RSS

ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ (ตอนที่ 6.4)

29 เม.ย.

ชัยคฺ อัลบานีย์ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ
(ตอนที่ 6.4 : (ต่อ)คำตักเตือนของชัยคฺอัลอัลบานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ)
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

        ดำรัสของอัลลอฮที่ว่า “และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า” สิ่งนี้เรียกร้องสิ่งที่ผมเพิ่งอธิอบายไป คือเรียกร้องให้มีขันติธรรมและขันติธรรมนี้เรียกร้องจากเรา 2 ประการ

          ประการแรกพวก เราแต่ละคนจะต้องปลูกฝังไว้ในความนึกคิดว่าวะฮีย์จะไม่ลงมาเพื่อสนับ สนุน/ยืนยันทัศนะของเรา ฉะนั้นเป็นไปได้ว่าเรานี่แหล่ะที่ผิดและพี่น้องที่กำลังโต้แย้งเรานั้นคือ ฝ่ายที่ถูกต้อง สมควรที่เราทุกคนจะต้องนึกถึงเรื่องนี้อยู่เสมอในยามถกเถียงกับพี่น้องเรา ไม่ได้มะอฺศูม(ไร้ความผิด) ไม่ว่าเราจะเป็นใครก็ตาม!! ไม่ว่าเราจะยังเป็นนักศึกษาหรือเป็นผู้รู้ก็ตามบ่อยครั้งไปที่เกิดเหตุการณ์ อย่างที่บรรดาอุละมาอ์ได้กล่าวไว้ว่า “บางครั้งก็พบในคนรุ่นหลังสิ่งซึ่งไม่พบในคนรุ่นแรก” บางครั้งผู้รู้ก็ผิดพลาด ในขณะที่นักศึกษานั้นถูกต้องและบางครั้งนักศึกษาก็ผิดพลาด ในขณะที่ประชาชนทั่วไป(เอาวาม)นั้นถูกต้อง
ประการที่สองการตระหนักถึงเรื่องนี้อยู่เสมอทำให้คนๆหนึ่งรู้สึกสบายใจและไม่รีบร้อนอีกทั้งมีความนุ่มนวลอ่อนโยนต่อพี่น้องเมื่อเขาสนทนากัน

สิ่งนี้ถือเป็นมารยาทที่นำมาจากอัลกุรอานอัลกะรีม เนื่องจากอัลลอฮได้กล่าวไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า เมื่อครั้งที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมสนทนากับพวกมุชริกีนนั้น(และแน่นอนชาวมุชริกีนที่หลงผิดนั้นแตกต่าง อย่างมากกับท่านนบีและบรรดาเศาะหาบะฮฺที่อยู่บนสัจธรรม)แต่กระนั้นอัลลอฮก็ สอนให้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมปฏิบัติมารยาทที่ดีงามนี้ซึ่งเราเรียกว่า “ขันติธรรม” ดังนั้นท่านนบีจึงกล่าว(ตามที่ระบุในอัลกุรอาน)ว่า

وَإِنَّا أَوْ إِيَّاكُمْ لَعَلَىٰ هُدًى أَوْ فِي ضَلَالٍمُّبِينٍ قُل لَّا تُسْأَلُونَ عَمَّا أَجْرَمْنَا وَلَا نُسْأَلُ عَمَّاتَعْمَلُونَ

            และแท้จริง ไม่เราก็พวกท่านแน่นอนที่อยู่บนแนวทางที่ถูกต้องหรืออยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้งจงกล่าวเถิดมุหัมมัด“พวกท่านจะไม่ถูกสอบสวนเกี่ยวกับที่เราทำผิด และเราก็จะไม่ถูกสอบสวนเกี่ยวกับที่พวกท่านกระทำ” (สะบะอ์ 32 : 24-25)

นี่คือระดับขั้นที่สูงสุดของความขันติธรรมขณะสนทนาไม่ได้หมายความว่ามุสลิม พ่ายแพ้และทิ้งอะกีดะฮฺของเขาเพราะขันติธรรมแต่ในอายะฮฺนี้นั้นเป็นการยืน ยันว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจากทั้งสองฝ่ายที่กำลังสนทนากันนั้นต้องมีฝ่ายหนึ่งที่ถูก ต้องและอีกฝ่ายหนึ่งหลงผิดอย่างแน่นอนแล้วกลุ่มหรือฝ่ายนั้นคือใครกัน…? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมไม่ได้บอกว่าใครคือกลุ่มนั้นในอายะฮฺนี้ แต่ครั้นเมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม เชิญชวนพวกเขาไปสู่การศรัทธาต่ออัลลอฮท่านบอกกับพวกเขาเสมอว่าหากพวกเขา ปฏิเสธต่อสิ่งที่ท่านนำมาจากอัลลอฮท่านก็จะพูดกับพวกเขาว่า

إِنَّكُمْ وَمَا تَعْبُدُونَ مِن دُونِ اللَّهِ حَصَبُجَهَنَّمَ أَنتُمْ لَهَا وَارِدُونَ

            แท้ จริงพวกเจ้า (มุชริกีน) และสิ่งที่พวกเจ้าเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮนั้นทั้งหมดนั้นเป็นเชื้อเพลิงของ นรก โดยพวกเจ้าจะเข้าไปอยู่ในนั้น (อัลอัมบิยาอ์ 21 : 98)
ดังนั้นเมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมอธิบายแก่พวกเขาเกี่ยวกับอะกีดะฮฺของท่าน และบอกถึงบั้นปลายของพวกเขาหากพวกเขายังดื้อดึงต่อต้านท่าน แต่เมื่อท่านสนทนากับพวกเขา ท่านจะพูดว่า

وَإِنَّا أَوْ إِيَّاكُمْ لَعَلَىٰ هُدًى أَوْ فِي ضَلَالٍمُّبِينٍ

            และแท้จริงไม่เราก็พวกท่านแน่นอนที่อยู่บนแนวทางที่ถูกต้องหรืออยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง (สะบะอ์ 32 : 24)

นี่คือรูปแบบการเผยแพร่ของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม กับชาวมุชริก แล้วอย่างไรกันที่ควรเป็นเมื่อคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเราสนทนากับพี่น้องของ เรา(ชาวสะละฟีย์)เอง??แน่นอนและไม่สงสัยเลยว่า จำเป็น(วาญิบ)ที่จะต้องมีความถ่อมตนและขันติธรรมต่อกัน และไม่แข็งกระด้างใส่กันเฉกเช่นท่าทีของคนๆหนึ่งต่อศัตรูของเขาอายะฮฺนี้ถือ เป็นอายะฮฺที่สำคัญมากและจำเป็นที่เราจะต้องระลึกถึงมันด้วยดี

وَإِنَّا أَوْ إِيَّاكُمْ لَعَلَىٰ هُدًى أَوْ فِي ضَلَالٍمُّبِينٍ قُل لَّا تُسْأَلُونَ عَمَّا أَجْرَمْنَا وَلَا نُسْأَلُ عَمَّاتَعْمَلُونَ

            และแท้จริง ไม่เราก็พวกท่านแน่นอนที่อยู่บนแนวทางที่ถูกต้องหรืออยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้งจงกล่าวเถิดมุหัมมัด“พวกท่านจะไม่ถูกสอบสวนเกี่ยวกับที่เราทำผิดและเราก็จะไม่ถูกสอบสวนเกี่ยวกับที่พวกท่านกระทำ” (สะบะอ์ 32 : 24-25)

มีหะดีษเศาะฮีหฺบางบทที่เราควรปฏิบัติอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่เพียงรู้เท่านั้นนั่นก็คือคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า

لاَ تَقَاطَعُوْا وَلاَ تَدَابَرُوْاوَلاَ تَبَاغَضُوْا وَلاَ تَحَاسَدُوْا وَكُوْنُوْاعِبَادَ اللهِ إِخْوَانًا وَلاَيَحِلُّ لِمُسْلِمٍ أَنْ يَهْجُرَأَخَاهُ فَوْقَ ثَلاَثٍ

            พวกท่านอย่าได้ตัดความสัมพันธ์ต่อกันหัน หลังให้กัน โกรธเกลียดกัน และอิจฉาริษาต่อกันและพวกท่านจงเป็นบ่าวของอัลลอฮที่เป็นพี่น้องกันเถิด และไม่อนุญาตให้มุสลิมตัดสัมพันธ์จากพี่น้องของเขาเกิน3 วัน (บันทึกโดยอัตติรมิซีย์ 4/329 หมายเลขที่ 1935 (ด้วยสำนวนนี้)และชัยคฺอัลอัลบานีย์รับรองว่าเศาะฮีหฺ)
คำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า “และไม่อนุญาตให้มุสลิมทำการฮัจรฺ(ตัดสัมพันธ์จาก)พี่น้องของเขาเกิน 3 วัน” ทำไมเขาถึงทำการฮัจรฺล่ะ? เพราะความริษยาและเพราะความเกลียดชังไม่ใช่เพราะเรื่องศาสนา ไม่ใช่เพราะเขาฝ่าฝืนอัลลอฮและเราะสูลขดงพระองค์แต่ที่น่าเกลียดมากก็ว่าได้คือ เขาฝ่าฝืนต่ออัลลอฮและเราะสูลของพระองค์เนื่องจากความเข้าใจที่น่ารังเกียจ ของเขาในมุมมองของฉัน(ผู้ที่ทำการฮัจรฺ)แต่ทว่าเขาไม่ได้ทำการฝ่าฝืน(มะอฺศียะฮฺ)อย่างโจ่งแจ้งเขาไม่เชื่อว่าสิ่งที่เขาทำนั้นคือการฝ่าฝืน(ทั้งที่เขา กำลังทำสิ่งที่ฝ่าฝืน)แล้วคนหนึ่งในหมู่พวกเขาก็ทำการฮัจรฺต่อเขาทันที การฮัจรฺนั้นแน่นอนว่ามีบัญญัติไว้ แต่การฮัจรฺเนื่องจากมุมมองและทัศนะที่แตกต่างกันนั้นถือเป็นการหันหลังให้กันที่ถูกตำหนิ ซึ่งถูกกล่าวไว้ในตอนต้นของหะดีษนี้

لاَ تَقَاطَعُوْا وَلاَ تَدَابَرُوْا وَلاَ تَبَاغَضُوْاوَلاَ تَحَاسَدُوْا

            พวกท่านอย่าได้ตัดความสัมพันธ์ต่อกันหันหลังให้กัน โกรธเกลียดกัน และอิจฉาริษาต่อกัน

และพฤติกรรมนี้(การอิจฉาริษยากัน)นั้นแพร่กระจายในหมู่พวกเราชาวสะละฟีย์ของเรา บางครั้งความขัดแย้งก็เกิดขึ้นเพราะประเด็นปัญหาเรื่อง “ใคร กันที่เหมาะสมกว่าที่จะขึ้นบรรยายบักรฺหรืออัมรฺ?” , “ฉันดีกว่าที่จะทำการสอน” ,(แล้วก็ถูกโต้กลับมาว่า) “ไม่ เขาคนนั้นมากกว่าที่เหมาะสมจะทำการสอน” โอ้พี่น้องทุกท่านจงตักวาต่ออัลลอฮเกี่ยวกับตัวพวกท่านเองเถิด เมื่อมีคนที่มีวิชาความรู้น้อยแล้วเขาต้องการเผยแพร่ความรู้ของเขาต่อหน้า ผู้คน ก็ปล่อยให้เขาเผยแพร่ไปปล่อยให้เขาพูด และจงช่วยเหลือเขาเถิด ท่านทั้งหลายอย่ามองตัวเองด้วยสายตาที่ดูแคลนหรือหยิ่งยโสต่อหน้าเขาเนื่อง จากท่านรู้สึกว่าความรู้ของเขาด้อยกว่าท่านและบางครั้งเรื่องก็กลับตรงข้าม กัน(คือเขาเป็นฝ่ายรู้สึกว่าตนมีความรู้มากกว่าท่านหรือเขามีความรู้เหนือ กว่าท่านจริงๆ)แล้วความขัดแย้ง ความแตกแยกก็เกิดขึ้น และเรื่องที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม สั่งห้ามไว้ในหะดีษเศาะฮีหฺนี้ก็เกิดขึ้นตามมา

لاَ تَقَاطَعُوْا وَلاَ تَدَابَرُوْا وَلاَ تَبَاغَضُوْاوَلاَ تَحَاسَدُوْا وَكُوْنُوْاعِبَادَ اللهِ إِخْوَانًا وَلاَ يَحِلُّ لِمُسْلِمٍأَنْ يَهْجُرَأَخَاهُ فَوْقَ ثَلاَثٍ

            พวกท่านอย่าได้ ตัดความสัมพันธ์ต่อกันหันหลังให้กัน โกรธเกลียดกัน และอิจฉาริษาต่อกันและพวกท่านจงเป็นบ่าวของอัลลอฮที่เป็นพี่น้องกันเถิด และไม่อนุญาตให้มุสลิมตัดสัมพันธ์จากพี่น้องของเขาเกิน3 วัน

การฮัจรฺที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องหยุดและขาดไปหะดีษนี้โดยแท้จริงแล้วชี้ให้ เห็นความเมตตาของอัลลอฮเหนือปวงบ่าวของพระองค์เนื่องจากอัลลอฮทรงห้ามการฮัจ รฺที่ชัดเจนแต่พระองค์ทรงให้โอกาสแก่หัวใจที่ป่วยไข้บางดวงให้สามารถปล่อย ความโกรธแค้นและริษยาของเขาได้ไม่เกิน3 วันเพียงพอแล้วสำหรับคนๆหนึ่งที่จะปล่อยความโกรธแค้นและอิจฉาริษาของเขานาน 3 วันนี้ สิ่งนี้เป็นที่อนุญาตสำหรับเขา(ดังที่อิมามอันนะวะวีย์ได้อธิบายไว้ในอัลมิ นฮาจญ์(16/117)ตามที่ได้นำเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้) แต่หากเกินไปจาก 3 วัน เขาก็ได้ทำสิ่งหะรอม(ดังที่มีระบุในหะดีษเศาะฮีหฺอื่นๆ) ซึ่งแสดงว่า หากเขาละเมิดขอบเขตเวลา 3 วันที่อนุญาตให้เขาทำการฮัจรฺแล้วเขาก็สมควรที่จะถูกทรมานในไฟนรก

لاَيَحِلُّ لِمُسْلِمٍ أَنْ يَهْجُرَ أَخصَاه فَوْقَ ثَلاَثٍفَمَنْ هَجَرَفَوْقَ ثَلاَثٍ فَمَا تَدَخَلَ النَّار

        ไม่อนุญาตให้มุสลิมทำการฮัจรฺพี่น้องของเขานานเกิน3 วัน ใครก็ตามที่ทำการฮัจรฺมากกว่า 3 วันแล้วเสียชีวิต เขาก็ตกนรก (บันทึกโดยอบูดาวูด 4/279 , 4914 และชัยคฺอัลอัลบารีย์รับรองว่าเศาะฮีหฺ)

ในหะดีษอื่นระบุว่า

لاَيَحِلُّ لِمُسْلِمٍ أَنْ يَهْجُرَأَخَاهُ فَوْقَ ثَلاَثٍيَلْتَقِيَانِ فَيَصُدُّهَذَا وَيَصُدُّهَذَا وَخَيْرُهُمَا الَّذِىْ يَبْدَأُ بِالسَّلاَمِ

          ไม่อนุญาตให้มุสลิมทำการฮัจรฺพี่น้องของเขานานเกิน3 วัน ทั้งสองเจอกันแต่คนหนึ่งหันเข้าหา และอีกคนก็เช่นกัน และคนที่ดีที่สุดจากทั้งสองนั้นคือคนที่เริ่มกล่าวสลามก่อน (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ 5/2302 , 5879 และมุสลิม 4/1984 , 2560)

เมื่อมุสลิมคนนี้(ที่ทำการฮัจรฺพี่น้องของเขานานเกิน 3 วันเพราะความไม่ใส่ใจต่อหลักการห้ามฮัจรฺพี่น้องนานเกิน3 วันโดยที่เขาก็ไม่ได้ลืมคำขู่ที่น่ากลัวสำหรับผู้ที่ดำเนินการฮัจรฺนานเกิน 3 วัน แต่กลับ)ลำบากสำหรับเขาที่จะหวนคืนเหมือนเดิม(คือรักใคร่คนที่เขาทำการฮัจ รฺ)อย่างน้อยที่สุดที่เขาสามารถกระทำได้เพื่อให้เขารอดพ้นปลอดภัยจากการลง โทษที่เจ็บแสบนั้นก็คือการที่เขาให้สลามแก่คนที่เขาทำการฮัจรฺคนนั้น แล้วสลามจะนำพาไปสู่การสนทนาและการสนทนาจะนำพาไปสู่ความรู้สึกรักใคร่เมตตา และสิ่งอื่นที่คล้ายคลึงกันดังที่มีคำกล่าวไว้ว่า เริ่มต้นของฝนคือหยดน้ำ ต่อมาก็ตกลงมาอย่างหนักดังนั้นจึงไม่มีท่าทีขั้นต่ำใดที่สามารถกระทำได้ เพื่อให้รอดพ้นจากบทลงโทษอันหนักหน่วงสำหรับผู้ที่ทำการฮัจรฺพี่น้องของเขา เป็นเวลานานเกิน3 วัน ที่ง่ายไปกว่าการให้สลาม

จงสดับฟังอัลหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมที่มีเนื้อหาเป็นบทลงโทษที่หนักหนาสำหรับผู้กระทำการฮัจรฺโดย ปราศจากสิทธิ

تُفْتَحُ أَبْوَابُ الْجَنَّةِ كُلَّ يَوْمِ اثْنَيْنِ وَخَمِيْسٍفَيُغْفَرُ فِي ذَلِكَ الْيَوْمَيْنِ لِكُلِّ عَبْدٍ لاَ يُشْرِكُ بِاللهِ شَيٍئًاإِلاَّ مَنْ بَيْنَهُ وَبَيْنَ أَخِيْهِ شَحْنَاءُ فَيُقَالُ أَنْظِرُوْاهَذَيْنِ حَتَّىيَصْطَلِحَا أَنْظِرُوْاهَذَيْنِ حَتَّى يَصْطَلِحَا أَنْظِرُوْاهَذَيْنِ حَتَّى يَصْطَلِحَا

          ประตูสวรรค์ทั้งหลายจะถูกเปิด ออกในวันจันทร์และวันพฤหัสบดีและในวันทั้งสองนี้ปวงบ่าวที่ไม่ตั้งภาคีใดๆ ต่ออัลลอฮก็ได้รับการอภัยโทษยกเว้นผู้ที่ระหว่างเขากับพี่น้องของเขานั้นมี ความเป็นศัตรูกัน จึงมีผู้กล่าวขึ้นว่าทั้งสองคนนี้จงรอต่อ ไปเถิด(คือไม่ได้รับการอภัยโทษ)จนกว่าเขาทั้งสองจะคืนดีกัน ทั้งสองคนนี้จงรอต่อไปเถิด(คือไม่ได้รับการอภัยโทษ)จนกว่าเขาทั้งสองจะคืนดี กัน ทั้งสองคนนี้จงรอต่อไปเถิด(คือไม่ได้รับการอภัยโทษ)จนกว่าเขาทั้งสองจะคืนดี กัน (บันทึกโดยอบูดาวูด 4/279 หมายเลข 4916 และชัยคฺอัลอัลบานีย์รับรองว่าเศาะฮีหฺ ดูฆอยะตุล มะร็อม หะดีษหมายเลข412)

คำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า “ปวงบ่าวที่ไม่ตั้งภาคีใดๆต่ออัลลอฮก็ได้รับการอภัยโทษ” นั้นคือข่าวดีที่ทำให้เรารู้สึกดีใจ และเราหวังสิ่งที่ดีงามด้วยกับหะดีษบทนนี้เพราะเราคือดาอีย์ผู้เรียกร้องไป สู่เตาฮีด และเราคือผู้ยกธงดะอฺวะฮฺไปสู่เตาฮีดและขจัดการตั้งภาคีไม่ว่ามันจะอยู่ใน รูปแบบไหนก็ตามดังนั้นเราจึงคิดว่าเราจะได้เข้าสวรรค์โดยไม่ต้องถูกสอบสวน และถูกลงโทษก่อนเฉกเช่นที่มีกล่าวกันในปัจจุบันโดยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเราได้ให้เอกภาพแด่อัลลอฮและไม่ตั้งภาคีใดๆแก่พระองค์แต่เรื่องมันไม่ ได้เป็นแบบนั้น!!! พิจารณาหะดีษบทนี้ให้ดี ทำความเข้าใจและพยายามปฏิบัติมันด้วยชีวิตแต่ละวันของพวกท่าน

تُفْتَحُ أَبْوَابُ الْجَنَّةِ كُلَّ يَوْمِ اثْنَيْنِوَخَمِيْسٍ فَيُغْفَرُ فِي ذَلِكَ الْيَوْمَيْنِ لِكُلِّ عَبْدٍ لاَ يُشْرِكُبِاللهِ شَيٍئًا إِلاَّ مَنْ بَيْنَهُ وَبَيْنَ أَخِيْهِ شَحْنَاءُ فَيُقَالُأَنْظِرُوْاهَذَيْنِ حَتَّى يَصْطَلِحَا أَنْظِرُوْاهَذَيْنِ حَتَّى يَصْطَلِحَاأَنْظِرُوْاهَذَيْنِ حَتَّى يَصْطَلِحَا

          ประตู สวรรค์ทั้งหลายจะถูกเปิดออกในวันจันทร์และวันพฤหัสบดีและในวันทั้งสองนี้ปวง บ่าวที่ไม่ตั้งภาคีใดๆต่ออัลลอฮก็ได้รับการอภัยโทษยกเว้นผู้ที่ระหว่างเขา กับพี่น้องของเขานั้นมีความเป็นศัตรูกันจึงมีผู้กล่าวขึ้นว่า ทั้ง สองคนนี้จงรอต่อไปเถิด(คือไม่ได้รับการอภัยโทษ)จนกว่าเขาทั้งสองจะคืนดีกัน ทั้งสองคนนี้จงรอต่อไปเถิด(คือไม่ได้รับการอภัยโทษ)จนกว่าเขาทั้งสองจะคืนดี กัน ทั้งสองคนนี้จงรอต่อไปเถิด(คือไม่ได้รับการอภัยโทษ)จนกว่าเขาทั้งสองจะคืนดี กัน

ทั้งสองคนนี้จงรอต่อไปเถิด” คือ จงรอก่อนอดทนก่อน อย่า(บันทึกการ)อภัยโทษสำหรับพวกเขาจนกว่าพวกเขาจะคืนดีและกลับไปเป็น….

إِخْوَانًا عَلَىٰ سُرُرٍ مُّتَقَابِلِينَ

            …พี่น้องกันโดยพำนักอยู่บนเตียงหันหน้าเข้าหากัน (อัลหิจรฺ 15 : 47)

และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมยังกล่าวไว้ในหะดีษอื่นอีกว่า

ثَلاَثَةٌ لاَ تُرْفَعُ لَهُمْ صَلاَتُهُمْ فَوْقَ رُؤُوْسِهِمْشِبْرًا رَجُلٌ أَمَّ قَوْمًا وَهُمْ لَهُ كَارِهُوْنَ وَامْرَأَةٌ بَاتَتْ وَزَوْجُهَاعَلَيْهَا سَاخِطٌ وَأَخَوَانِ مَتَصَارِمَانِ

            คน3 ประเภทที่การละหมาดของพวกเขาจะไม่ถูกยกสูงขึ้นเหนือศรีษะของพวกเขา(คือไม่ถูกตอบรับ)ได้แก่ (1) ชายคนหนึ่งที่นำ/ปกครองกลุ่มชนหนึ่ง แล้วพวกเขาก็เกลียดชังเขา (2)หญิงคนหนึ่งที่นอนหลับในช่วงกลางคืนในสภาพที่สามีของเธอโกรธเคืองเธอ และพี่น้องสองคนที่ตัดขาดความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน (บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ 1/311 หมายเลข 971 และชัยคฺอัลอัลบานีย์บอกว่าหะสัน ในมิชกาตอัลมะศอบีหฺ หมายเลข 1128)

คำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า “และพี่น้องสองคนที่ตัดขาดความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน” คือ ตัดขาดความสัมพันธ์และหันห่างหมางเมินต่อกัน
ฉะนั้น การตัดขาดกัน การฮัจรฺต่อกันและการหมางเมินทิ้งกันและกันโดยปราศจากเหตุผลที่ถูกต้องตาม หลักการศาสนานั้น(แต่เป็นเพราะเพียงการถกเถียงขัดแย้งกันในความคิดเห็น)ผล เสียหรือความเสียหายจะเกิดขึ้นกับทั้งสอง และส่วนหนึ่งก็คือการละหมาดของเขาจะไม่ถูกยกขึ้นไปสู่อัลลอฮ และอัลลอฮจะไม่ยอมรับมันดังดำรัสของพระองค์ที่ว่า

إِلَيْهِ يَصْعَدُ الْكَلِمُ الطَّيِّبُ وَالْعَمَلُالصَّالِحُ يَرْفَعُهُ

            คำกล่าวที่ดีย่อมจะขึ้นไปสู่พระองค์และการงานที่ดีนั้นพระองค์ทรงยกย่องสรรเสริญมัน (ฟาฏิร 35 : 10)
การละหมาดของทั้งสองคนที่ฮัจรฺกันนี้จะไม่ถูกยกขึ้นไปสู่อัลลอฮและจะไม่ถูกตอบรับ

ส่วน มากของพฤติกรรมการตัดความสัมพันธ์และฮัจรฺกันนั้นเป็นเพราะการมองและคาดคิด ไปเอง(ในแง่ร้ายที่ผุดขึ้นมาในความคิดของคนๆหนึ่ง)ต่อพี่น้องมุสลิมของเขาหะดีษสุดท้ายต่อไปนี้จึงมีมาเพื่อเตือนพวกเราและปรามเรามิให้คาดคิดในแง่ร้ายต่อพี่น้องมุสลิมของเรา

إِيَّاكُمْ وَالظَّنَّ فَإِنَّ الظَّنَّ أَكْذَبُ الْحَدِيْثِوَلاَ تَحَسَّسُوْا وَلاَ تَجَسَّسُوْا وَلاَ تَحَاسَدُوْا وَلاَ تَدَابَرُوْا وَلاَتَبَاغَضُوْا وَكُوْنُوْا عِبَادَ اللهِ إِخْوَانَا كَمَا أمَرَكُمُ اللهُ تَعَالَى

          ท่านทั้งหลายจงระวัง การคาดคิดไปเอง เพราะการคาดคิดไปเองนั้นคือถ้อยคำที่โกหกที่สุดดและจงอย่าได้ตะหัสสุส(เสาะ หาความผิดของพี่น้องผ่านบอกเล่าข่าวคราวต่างๆ)ตะญัสสุส(เสาะหาความผิดของพี่ น้องด้วยการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเขา)อิจฉาริษยา หมางเมิน และเกลียดชังต่อกัน และพวกท่านจงเป็นปวงบ่าวของอัลลอฮที่เป็นพี่น้องกันดังที่อัลลอฮุ ตะอาลา ได้สั่งใช้พวกท่านเอาไว้ (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ 5/2253 หมายเลข 5717 และมุสลิม หมายเลข 2563)

ในตอนต้นหะดีษ ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม สั่งห้ามพวกเรามิให้คาดคิดในแง่ร้ายและท่านก็ได้อธิบายสาเหตุของคำสั่งห้าม นั้นคือเพราะการคาดคิดไปเองนั้นเป็นคำพูดที่โกหกที่สุด คือการที่พวกท่านพูดว่า “คนนั้นเป็นยังงั้นยังงี้…” ทั้งๆที่ (1) ท่านไม่ได้มีหลักฐานจากอัลลอฮ (2) ต่อมา หากท่านมีหลักฐานที่ทำให้ท่านสามารถคาดคิดในแง่ร้ายต่อพี่น้องของท่านได้ แต่ก็ไม่อนุญาตให้ท่านนินทาเขาแต่สิ่งจำเป็นสำหรับท่าน(ดังที่เราได้อธิบาย ไปแล้วในตอนต้นการบรรยาย)คือรีบตักเตือนเขา รีบชี้นำเขาไปยังทิศทางที่ท่านมองว่าถูกต้องสอดคล้องกับชะรีอะฮฺ

สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยคือการคาดคิดในแง่ร้ายนี้ชักนำผู้คิดไปสู่การทำสิ่งที่ ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม สั่งห้าม ดังเช่นที่มีกล่าวไว้ในหะดีษนี้หลังจากที่ท่านห้ามการคาดคิดในแง่ร้ายแล้ว ท่านก็กล่าวต่อไปว่า “และจงอย่าได้ตะหัสสุสและตะญัสสุส ตะ ญัสสุส คือการเสาะหาความผิดของพี่น้องมุสลิมด้วยตำหนิและดูถูกเขาส่วนตะหัสสุสนั้น อุละมาอ์บางท่านบอกว่าตะหัสสุสกับตะญัสสุสมีความหมายเหมือนกันแต่ความหมาย ที่ถูกต้องนั้นคือแตกต่างกันเพราะบางครั้งตะญัสสุสก็ไม่สามารถอยู่ในตำแหน่ง ของตะหัสสุสได้ ดังที่มีปรากฏในอัลกุรอานคือคำพูดของนบียะอฺกูบที่พูดกับลูกๆของท่านว่า

اذْهَبُوا فَتَحَسَّسُوا مِن يُوسُفَ

            พวกเจ้าจงไปสืบข่าว(ตะหัสสุส)ของยูซุฟ(ยูสุฟ 12 : 87)
ตะหัสสุส คือ การเสาะหาข่าวและฟังเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับคนๆหนึ่ง ฉะนั้นในหะดีษนี้ความหมายของตะญัสสุสจึงเจาะจงกว่าความหมายของตะหัสสุสตะหัส สุสอาจหมายถึงการเสาะข่าว ไม่ว่าจะเพื่อสิ่งที่ดีหรือไม่ดีแต่ตะญัสสุสคือการเสาะแสวงหาสิ่งไม่ดีของ ผู้อื่นเท่านั้น ท่านเราะสูลุลลอฮศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้สั่งห้ามทั้งสองอย่างในหะดีษบทนี้ท่านห้ามการเสาะหาข่าวและความผิดของผู้ อื่นเพราะเรื่องต่างๆนั้นเป็นไปตามเป้าประสงค์ของมันหากเป้าหมายของการตะหัส สุสคือเพื่อไปสู่สิ่งที่ดีงาม ก็ไม่มีปัญหาอะไรแต่ตะญัสสุสนั้นไม่มีความดีใดๆอยู่เลยจึงไม่อนุญาตให้ มุสลิมตะหัสสุสและฟังการพูดของพี่น้องของเขาโดยมีเป้าหมายเพื่อเสาะหาความ ผิดและเปิดเผยเอาเราะฮฺ(หมายถึงสิ่งที่ทำให้เขาละอาจใจ) และทำให้เขาต้องตกไปสู่สิ่งที่เขาไม่ชอบ

คำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า “จงอย่าได้…อิจฉาริษยา…ต่อกัน” ทำไมคนๆหนึ่งจึงต้องอิจฉาริษาต่อพี่น้องมุสลิมด้วยกัน…ด้วย??น่าเศร้า เหลือเกินที่ความอิจฉาริษานั้นเหมือนจะกลายเป็นลักษณะนิสัยโดยปกติของมนุษย์ ไปแล้วผมบอกว่า “เหมือนจะ” เพราะผมเชื่อว่าอัลลอฮไม่ได้ทำให้ความอิจฉาริษยาเป็นธรรมชาตดั้งเดิม(ฟิต เราะฮฺ)ของมนุษย์ฉะนั้นผมจึงพูดว่า “เหมือนจะ” เท่านั้น เพราะความอิจฉาริษานั้นครอบงำมนุษย์เป็นจำนวนมาก และโดยเนื้อแท้แล้วโรคความอิจฉาริษยานี้คือโรคที่อันตรายมากและมักจะเกิดกับ คนที่ร่ำรวยไม่ว่าจะรวยเงินทองหรือรวยความรู้ คนที่รวยเงินทองนั้นถูกอิจฉาโดยคนที่เหมือนกัน(คือรวยทรัพย์)เช่นเดียวกับคน ที่รวยความรู้ เขาถูกอิจฉาริษยาโดยคนที่เหมือนๆกันแล้วความอิจฉาริษยานี้ก็ก่อให้เกิดความ เกลียดชังและเป็นศัตรูกันระหว่างคนสองคนที่อิจฉาริษยากัน

ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมสอนมารยาทแก่เรา ว่า

وَلاَ تَحَسَّسُوْا وَلاَ تَجَسَّسُوْا وَلاَتَحَاسَدُوْا وَلاَ تَدَابَرُوْا وَلاَ تَبَاغَضُوْا وَكُوْنُوْا عِبَادَ اللهِإِخْوَانَا كَمَا أمَرَكُمُ اللهُ تَعَالَى

          และจงอย่าได้ตะหัสสุ ส(เสาะหาความผิดของพี่น้องผ่านบอกเล่าข่าวคราวต่างๆ)ตะญัสสุส(เสาะหาความผิด ของพี่น้องด้วยการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเขา)อิจฉาริษยา หมางเมิน และเกลียดชังต่อกันและพวกท่านจงเป็นปวงบ่าวของอัลลอฮที่เป็นพี่น้องกัน ดังที่อัลลอฮุ ตะอาลาได้สั่งใช้พวกท่านเอาไว้

คำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า “ดังที่อัลลอฮุ ตะอาลา ได้สั่งใช้พวกท่านเอาไว้” หมายถึงในดำรัสของพระองค์ที่ว่า

وَاعْتَصِمُوا بِحَبْلِ اللَّهِ جَمِيعًا وَلَا تَفَرَّقُوا 

            และพวกเจ้าจงยึดสายเชือกของอัลลอฮโดยพร้อมกันทั้งหมด และจงอย่าแตกแยกกัน
นี่คือคำพูดและนะศีหะฮฺผมหวังว่าอัลลอฮจะทรงให้ประโยชน์แก่เราด้วยคำพูดนี้ และหวังว่าอัลลอฮจะทรงทำให้ความเป็นพี่น้องที่แท้จริงซึ่งผมรู้สึกว่าเราทุก คนจำเป็นต้องทำให้มันเกิดขึ้นจริง ได้บังเกิดขึ้นระหว่างเราเราขอต่ออัลลอฮโปรดช่วยเหลือเราในการเชื่อฟังภักดี ต่อพระองค์ในทุกคำบัญชา และ…

سُبْحَانَك َاللَّهُمَّ وَبِحَمْدِكَ،َ أَشْهَدُ أَنْ لاَإلهَ إلاَّ أَنْتَ، أَسْتَغْفِرُكَ وَأَتُوْبُ إِلَيْكَ

            มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ท่านโอ้อัลลอฮ และด้วยการสรรเสริญพระองค์ ข้าพระองค์ปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าที่เที่ยงแท้อื่นจากพระองค์ท่านข้า พระองค์ขอการอภัยโทษและขอกลับเนื้อกลับตัวไปยังพระองค์ท่าน

(จบคำนะศีหะฮฺของชัยคฺอัลอัลบานีย์เพียงแค่นี้แปลจากสิลสิละฮฺ นูร อะลา อัดดัรบฺ เทปหมายเลขที่ 23)

ติดตามตอนต่อไป….(ตอนจบ)

ติดตามตอนต่อไป…(ตอนจบ)

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Blog Abu Umamah™

Media Belajar Dan Berbagi Ilmu Islam Ahlussunnah Wal Jama'ah

Attachment Parenting by Baannada : บ้านณดา

เพจเลี้ยงลูกเชิงบวกแนว Attachment Parenting และรวมไอเดียการเล่นในครอบครัว และไฟล์กิจกรรมปริ๊นฟรีสำหรับเด็ก

Insyaflah, wahai Salafy!

Kalau tidak ada yang menjelaskan ... bagaimana ummat bisa tahu ?

faham.wordpress.com

Tugas pertama kita adalah memahami Islam, bukan sekedar mengetahui dalilnya

irwandizakaria-blog

Berikan yang Terbaik, Insya Allah akan Dapat Yang Terbaik

LA TAHZAN

ไม่จุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด

Terjemah Kitab Salaf

membumikan dakwah ahlus sunnah

Bahasa Arab Jarak Jauh at-Taisir

Mempelajari Bahasa al-Qur'an dan as-Sunnah

abusaifillah

Islam is the way of life.

Ibnu Taimiyah

Menguak keagungan seorang Syaikhul Islam

Abu Salma

Homepage Pribadi Abu Salma Muhammad

ABU MUSA AL-ATSARI

Belajar Islam, Menikmati Alam

Meniti Jalan menuntut Ilmu

Membuka Jalan Menuju Surga...

bushrohouse

ห้องสมุดบ้านบุชรอ : ห้องสมุดเพื่ออุมมะฮฺ

Para Ulama Ahlul Hadits

Biografi Ahlul Hadits, Para Sahabat, Tabi’in dan Tabiut Tabi’in beserta Keluarga Rasulullah صلى ا لله عليه وسلم

Salafy

Meneladani Generasi Terdahulu yang Shalih

%d bloggers like this: