบบอย่างโดยตรงในเรื่องอัคลาค , ตักวา , ความอดทน , ความนอบน้อม และความสำรวมตน จากบรรดาอุสตาซ/ชัยคฺหรือจากพี่น้องที่มาร่วมชุมนุมด้วย เราจะได้จับมือสลามและกอดพวกเขา จะได้รับฟังคำพูด น้ำเสียง และความคิดของเขาซึ่งบริสุทธิ์และงดงาม อัลลอฮจะทรงขัดเกลาจิตใจของเราให้สะอาดและเข้มแข็งด้วยพวกเขา และทำให้ความคิดของเราเที่ยงตรงและกว้างไกลด้วยความเฉลียวฉลาดของพวกเขา

เนื้อหาความรู้อันเป็นทฤษฎีนั้นใครๆก็พูด พิมพ์ และแชร์ได้ แต่การปฏิบัติและผนวกมันจนกลายเป็นบุคลิกภาพที่ดี ซึ่งจะกลายเป็นแบบอย่างอันงดงามแก่ผู้อื่นต่อไปนั้น มีเพียงบางคนที่อัลลอฮทรงประทานเตาฟีกให้แก่เขาเท่านั้นที่สามารถทำได้ ขออัลลอฮทรงประทานมันแก่เราทุกคน…อามีน

…วัลลอฮุอะอฺลัม

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , ,

ฟิตนะฮฺในโลกเฟสบุ๊คและโซเชียลเน็ตเวิร์ค (ฟิตนะฮฺที่ 4 : ปรากฏการณ์ “อาจารย์จานด่วน” และ “อุสตาซกูเกิ้ล”)

Ustazd Google

ฟิตนะฮฺในโลกเฟสบุ๊คและโซเชียลเน็ตเวิร์ค

ฟิตนะฮฺที่ ๔ : ปรากฏการณ์ “อาจารย์จานด่วน” และ “อุสตาซกูเกิ้ล”

ในตอนแรกเริ่ม….เจตนาของพวกเราอาจจะบริสุทธิ์และจริงใจในการเผยแผ่ความรู้ศาสนาผ่านโลกเฟสบุ๊คและโซเชียลเฟสบุ๊ค แต่ในตอนท้ายนั้น ผู้คนทั่วไป(เอาวาม)อาจเข้าใจผิดคิดเชื่อไปเองว่า ตัวเราหรือเขาคนนี้เป็นคนที่มีความรู้ และเป็นอาจารย์หรืออุสตาซที่สามารถเป็นแหล่งอ้างอิงกลับในเรื่องศาสนาได้ ทั้งที่งานเขียน บทความ หรือสเตตัสต่างๆที่เขานำเสนอนั้น เขาเพียงแค่ “คัดลอกแล้ววาง” (Copy-Paste) เท่านั้น ไม่ได้เรียนรู้หลักการพื้นฐาน(อุศูล)และไม่มีรากฐานความรู้ศาสนาที่เข้มแข็ง แต่คำว่า “อาจารย์-อุสตาซ” ที่ได้ถูกมอบให้แก่เขา พร้อมกับคำยกย่องชมเชยจากคนทั่วไปนั้น ทำให้เขาลืมตัวและศาสนาในตัวเขาก็ประสบกับฟิตนะฮฺ

“ญะซากัลลอฮุค็อยรอนในความรู้ครับ/ค่ะ อุสตาซ”
“ชุกร็อนครับ/ค่ะ อุสตาซ”
“มีประโยชน์มากเลยครับ/ค่ะ อุสตาซ”

นั่นคือคำพูดคำชมเชยที่สามารถสร้างฟิตนะฮฺสำหรับตัวเขาหรือเราได้ จนกระทั่งเมื่อมีคนมาถามคำถามระดับสูงที่เกินระดับความรู้ของเขา เขาก็ไม่กล้าตอบว่า “ผมไม่รู้” แต่กลับไปค้นหาดูคำตอบในโปรแกรมค้นหา(Search Engine)อย่างกูเกิ้ล แล้วกลับมาฟัตวา

ทั้งๆที่ข้อมูลเนื้อหาอ้างอิงที่เขาได้รับมานั้นก็ยังไม่แน่ว่าจะถูกต้อง ข้อคิดเห็น และ/หรือข้อสรุปที่เขาได้รับมานั้นก็ยังไม่แน่ไม่นอนว่าถูกต้อง บางทีอาจมีทัศนะความเห็นอื่นๆเกี่ยวกับประเด็นนั้นๆอีกก็ได้

ขออัลลอฮทรงปกป้องเราจากสภาพเช่นนี้ เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นการพูดในนามของอัลลอฮโดยปราศจากความรู้ ซึ่งเป็นบาปที่ใหญ่ ถัดจากบาปจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ

อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ตรัสว่า

قُلْ إِنَّمَا حَرَّمَ رَبِّيَ الْفَوَاحِشَ مَا ظَهَرَ مِنْهَا وَمَا بَطَنَ وَالْإِثْمَ وَالْبَغْيَ بِغَيْرِ الْحَقِّ وَأَنْ تُشْرِكُوا بِاللَّهِ مَا لَمْ يُنَزِّلْ بِهِ سُلْطَانًا وَأَنْ تَقُولُوا عَلَى اللَّهِ مَا لَا تَعْلَمُونَ
จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)ว่า แท้จริงสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าของฉันทรงห้ามนั้น คือสิ่งที่ชั่วช้าน่ารังเกียจทั้งหลาย ทั้งที่เป็นสิ่งที่เปิดเผยและสิ่งที่ไม่ปกปิด และสิ่งที่เป็นบาป และการข่มเหงรังแกโดยไม่ชอบธรรม และการที่พวกเจ้าให้สิ่งซึ่งอัลลอฮมิได้ประทานหลักฐานใดๆลงมาแก่สิ่งนั้นให้เป็นภาคีแก่อัลลอฮฺ และการที่พวกเจ้ากล่าวให้ภัยแก่อัลลอฮในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้ (บทที่ ๗ อัลอะอฺร็อฟ โองการที่ ๓๓)

…วัลลอฮุอะอฺลัม

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , ,

ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ (ตอนที่ 6.4)

ชัยคฺ อัลบานีย์ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ
(ตอนที่ 6.4 : (ต่อ)คำตักเตือนของชัยคฺอัลอัลบานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ)
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

        ดำรัสของอัลลอฮที่ว่า “และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า” สิ่งนี้เรียกร้องสิ่งที่ผมเพิ่งอธิอบายไป คือเรียกร้องให้มีขันติธรรมและขันติธรรมนี้เรียกร้องจากเรา 2 ประการ

          ประการแรกพวก เราแต่ละคนจะต้องปลูกฝังไว้ในความนึกคิดว่าวะฮีย์จะไม่ลงมาเพื่อสนับ สนุน/ยืนยันทัศนะของเรา ฉะนั้นเป็นไปได้ว่าเรานี่แหล่ะที่ผิดและพี่น้องที่กำลังโต้แย้งเรานั้นคือ ฝ่ายที่ถูกต้อง สมควรที่เราทุกคนจะต้องนึกถึงเรื่องนี้อยู่เสมอในยามถกเถียงกับพี่น้องเรา ไม่ได้มะอฺศูม(ไร้ความผิด) ไม่ว่าเราจะเป็นใครก็ตาม!! ไม่ว่าเราจะยังเป็นนักศึกษาหรือเป็นผู้รู้ก็ตามบ่อยครั้งไปที่เกิดเหตุการณ์ อย่างที่บรรดาอุละมาอ์ได้กล่าวไว้ว่า “บางครั้งก็พบในคนรุ่นหลังสิ่งซึ่งไม่พบในคนรุ่นแรก” บางครั้งผู้รู้ก็ผิดพลาด ในขณะที่นักศึกษานั้นถูกต้องและบางครั้งนักศึกษาก็ผิดพลาด ในขณะที่ประชาชนทั่วไป(เอาวาม)นั้นถูกต้อง
ประการที่สองการตระหนักถึงเรื่องนี้อยู่เสมอทำให้คนๆหนึ่งรู้สึกสบายใจและไม่รีบร้อนอีกทั้งมีความนุ่มนวลอ่อนโยนต่อพี่น้องเมื่อเขาสนทนากัน

สิ่งนี้ถือเป็นมารยาทที่นำมาจากอัลกุรอานอัลกะรีม เนื่องจากอัลลอฮได้กล่าวไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า เมื่อครั้งที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมสนทนากับพวกมุชริกีนนั้น(และแน่นอนชาวมุชริกีนที่หลงผิดนั้นแตกต่าง อย่างมากกับท่านนบีและบรรดาเศาะหาบะฮฺที่อยู่บนสัจธรรม)แต่กระนั้นอัลลอฮก็ สอนให้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมปฏิบัติมารยาทที่ดีงามนี้ซึ่งเราเรียกว่า “ขันติธรรม” ดังนั้นท่านนบีจึงกล่าว(ตามที่ระบุในอัลกุรอาน)ว่า

وَإِنَّا أَوْ إِيَّاكُمْ لَعَلَىٰ هُدًى أَوْ فِي ضَلَالٍمُّبِينٍ قُل لَّا تُسْأَلُونَ عَمَّا أَجْرَمْنَا وَلَا نُسْأَلُ عَمَّاتَعْمَلُونَ

            และแท้จริง ไม่เราก็พวกท่านแน่นอนที่อยู่บนแนวทางที่ถูกต้องหรืออยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้งจงกล่าวเถิดมุหัมมัด“พวกท่านจะไม่ถูกสอบสวนเกี่ยวกับที่เราทำผิด และเราก็จะไม่ถูกสอบสวนเกี่ยวกับที่พวกท่านกระทำ” (สะบะอ์ 32 : 24-25)

นี่คือระดับขั้นที่สูงสุดของความขันติธรรมขณะสนทนาไม่ได้หมายความว่ามุสลิม พ่ายแพ้และทิ้งอะกีดะฮฺของเขาเพราะขันติธรรมแต่ในอายะฮฺนี้นั้นเป็นการยืน ยันว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจากทั้งสองฝ่ายที่กำลังสนทนากันนั้นต้องมีฝ่ายหนึ่งที่ถูก ต้องและอีกฝ่ายหนึ่งหลงผิดอย่างแน่นอนแล้วกลุ่มหรือฝ่ายนั้นคือใครกัน…? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมไม่ได้บอกว่าใครคือกลุ่มนั้นในอายะฮฺนี้ แต่ครั้นเมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม เชิญชวนพวกเขาไปสู่การศรัทธาต่ออัลลอฮท่านบอกกับพวกเขาเสมอว่าหากพวกเขา ปฏิเสธต่อสิ่งที่ท่านนำมาจากอัลลอฮท่านก็จะพูดกับพวกเขาว่า

إِنَّكُمْ وَمَا تَعْبُدُونَ مِن دُونِ اللَّهِ حَصَبُجَهَنَّمَ أَنتُمْ لَهَا وَارِدُونَ

            แท้ จริงพวกเจ้า (มุชริกีน) และสิ่งที่พวกเจ้าเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮนั้นทั้งหมดนั้นเป็นเชื้อเพลิงของ นรก โดยพวกเจ้าจะเข้าไปอยู่ในนั้น (อัลอัมบิยาอ์ 21 : 98)
ดังนั้นเมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมอธิบายแก่พวกเขาเกี่ยวกับอะกีดะฮฺของท่าน และบอกถึงบั้นปลายของพวกเขาหากพวกเขายังดื้อดึงต่อต้านท่าน แต่เมื่อท่านสนทนากับพวกเขา ท่านจะพูดว่า

وَإِنَّا أَوْ إِيَّاكُمْ لَعَلَىٰ هُدًى أَوْ فِي ضَلَالٍمُّبِينٍ

            และแท้จริงไม่เราก็พวกท่านแน่นอนที่อยู่บนแนวทางที่ถูกต้องหรืออยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง (สะบะอ์ 32 : 24)

นี่คือรูปแบบการเผยแพร่ของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม กับชาวมุชริก แล้วอย่างไรกันที่ควรเป็นเมื่อคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเราสนทนากับพี่น้องของ เรา(ชาวสะละฟีย์)เอง??แน่นอนและไม่สงสัยเลยว่า จำเป็น(วาญิบ)ที่จะต้องมีความถ่อมตนและขันติธรรมต่อกัน และไม่แข็งกระด้างใส่กันเฉกเช่นท่าทีของคนๆหนึ่งต่อศัตรูของเขาอายะฮฺนี้ถือ เป็นอายะฮฺที่สำคัญมากและจำเป็นที่เราจะต้องระลึกถึงมันด้วยดี

وَإِنَّا أَوْ إِيَّاكُمْ لَعَلَىٰ هُدًى أَوْ فِي ضَلَالٍمُّبِينٍ قُل لَّا تُسْأَلُونَ عَمَّا أَجْرَمْنَا وَلَا نُسْأَلُ عَمَّاتَعْمَلُونَ

            และแท้จริง ไม่เราก็พวกท่านแน่นอนที่อยู่บนแนวทางที่ถูกต้องหรืออยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้งจงกล่าวเถิดมุหัมมัด“พวกท่านจะไม่ถูกสอบสวนเกี่ยวกับที่เราทำผิดและเราก็จะไม่ถูกสอบสวนเกี่ยวกับที่พวกท่านกระทำ” (สะบะอ์ 32 : 24-25)

มีหะดีษเศาะฮีหฺบางบทที่เราควรปฏิบัติอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่เพียงรู้เท่านั้นนั่นก็คือคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า

لاَ تَقَاطَعُوْا وَلاَ تَدَابَرُوْاوَلاَ تَبَاغَضُوْا وَلاَ تَحَاسَدُوْا وَكُوْنُوْاعِبَادَ اللهِ إِخْوَانًا وَلاَيَحِلُّ لِمُسْلِمٍ أَنْ يَهْجُرَأَخَاهُ فَوْقَ ثَلاَثٍ

            พวกท่านอย่าได้ตัดความสัมพันธ์ต่อกันหัน หลังให้กัน โกรธเกลียดกัน และอิจฉาริษาต่อกันและพวกท่านจงเป็นบ่าวของอัลลอฮที่เป็นพี่น้องกันเถิด และไม่อนุญาตให้มุสลิมตัดสัมพันธ์จากพี่น้องของเขาเกิน3 วัน (บันทึกโดยอัตติรมิซีย์ 4/329 หมายเลขที่ 1935 (ด้วยสำนวนนี้)และชัยคฺอัลอัลบานีย์รับรองว่าเศาะฮีหฺ)
คำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า “และไม่อนุญาตให้มุสลิมทำการฮัจรฺ(ตัดสัมพันธ์จาก)พี่น้องของเขาเกิน 3 วัน” ทำไมเขาถึงทำการฮัจรฺล่ะ? เพราะความริษยาและเพราะความเกลียดชังไม่ใช่เพราะเรื่องศาสนา ไม่ใช่เพราะเขาฝ่าฝืนอัลลอฮและเราะสูลขดงพระองค์แต่ที่น่าเกลียดมากก็ว่าได้คือ เขาฝ่าฝืนต่ออัลลอฮและเราะสูลของพระองค์เนื่องจากความเข้าใจที่น่ารังเกียจ ของเขาในมุมมองของฉัน(ผู้ที่ทำการฮัจรฺ)แต่ทว่าเขาไม่ได้ทำการฝ่าฝืน(มะอฺศียะฮฺ)อย่างโจ่งแจ้งเขาไม่เชื่อว่าสิ่งที่เขาทำนั้นคือการฝ่าฝืน(ทั้งที่เขา กำลังทำสิ่งที่ฝ่าฝืน)แล้วคนหนึ่งในหมู่พวกเขาก็ทำการฮัจรฺต่อเขาทันที การฮัจรฺนั้นแน่นอนว่ามีบัญญัติไว้ แต่การฮัจรฺเนื่องจากมุมมองและทัศนะที่แตกต่างกันนั้นถือเป็นการหันหลังให้กันที่ถูกตำหนิ ซึ่งถูกกล่าวไว้ในตอนต้นของหะดีษนี้

لاَ تَقَاطَعُوْا وَلاَ تَدَابَرُوْا وَلاَ تَبَاغَضُوْاوَلاَ تَحَاسَدُوْا

            พวกท่านอย่าได้ตัดความสัมพันธ์ต่อกันหันหลังให้กัน โกรธเกลียดกัน และอิจฉาริษาต่อกัน

และพฤติกรรมนี้(การอิจฉาริษยากัน)นั้นแพร่กระจายในหมู่พวกเราชาวสะละฟีย์ของเรา บางครั้งความขัดแย้งก็เกิดขึ้นเพราะประเด็นปัญหาเรื่อง “ใคร กันที่เหมาะสมกว่าที่จะขึ้นบรรยายบักรฺหรืออัมรฺ?” , “ฉันดีกว่าที่จะทำการสอน” ,(แล้วก็ถูกโต้กลับมาว่า) “ไม่ เขาคนนั้นมากกว่าที่เหมาะสมจะทำการสอน” โอ้พี่น้องทุกท่านจงตักวาต่ออัลลอฮเกี่ยวกับตัวพวกท่านเองเถิด เมื่อมีคนที่มีวิชาความรู้น้อยแล้วเขาต้องการเผยแพร่ความรู้ของเขาต่อหน้า ผู้คน ก็ปล่อยให้เขาเผยแพร่ไปปล่อยให้เขาพูด และจงช่วยเหลือเขาเถิด ท่านทั้งหลายอย่ามองตัวเองด้วยสายตาที่ดูแคลนหรือหยิ่งยโสต่อหน้าเขาเนื่อง จากท่านรู้สึกว่าความรู้ของเขาด้อยกว่าท่านและบางครั้งเรื่องก็กลับตรงข้าม กัน(คือเขาเป็นฝ่ายรู้สึกว่าตนมีความรู้มากกว่าท่านหรือเขามีความรู้เหนือ กว่าท่านจริงๆ)แล้วความขัดแย้ง ความแตกแยกก็เกิดขึ้น และเรื่องที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม สั่งห้ามไว้ในหะดีษเศาะฮีหฺนี้ก็เกิดขึ้นตามมา Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , , ,

ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ (ตอนที่ 6.2)

d087c178
ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ

(ตอนที่ 6.2 : (ต่อ)คำตักเตือนของชัยคฺอัลอัลบานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ)
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

คำนะศีหะฮฺที่ 1 : ห้ามยึดติดคลั่งไคล้ต่อชัยคฺสะละฟีย์คนหนึ่งคนใดเป็นการเฉพาะ

ความตะอัศศุบ(คลั่งไคล้)ต่อชัยคฺคนหนึ่งคนใดเป็นการเฉพาะนั้นคือสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความแตกแยก โดยทั่วไปแล้วความคลั่งไคล้นั้นเกิดจากลูกศิษย์ โดยเฉพาะเมื่อลูกศิษย์คนนั้นไม่เคยได้เรียนกับชัยคฺคนอื่นๆ จึงไม่สามารถเปรียบเทียบชัยคฺของตนกับชัยคฺคนอื่นๆได้ บางครั้งการที่ไม่เคยได้เรียนกับครูคนอื่นเลยนอกจากครูคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวนั้นอาจทำให้เกิดความเชื่อที่ว่า อะไรก็ตามที่ครูของตนนำมานั้นถูกต้องเสมอ…เพราะเขาไม่เคยเห็นความผิดพลาดของครูตัวเองเลย สุดท้ายเขาก็เทิดทูนครูจนเหนือหัวตนเอง(คือเชื่อทุกอย่างที่ครูสอน) แต่ชาวสะลัฟนั้นหากเราได้ศึกษาและสังเกตประวัติของพวกเขา บางคนของพวกเขานั้นมีครูเป็นพันๆคนเลย…ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่มีการยึดติดคลั่งไคล้ต่อครูคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ

คำนะศีหะฮฺแรกของชัยคฺอัลอัลบานีย์นี้ เดิมทีแล้วเป็นคำตอบต่อคำขอของพี่น้องสะละฟีย์คนหนึ่งจากประเทศคูเวต ที่ขอให้ชัยคฺตักเตือนพี่น้องสะละฟีย์ที่ขัดแย้งแตกแยกและทำการตะหฺซีร(เตือนให้ออกห่าง)ซึ่งกันและกัน ผู้เขียนนำเสนอคำนะศีหะฮฺของชัยคฺอัลอัลบานีย์ เนื่องจากเนื้อหาของมันนั้นเหมาะสมกับสถานการณ์ของชาวสะละฟีย์ในบ้านเกิดเมืองนอนของผมซึ่งกำลังแตกแยกกัน (ท่านใดต้องการฟังคำถามดังกล่าวซึ่งยาวมาก เชิญฟังได้ในเทปสิลสิละฮฺ อัลฮุดา วันนูร หมายเลขที่ 779)

ชัยคฺอัลอัลบานีย์ กล่าวว่า :

ขอสาบานต่ออัลลอฮ พี่น้องครับ สำหรับผมแล้ว เราไม่ควรพูดถึงบุคคลต่างๆที่ถูกยกย่องและถูกตำหนิในขณะนี้ ผมมักได้รับคำถามต่างๆที่ถามอย่างตรงไปตรงมาจากประเทศคูเวต ,  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และที่อื่นๆ ว่า “ชัยคฺครับ ท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับคนนั้นคนนี้…??” และผู้ถามนั้นก็ดูเหมือนว่าจะเอนเอียงไปทางคนๆนั้นหรือไม่ก็อยู่ขั้วตรงข้ามกับเขาเลย ดังนั้นผมจึงปรามเขามิให้ถามคำถามต่างๆเช่นนี้ ผมบอกกับเขาว่า “พี่น้อง…คำถามที่มีประโยชน์กับท่านคือ เกี่ยวกับเรื่องต่างๆที่ช่วยให้อะกีดะฮฺของท่าน อิบาดะฮฺของท่านเที่ยงตรง รวมถึงเรื่องที่ช่วยปรับปรุงแก้ไขอัคลาคของท่านให้ดีขึ้น ท่านอย่าได้ถามเกี่ยวกับซัยดฺ , บักรฺ และอัมรฺ (คือเกี่ยวกับคนนั้นคนนี้)เลย!! เพราะคำถามต่างๆเช่นนี้มีแต่จะทำให้ไฟ(แห่งฟิตนะฮฺ)ลุกโชนยิ่งขึ้นเท่านั้น และอาจเป็นไปได้ว่าผู้ถามนั้นอยู่กับกลุ่มหนึ่งและต่อต้านอีกกลุ่มหนึ่ง หรือกลับกันเขาอยู่กับกลุ่มสองและต่อต้านกลุ่มหนึ่ง หากท่านยกย่องฝ่ายนี้ นั่นหมายความว่าท่านตำหนิฝ่ายนั้น และในทางกลับกันหากท่านยกย่องฝ่ายนั้น ท่านก็ตำหนิฝ่ายนี้ และสิ่งนี้มีแต่เพิ่มเชื้อเพลิงและทำให้ไฟลุกไม้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ดังนั้น เราขอตักเตือนด้วยคำพูดที่คลอบคลุมซึ่งทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี้ก ขณะท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เสียชีวิต ท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี้กคือคนที่มวลมุสลิมมีมติเอกฉันท์(อิจมาอ์)ว่าจะต้องรักท่าน และใครก็ตามที่หันหลังให้กับการรักท่าน เขาก็เป็นกาฟิร แตกต่างจากบรรดาเศาะหาบะฮฺคนอื่นๆ เกี่ยวกับการรักและตำหนิพวกเขา คือลักษณะการตำหนิต่อพวกเขานั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นความชั่ว(ฟิสกฺ) ไม่ใช่การปฏิเสธ(กุฟรฺ) ผมอยากจะพูดว่า แม้ว่าท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จะเป็นผู้นำของมวลมนุษยชาติและเป็นที่รักของมุสลิมทั้งหมด แต่ท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี้ก ก็รีบตัดหน้าพวกเขา(บรรดาเศาะหาบะฮฺ)ทันทีด้วยการพูดขณะที่ท่านอุมัรอยู่ในภาวะโกรธเคืองต่อคนที่บอกว่าท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เสียชีวิตแล้ว(พี่น้องรู้เรื่องนี้ดี) สิ่งที่เราสนใจคือ ขณะนั้นท่านอบูบักรฺพูดว่า “ใครก็ตามที่อิบาดะฮฺต่อมุหัมมัด แท้จริงมุหัมมัดได้ตายแล้ว และใครก็ตามที่อิบาดะฮฺต่ออัลลอฮ แท้จริงพระองค์ทรงชีวินและไม่มีวันตาย” ฉะนั้นสำหรับผมแล้ว ไม่อนุญาตให้ทุกกลุ่มทำการสนับสนุนคนๆหนึ่งเพื่อต่อต้านคนอีกคนหนึ่ง หรือในทางกลับกันด้วย แต่ผมขอกล่าวเช่นเดียวกับพระดำรัสของอัลลอฮว่า Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ (ตอนที่ 6.1)

12856091441664175474right-way-wrong-way-hi
ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ

(ตอนที่ 6.1 : คำตักเตือนของชัยคฺอัลอัลบานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ)
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

เกริ่นนำ :

เพื่อการใคร่ครวญร่วมกัน….หนึ่งในบรรดาสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกแยกก็คือ อัลบัฆยุ

หากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังอยู่ในเรื่องที่อนุญาตให้ทำการอิจติฮาดได้ ความขัดแย้งนั้นก็จะไม่ก่อให้เกิดฟิตนะฮฺและความแตกแยก ตราบใดที่บุคคลที่ขัดแย้งกันนั้นไม่มีลักษณะอัลบัฆยุ แต่หากมีลักษณะอัลบัฆยุแล้ว แม้ความขัดแย้งนั้นจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน ก็จะก่อให้เกิดฟิตนะฮฺและความแตกแยก

ท่านอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า “แต่การอิจติฮาดที่ได้รับอนุญาตนั้น(ผลร้ายของมัน)จะไม่ถึงขั้นเกิดฟิตนะฮฺและความแตกแยก เว้นแต่หากมาพร้อมกับอัลบัฆยุ หาใช่การอิจติฮาดเดี่ยวๆไม่ ดังที่อัลลอฮได้ตรัสไว้ว่า

وَمَا اخْتَلَفَ الَّذِينَ أُوْتُواْ الْكِتَابَ إِلاَّ مِن بَعْدِ مَا جَاءهُمُ الْعِلْمُ بَغْياً بَيْنَهُمْ 

          และบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์มิได้ขัดแย้งกันนอกจากหลังจากที่ได้รับความรู้มายังพวกเขาเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากอัลบัฆยุระหว่างพวกเขาเอง (อาลิอิมรอน 3 : 19)

ฉะนั้น ฟิตนะฮฺและความแตกแยกไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากการอิจติฮาดที่อนุญาต แต่เกิดขึ้นเมื่อมีส่วนหนึ่งจากอัลบัฆยุต่างหาก” (อัลอิสติกอมะฮฺ 1/31)

ลักษณะอัลบัฆยุนี้แหล่ะที่เป็นสาเหตุให้อะฮฺลุลกิตาบขัดแย้งและแตกแยกกัน ทั้งๆที่พวกเขาอยู่บนความรู้อย่างชัดเจน อัลลอฮตรัสว่า

وَمَا تَفَرَّقُوا إِلَّا مِن بَعْدِ مَا جَاءهُمُ الْعِلْمُ بَغْياً بَيْنَهُمْ 

            และพวกเขามิได้แตกแยกกันเว้นแต่หลังจากได้มีความรู้มายังพวกเขาแล้ว ทั้งนี้เพราะอัลบัฆยุระหว่างพวกเขากันเอง (อัชชูรอ 42 : 14)

ท่านอิบนุตัยมียะฮฺกล่าว(แสดงความเห็นต่ออายะฮฺนี้)ว่า Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ (ตอนที่ 5)

wrong-way-sign-medium_3731515838-500x265
ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ
(ตอนที่ 5 : ตัวอย่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับคิลาฟอิจติฮาดียะฮฺระหว่างบรรดาอุละมาอ์ในเรื่องการตัดสินผู้คน)
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

บรรดาอุละมาอ์มีความเห็นที่ขัดแย้งกันในประเด็นปัญหาต่างๆของศาสนา และบางครั้งพวกเขาก็ขัดแย้งกันเกี่ยวกับตัดสินใครคนใดคนหนึ่งด้วย คนๆนี้เป็นมุบตะดิอฺหรือไม่? หรือมีสิทธิรับรายงานจากคนๆนี้หรือเปล่า? ใครก็ตามแม้มีความรู้เพียงน้อยนิดเกี่ยวกับอัลญัหรฺ วัตตะอ์ดีล เขาก็จะพบความขัดแย้งมากมายในหมู่อะฮฺลุลหะดีษเกี่ยวกับการตัดสินบรรดานักรายหะดีษ และมันมากมายจริงๆ….

เช่นเดียวกับในยุคนี้ ปรากฏชัดว่าบรรดาอุละมาอ์บางส่วนก็มีความขัดแย้งกันเรื่องการตัดสินคนบางคนว่า เขาเป็นมุบตะดิอฺหรือไม่ ต่อไปนี้ผมจะนำเสนอความขัดแย้งส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้น

หนึ่ง : ความขัดแย้งระหว่างชัยคฺอัลอัลบานีย์กับชัยคฺมุกบิลในเรื่องการตัดสินชัยคฺมุหัมมัด เราะชีด ริฎอ เราะหิมะฮุมุลลอฮ

ชัยคฺมุกบิลบอกว่า ชัยคฺมุหัมมัด เราะชีด ริฎอ อยู่บนความหลงผิด ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านชื่อ “อัศเศาะฮีหฺ อัลมุสนัด มิน ดะลาอินีน นุบุววะฮฺ” (หน้าที่ 10)  และคำอธิบายที่ยืดยาวของท่านในหนังสือ “รุดูด อะฮฺลิลอิลมิ อะลา อัฏเฏาะอฺอินิน ฟี หะดีษ อัสสิหรฺ วะบะยานิ บุดอิ มุหัมมัด เราะชีด ริฎอ อะนิส สะละฟียะฮฺ” (แปลว่า การตอบโต้ของบรรดาอุละมาอ์ต่อคนที่ต่อว่าหะดีษเกี่ยวกับไสยศาสตร์ และคำอธิบายเกี่ยวกับความห่างไกลของมุหัมมัด เราะชีด ริฎอ จากความเป็นสะละฟีย์)
ชัยคฺอัลอัลบานีย์ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของชัยคฺมุกบิล และท่านได้แสดงความเห็นต่อคำพูดของชัยคฺมุกบิล โดยกล่าวว่า “…ฉันรู้สึกว่านี่คือการอธิบายที่กว้างเกินไปซึ่งไม่ถูกที่ของมันคือ ในการเกี่ยวลักษณะหลงผิด(เฎาะลาล)ต่อคนเช่นนี้(คือชัยคฺมุหัมมัด เราะชีด ริฎอ)ที่ตามความเชื่อมั่นของฉันแล้ว เขามีบุญคุญต่อชาวสุนนะฮฺจำนวนมากในยุคนี้(ดูสิท่านผู้อ่านทั้งหลาย ดูการมุวาซะนะฮฺของชัยคฺอัลอัลบานีย์)คือเป็นเพราะท่านได้เผยแพร่สุนนะฮฺและเชิญชวนไปสู่สุนนะฮฺในวารสาร “อัลมะนาร” ที่เลื่องลือของท่าน อีกทั้งอิทธิพลของมันยังแผ่กระจายไปยังประเทศมุสลิมที่ไม่ใช่อาหรับต่างๆมากมาย ดังนั้นฉันเห็นว่า คำพูดนี้คือคำพูดที่เลวเถิด(ฆุลุวฺ) ที่แท้จริงแล้วไม่ควรออกมาจากคนมุกบิลพี่น้องของเรา”
แม้กระนั้นก็ตาม

تُرِيْدُ صَدِيْقًا لاَ عَيْبَ فِيْهِ      وَهَلِ الْعُوْدُ يَفُوحُ بِلاَ دُخَانٍ

ท่านต้องการเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่มีข้อบกพร่องใดเลยๆ มีด้วยหรือต้นกฤษณาที่ส่งกลิ่นหอมโดยไม่พ่นควันออกมา? (สิลสิละฮฺ อัลฮุดา วันนูร เทปหมายเลขที่ 32)

แต่ทว่า กระนั้นก็ตามชัยคฺอัลอัลบานีย์เองยังบอกว่า ประเด็นปัญหานี้คือเรื่องอิจติฮาดียะฮฺ (สิลสิละฮฺ อัลฮุดา วันนูร เทปหมายเลขที่ 32)
ท่าทีเห็นแย้งของชัยคฺอัลอัลบานีย์ต่อชัยคฺมุกบิลนั้นแน่นอนว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรักของท่านต่อชัยคฺมุกบิลแต่อย่างใด ในการบรรยายครั้งหนึ่ง ท่านยกย่องชมเชยชัยคฺมุกบิล อีกทั้งยังปกป้องชัยคฺมุกบิลด้วยการตอบโต้บุคคลที่ต่อว่าด่าทอชัยคฺมุกบิลอีกด้วย(สิลสิละฮฺ อัลฮุดา วันนูร เทปหมายเลขที่ 851) ส่วนคำยกย่องสรรเสริญของชัยคฺมุกบิลที่มีให้ชัยคฺอัลอัลบานีย์นั้นมีมากมาย ขออัลลอฮทรงเมตตาท่านทั้งสองด้วยความเมตตาที่กว้างขวาง ในฐานะที่ท่านสองเป็นแบบอย่างของการยกย่องชมเชยกันและกัน เชิญฟังได้ในสิลสิละฮฺ อัลฮุดา วันนูร เทปหมายเลขที่ 850

สอง : ความขัดแย้งระหว่างชัยคฺมุกบิลกับบรรดาชัยคฺอาวุโสทั้งหลายในเรื่องการตัดสินท่านอบูหะนีฟะฮฺ เราะหิมะฮุมุลลอฮ
ในเรื่องนี้ชัยคฺมุกบิลขัดแย้งกับบรรดาชัยคฺสะละฟีย์แทบทั้งหมดเลย เช่น ชัยคฺอัลอัลบานีย์(ดู มุนาเกาะชะฮฺชัยคฺอัลอัลบานีย์ต่อหลักฐานที่ระบุโดยชัยคฺมุกบิล ในสิลสิละฮฺ อัลฮุดา วันนูร เทปหมายเลขที่ 56) , ชัยคฺอิบนุบาซ , ชัยคฺอิบนุอัลอุษัยมีน , ชัยคฺศอลิหฺ อัลเฟาซาน , ชัยคฺอับดุลอะซีซ อาลุชัยคฺ , ชัยคฺศอลิหฺ อาลุชัยคฺ และชัยคฺท่านอื่นๆ จนกระทั่งบัดนี้ผู้เขียนยังไม่พบว่ามีอุละมาอ์ท่านใดแม้แต่คนเดียวที่สนับสนุนชัยคฺมุกบิลในประเด็นท่านอบูหะนีฟะฮฺเลย วัลลอฮุอะอฺลัม บรรดาชัยคฺอะฮฺลุสสุนนะฮฺแทบทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอิมามอบูหะนีฟะฮฺคือหนึ่งในบรรดาอิมามอะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ดังนั้นมัซฮับของท่านจึงเป็นมัซฮับที่ได้รับการยอมรับมาตั้งแต่อดีต แต่ชัยคฺมุกบิลไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ (ดู หนังสือของท่านชื่อ นัชรฺ อัศเศาะหีฟะฮฺ ฟี ซิกริศ เศาะฮีหฺ มิน อักวาล อะอิมมะติล ญัรหฺ วัตตะอ์ดีล ฟี อบีหะนีฟะฮฺ)
ชัยคฺอิบนุอุษัยมีนเคยถูกถามว่า “ชัยคฺที่เคารพ เราคือพี่น้องของท่านชาวอินโดนีเซีย เรารักท่านเพื่ออัลลอฮ เรายึดตามข่าวคราวเกี่ยวกับท่านและฟัตวาต่างๆของท่านด้วย อีกทั้งเราได้รับประโยชน์มากมายจากความรู้ของท่านผ่านหนังสือและเทปบรรยายทั้งหลายของท่าน ในโอกาสนี้เราขอฟัตวาจากท่านเกี่ยวกับข้อเขียนหนึ่งที่เขียนโดยดาอีย์คนหนึ่งในวารสารฉบับหนึ่งที่ประเทศอินโดนีเซียซึ่งมีชื่อว่า “วารสารสะละฟีย์” (ฉบับหมายเลขที่ 20 ปีฮิจเราะฮฺที่ 1418/คริสต์ศักราช 1997 และฉบับหมายเลขที่ 29 ปีคริสต์ศักราช 1999) ดาอีย์คนนั้นกล่าวว่า “อะฮฺลุรเราะอฺยุคือพวกที่ชอบใช้ความคิดสติปัญญาโดยแสดงหลักฐานด้วยการกิยาสมากกว่าด้วยอัลกุรอานและอัลหะดีษ ผู้นำของพวกเขาคืออบูหะนีฟะฮฺ อันนุอฺมาน บินษาบิต…”” และต่อๆไปนั้นสามารถกลับไปดูได้ในกิตาบุลอิลมี หน้าที่ 304-305
ชัยคฺตอบว่า “ท่าทีที่ถูกต้องต่อบรรดาอิมามที่มีบรรดาผู้ติดตามที่มีผู้เป็นพยานยืนยันในความเที่ยงธรรมและการยืนหยัดมั่นคงในศาสนาของพวกเขาคือ เราจะไม่โจมตีพวกเขาและเราเชื่อมั่นว่าความผิดพลาดที่เกิดจากพวกเขาอันเป็นผลจากการอิจติฮาดของพวกเขา มุจตะฮิดคนหนึ่งของอุมมะฮฺนี้ย่อมได้รับผลบุญแน่นอน หากการอิจติฮาดของเขาถูกต้อง เขาจะได้รับ 2 ผลบุญ และหากผิดพลาด ก็จะได้รับ 1 ผลบุญ และความผิดพลาดของเขานั้นได้รับการให้อภัย
และอบูหะนีฟะฮฺ(เราะหิมะฮุลลอฮ)นั้นเหมือนกับบรรดาอิมามคนอื่นๆซึ่งมีทั้งความผิดพลาดและความถูกต้อง(นี่คือการมุวาซะนะฮฺของชัยคฺอิบนุอุษัยมีนในการหุกุ่ม) ไม่มีใครมะอฺศูมนอกจากท่านเราะสูลุลลอฮ ดังคำพูดของอิมามมาลิกที่ว่า “ทุกคนนั้นความเห็นของเขาถูกตอบรับและถูกทิ้งไปนอกจากเจ้าของกุบูรนี้” และท่านก็ชี้ไปยังกุบูรของท่านเราะสูลุลลอฮ
ที่จำเป็นคือ การหักห้ามตนเองจาก(การตำหนิด่าทอ)บรรดาอิมามของชาวมุสลิม แต่ความเห็นหนึ่งนั้นหากเป็นความเห็นที่ผิด ความเห็นนั้นก็ควรถูกกล่าวถึงโดยไม่มีการตำหนิผู้กล่าวความเห็นนั้น คนๆหนึ่งควรกล่าวถึงความคิดเห็นที่ผิดพลาดนั้น แล้วหักล้างมัน นี่คือแนวทางที่ปลอดภัย” (ดู กิตาบุล อิลมี หน้าที่ 304-306)
เป็นที่ชัดเจนว่า ชัยคฺมุกบิลสวนทางกับบรรดาอุละมาอ์สะละฟีย์ส่วนใหญ่ในเรื่องการตัดสินท่านอบูหะนีฟะฮฺ แต่ก็หากได้เกิดความวุ่นวายใดๆระหว่างชัยคฺมุกบิลกับบรรดาอุละมาอ์เหล่านั้นไม่ Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ : แบบอย่างในเรื่องความอิคลาศ

sahabeler-ve-tabiin-660x330
ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ
: แบบอย่างในเรื่องความอิคลาศ
เขียนโดย อุสตาซ มุคตาร ริฟาอีย์
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

            มองย้อนไปในอดีต สืบอ่านประวัติศาสตร์ ปรากฏมีเรื่องราวน่าอัศจรรย์ใจมากมายที่ถูกจารึกไว้ มนุษย์ผู้ถูกเลือกสรร ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล การอ่านและศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของพวกเขานั้นเสมือนเป็นการอ่านและศึกษาความมหัศจรรย์ บางคนก็เกิดรู้สึกประทับใจ มีความสุข ประหลาดใจ และเกิดคำถามขึ้นว่า “เราจะทำเหมือนพวกเขาได้ไหม?” แต่กระนั้นพวกเราถูกสั่งใช้ให้เจริญรอยตามพวกเขา เลียนแบบบรรดาผู้ทรงเกียรติทั้งหลายเพื่อที่เราจะได้อยู่ในหมู่พวกเขาด้วย

ในบรรดาตาบิอีนลูกศิษย์ของบรรดาเศาะหาบะฮฺนั้น มีชายคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากในเรื่องความขยันขันแข็งในการทำอิบาดะฮฺ ท่านมีชื่อว่า อบูบักรฺ มุหัมมัด บินวาสิอฺ บินญาบิร อัลอัคนัส ผู้เป็นอิมามร็อบบานีย์และเป็นแบบอย่างที่ดีงาม บ้างก็เรียกว่า อบูอับดิลลาฮ อัลอัซดีย์ อัลบัศรีย์ เป็นอาลิมใหญ่คนหนึ่งในยุคสมัยของท่านเอง หะดีษของท่านได้รับการรายงานต่อโดยอิมามมุสลิม , อบูดาวูด , อัตติรมิซีย์ และอันนะสาอีย์

ท่านศึกษาหะดีษจากท่านอนัส บินมาลิก , อุบัยดฺ บินอุมัยรฺ , มุฏ็อรริฟ บินอัชชิคิร , อับดุลลอฮ บินอัศศอมิต , อบูศอลิหฺ อัสสัมมาน , มุหัมมัด บินสีรีน และคนอื่นๆ ท่านรายงานหะดีษไม่มาก

ด้วยกับสถานะของท่านนั้น มีบรรดาอุละมาอ์มากมายที่มาศึกษาและรับความรู้จากท่าน ลูกศิษย์ส่วนหนึ่งของท่านได้แก่ ฮิชาม บินหัสสาน , อัซฮัร บินสินาน , อิสมาอีล บินมุสลิม อัลอับดีย์ , สุฟยาน อัษเษารีย์ , มะอฺมัร , หัมมาด บินสะละมะฮฺ , สัลลาม บินอบีมุฏีอฺ , ศอลิหฺ อัลมุรรีย์ , หัมมาด บินซัยดฺ , ญะอฺฟัร บินสุลัยมาน อัฎฎุบะอีย์ , นูหฺ บินก็อยสฺ , สัลลาม อัลกอรีย์ และมุหัมมัด บินอัลฟัฎลฺ บินอะฏียะฮฺ

อลี บินอัลมะดีนีย์ กล่าวว่า “ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ มีสายรายงานหะดีษจำนวน 15 สาย”

คำยกย่องชมเชยจากบรรดาอุละมาอ์

บ่าวที่มีความศรัทธาและมีความสุขในการอิบาดะฮฺนั้น ผลบุญของเขาจะถูกเร่งรัดให้มาถึงก่อนด้วยการได้รับคำยกย่องชมเชยจากบรรดาคนดี ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺก็เช่นนั้นแหล่ะ ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีที่ท่านมี คำยกย่องชมเชยจากบรรดาอุละมาอ์ได้ไหลรินมายังท่านอย่างไม่ขาดสาย

อิบนุ เชาซับ กล่าวว่า “ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ ไม่ได้มีอิบาดะฮฺอะไรที่โด่นเด่นไปกว่าคนอื่นๆหรอก แต่เมื่อถูกถามว่า ‘ชาวบัศเราะฮฺคนใดที่ดีเลิศที่สุด?’ คำตอบก็คือ ‘ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ’”

มูซา บินฮารูน อธิบายว่า “ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ คือนักอิบาดะฮฺ ชอบทำอะมั้ล มีความสำรวมตน(วะเราะอฺ) และมีสถานะที่สูงส่ง มีเกียรติ น่าเชื่อถือ(ษิเกาะฮฺ) มีความรู้ และความดีงามทั้งหลายนั้นมีอยู่ที่ตัวท่าน”

อิบนุหิบบาน เล่าวว่า “ท่าน(มุหัมมัด บินวาสิอฺ)ถือเป็นนักอิบาดะฮฺที่ประณีต เป็นคนที่สมถะที่ชอบประกอบอะมั้ล ท่านเคยร่วมทำญิฮาดที่คุรอซาน คุณธรรมและความดีงามที่ท่านมีนั้นมากมายนัก”

มาลิก บินดีนาร กล่าวว่า “ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ คือนักอ่านอัลกุรอานของพระผู้ทรงเมตตา คุณธรรมความดีงามของท่านมากมายเหลือเกิน”

ทัศนคติของท่านต่อดุนยา 

บรรดาอุละมาอ์นั้นมีทัศนคติที่แตกต่างจากคนทั่วไปในการประเมินค่าดุนยา ดุนยาไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง แต่คือสถานที่ตระเตรียมเสบียงเพื่อการเดินไปทางไปสู่อมตะสถาน และดุนยานั้นเป็นเพียงจุดแวะพักเพียงชั่วครู่หนึ่งเท่านั้น

หัมมาด บินซัยดฺ กล่าวว่า “มีผู้ถามท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ ว่า ‘โปรดสั่งเสียแก่ฉันด้วย’ ท่านตอบว่า ‘ฉันขอสั่งเสียว่า ท่านจงเป็นราชาบนดุนยาและอาคิเราะฮฺ’ ชายคนนั้นถามว่า ‘ทำได้อย่างไรหรือครับ?’ ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ ตอบว่า ‘จงสมถะ(ซุฮดฺ)ต่อดุนยา’”

ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ เคยกล่าวไว้ว่า “แท้จริงฉันอิจฉาผู้ที่มีศาสนาเข้มแข็ง และพอใจกับดุนยาเพียงเล็กน้อยที่มีอยู่ที่ตัวเขา”

ในสงครามญุรญาน ยะซีด บินอัลมุหัลลับ ได้ทรัพย์เชลยสงครามเป็นมงกุฎที่ประดับด้วยเพชร ยะซีดถามทหารของเขาว่า “พวกเจ้าเชื่อไหมว่า ยังคงมีคนที่ไม่ต้องการสิ่งนี้?” พวกเขาตอบว่า “ไม่เชื่อ” ยะซีดจึงเรียกท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ อัลอัซดีย์ และบอกว่า “จงรับนี่ไป” ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ กล่าวว่า “ฉันไม่มีความจำเป็นต้องใช้มัน” ยะซีดพูดบังคับว่า “ฉันยืนยันว่าท่านต้องรับมันไป”

ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺจึงรับมงกุฎนั้นไป แล้วยะซีดก็สั่งให้ทหารคนหนึ่งสะกดรอยตามว่ามุหัมมัด บินวาสิอฺจะทำอะไรต่อไป ปรากฏว่าระหว่างทาง ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺได้เจอกับขอทานคนหนึ่ง ท่านจึงยื่นมงกุฎนั้นแก่เขา ทหารนายนั้นจึงรีบพาขอทานไปพบยะซีดและเล่าเหตุการณ์ดังกล่าว ยะซีดจึงเอามงกุฏนั้นคืนและมอบเงินจำนวนมากแก่ขอทานคนนั้นแทน.

สุบหานัลลอฮ! คนแบบนี้ยังมีอยู่จริงๆด้วย คนที่ไม่อยากได้และไม่อยากสะสมทรัพย์สิน คนที่รับเอาส่วนของดุนยาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ขออัลลอฮทรงเมตตาท่าน โอ้ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ ท่านได้ทิ้งไว้ซึ่งสิ่งที่ยากลำบากมากสำหรับพวกเรา

ทัศนคติของท่านต่ออาคิเราะฮฺ

ฮัซมฺ อัลก็อฏอีย์ กล่าวว่า “ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ ได้กล่าวไว้ก่อนตายไว้ว่า ‘โอ้พี่น้องทั้งหลาย พวกท่านรู้ไหมว่าฉันจะไปที่ไหน? ขอสาบานต่ออัลลอฮ ฉันกำลังจะไปนรก เว้นเสียแต่ว่าอัลลอฮทรงอภัยโทษให้กับฉัน’”

สุลัยมาน อัตตัยมีย์ กล่าวว่า “ฉันไม่เคยเห็นใครที่มีใจจดจ่อต่ออาคิเราะฮฺมากกว่าท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ”

สถานะของท่านในเรื่องดุอาอ์

ในสงคราม ชาวมุสลิมต้องการบรรดาผู้ที่ใกล้ชิดกับอัลลอฮุ ตะอาลา เพราะการที่พวกเขาอยู่ในกองทัพนั้น ทำให้การช่วยเหลือของอัลลอฮอยู่ใกล้มากขึ้น อีมานและดุอาอ์ของพวกเขามีความสำคัญมาก เช่นเดียวกับท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ

อัลอัศมะอีย์ กล่าวว่า “ครั้นที่กุตัยบะฮฺ บินมุสลิม ประจัญบานกับกองทัพตุรกีและเริ่มรู้สึกว่ากำลังจะพ้ายแพ่ ท่านก็ถึงท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ มีนายหทารบางคนตอบว่า ‘เขาอยู่ที่ปีกขวาของกองทัพ โดยถือคันธนูพร้อมกับขอดุอาอ์ชี้นิ้วมือของเขาไปยังท้องฟ้า’ กุตัยบะฮฺกล่าวว่า ‘นิ้วมือเหล่านั้นเป็นที่รักใคร่สำหรับฉันมากกว่าดาบที่แหลมคมหนึ่งแสนเล่มที่ถือโดยเยาวชนที่แข็งแรงกล้าหาญ’”

คำตักเตือนของท่าน

ต่อไปคือคำตักเตือนของท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ ที่มีให้กับพวเรา เป็นคำตักเตือนที่มีคุณค่ายิ่ง

ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ กล่าวว่า “เมื่อบ่าวได้หันหัวใจของเขาไปยังอัลลอฮอย่างจริงจัง อัลลอฮก็จะทรงหันหัวใจของปวงบ่าวทั้งหายไปยังเขา”

เมื่อท่านถูกถามว่า “ท่านมีข่าวอะไรในเช้าวันนี้บ้าง?” ท่านตอบว่า “อายุขัยของฉันใกล้หมดลงแล้ว แต่ความหวังล้มๆแล้งๆของฉันกลับยังยาวไกล ในขณะการงานของฉันนั้นไม่ดีเลย”

ผู้ให้คำตักเตือนคนหนึ่งเข้าใกล้ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ และถามว่า “ทำไมฉันจึงพบว่าผู้คนมีหัวใจที่ไม่หวาดกลัว ดวงตาไม่ที่หลั่งน้ำตา และผิวหนังที่ไม่สั่นไหว?” ท่านมุหัมมัดตอบว่า “โอ้ท่านครับ ฉันไม่เห็นว่าความผิดนี้มาจากพวกเขา แต่มันมาจากตัวท่านเอง เพราะหากคำตักเตือนนั้นมาจากหัวใจ มันก็ย่อมเข้าสู่หัวใจ”

มีชายคนหนึ่งสังเกตเห็นรอยแผลบนมือของท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ เขาจึงรู้สึกสงสาร ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ กล่าวว่า “ท่านรู้ไหม ความโปรดปรานใดที่ฉันรู้สึกได้จากบาดแผลนี้บนมือของฉัน? (โปรดปรานนั้น)คือเพราะว่ามันไม่ได้อยู่บนดวงตาของฉัน หรือที่ปลายลิ้นของฉัน หรือที่อวัยวะเพศของฉัน”

อิบนุอุยัยนะฮฺ กล่าวว่า ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ เคยกล่าวว่า “หากบาปทั้งหลายที่กระทำไปนั้นมีกลิ่นแล้วไซร้ จะไม่มีใครแม้เพียงคนเดียวที่อยากนั่งอยู่กับฉัน”

อิบาดะฮฺและคำสอนเรื่องความอิคลาศ

มูซา บินยะสาร กล่าวว่า “ฉันเคยร่วมเดินทางไปยังเมืองมักกะฮฺกับท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ ท่านละหมาดบนยานพาหนะตลอดทั้งคืนในท่านั่งพร้อมทำสัญญาณ”

ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ กล่าวว่า “แท้จริงมีชายคนหนึ่งที่ร้องไห้เป็นเวลานาน 20 ปีโดยที่ภรรยาที่อยู่ใกล้ชิดเขานั้นไม่รู้”

ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ กล่าวว่า “ฉันได้พบกับหลายๆคน พวกเขาบางคนนั้นศรีษะของเขาวางลงข้างศรีษะของภรรยาบนหมอนใบเดียวกัน น้ำตาของเขาเปียกนองหมอนส่วนที่อยู่ใต้แก้มของเขา แต่ภรรยาของเขาไม่เคยรู้เลย และฉันก็ได้พบกับบางคนในหมู่พวกเขาที่ยืนขึ้นในแถวการละหมาด น้ำตาของเขาไหลอาบแก้ม แต่ไม่มีใครรู้เรื่องเลย”

ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ ถือศีลอดเสมอ แต่ไม่มีใครรู้

ไม่ต้องการตำแหน่ง

ผู้มีตำแหน่งฐานะคนหนึ่งชื่อว่า มาลิก บินอัลมุนซิร เคยเสนอแก่ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ ว่า “จงรับตำแหน่งผู้พิพากษา(กอฎีย์)” แต่ท่านปฏิเสธ มาลิกก็ยังคงเชิญชวนท่านและพูดว่า “ท่านจะต้องรับตำแหน่งเป็นผู้พิพากษา หากไม่แล้วฉันจะโบยท่าน 300 ครั้ง” ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ กล่าวว่า “หากท่านทำ ท่านก็เป็นพวกเผด็จการ แท้จริงความต้อยต่ำในดุนยานั้นดีกว่าความตกต่ำในอาคิเราะฮฺ”

ท่านมุหัมมัด บินวาสิอฺ เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 123 ขออัลลอฮทรงเมตตาท่านด้วย

(อ่านเพิ่มเติมได้จาก เฏาะบะก็อต หะนาบิลียะฮฺ 215 , ตารีค บุคอรีย์ 1/255 , หิลยะตุล เอาลิยาอ์ 2/345-357 , ตารีค เฏาะบะรีย์ 4/53 , สิยัร อะอฺลาม อันนุบะลาอ์ 6/119 และตะฮฺซีบ อัตตะหฺซีบ 9/499-500)

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , ,

 
Blog Abu Umamah™

Media Belajar Dan Berbagi Ilmu Islam Ahlussunnah Wal Jama'ah

Baannada : บ้านณดา

เพจเลี้ยงลูกเชิงบวกแนว Parent as Coach และรวมไอเดียการเล่นในครอบครัว และไฟล์กิจกรรมปริ๊นฟรีสำหรับเด็ก

Insyaflah, wahai Salafy!

Kalau tidak ada yang menjelaskan ... bagaimana ummat bisa tahu ?

faham.wordpress.com

Tugas pertama kita adalah memahami Islam, bukan sekedar mengetahui dalilnya

irwandizakaria-blog

Berikan yang Terbaik, Insya Allah akan Dapat Yang Terbaik

LA TAHZAN

ไม่จุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด

Terjemah Kitab Salaf

membumikan dakwah ahlus sunnah

Bahasa Arab Jarak Jauh at-Taisir

Mempelajari Bahasa al-Qur'an dan as-Sunnah

abusaifillah

Islam is the way of life.

Ibnu Taimiyah

Menguak keagungan seorang Syaikhul Islam

Abu Salma

Homepage Pribadi Abu Salma Muhammad

ABU MUSA AL-ATSARI

Belajar Islam, Menikmati Alam

Meniti Jalan menuntut Ilmu

Meniti Jalan Menuju Surga...

bushrohouse

ห้องสมุดบ้านบุชรอ : ห้องสมุดเพื่ออุมมะฮฺ

Para Ulama Ahlul Hadits

Biografi Ahlul Hadits, Para Sahabat, Tabi’in dan Tabiut Tabi’in beserta Keluarga Rasulullah صلى ا لله عليه وسلم

Salafy

Meneladani Generasi Terdahulu yang Shalih

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 45 other followers