RSS

ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ (ตอนที่ 6.2)

12 มี.ค.

d087c178
ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ

(ตอนที่ 6.2 : (ต่อ)คำตักเตือนของชัยคฺอัลอัลบานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ)
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

คำนะศีหะฮฺที่ 1 : ห้ามยึดติดคลั่งไคล้ต่อชัยคฺสะละฟีย์คนหนึ่งคนใดเป็นการเฉพาะ

ความตะอัศศุบ(คลั่งไคล้)ต่อชัยคฺคนหนึ่งคนใดเป็นการเฉพาะนั้นคือสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความแตกแยก โดยทั่วไปแล้วความคลั่งไคล้นั้นเกิดจากลูกศิษย์ โดยเฉพาะเมื่อลูกศิษย์คนนั้นไม่เคยได้เรียนกับชัยคฺคนอื่นๆ จึงไม่สามารถเปรียบเทียบชัยคฺของตนกับชัยคฺคนอื่นๆได้ บางครั้งการที่ไม่เคยได้เรียนกับครูคนอื่นเลยนอกจากครูคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวนั้นอาจทำให้เกิดความเชื่อที่ว่า อะไรก็ตามที่ครูของตนนำมานั้นถูกต้องเสมอ…เพราะเขาไม่เคยเห็นความผิดพลาดของครูตัวเองเลย สุดท้ายเขาก็เทิดทูนครูจนเหนือหัวตนเอง(คือเชื่อทุกอย่างที่ครูสอน) แต่ชาวสะลัฟนั้นหากเราได้ศึกษาและสังเกตประวัติของพวกเขา บางคนของพวกเขานั้นมีครูเป็นพันๆคนเลย…ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่มีการยึดติดคลั่งไคล้ต่อครูคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ

คำนะศีหะฮฺแรกของชัยคฺอัลอัลบานีย์นี้ เดิมทีแล้วเป็นคำตอบต่อคำขอของพี่น้องสะละฟีย์คนหนึ่งจากประเทศคูเวต ที่ขอให้ชัยคฺตักเตือนพี่น้องสะละฟีย์ที่ขัดแย้งแตกแยกและทำการตะหฺซีร(เตือนให้ออกห่าง)ซึ่งกันและกัน ผู้เขียนนำเสนอคำนะศีหะฮฺของชัยคฺอัลอัลบานีย์ เนื่องจากเนื้อหาของมันนั้นเหมาะสมกับสถานการณ์ของชาวสะละฟีย์ในบ้านเกิดเมืองนอนของผมซึ่งกำลังแตกแยกกัน (ท่านใดต้องการฟังคำถามดังกล่าวซึ่งยาวมาก เชิญฟังได้ในเทปสิลสิละฮฺ อัลฮุดา วันนูร หมายเลขที่ 779)

ชัยคฺอัลอัลบานีย์ กล่าวว่า :

ขอสาบานต่ออัลลอฮ พี่น้องครับ สำหรับผมแล้ว เราไม่ควรพูดถึงบุคคลต่างๆที่ถูกยกย่องและถูกตำหนิในขณะนี้ ผมมักได้รับคำถามต่างๆที่ถามอย่างตรงไปตรงมาจากประเทศคูเวต ,  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และที่อื่นๆ ว่า “ชัยคฺครับ ท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับคนนั้นคนนี้…??” และผู้ถามนั้นก็ดูเหมือนว่าจะเอนเอียงไปทางคนๆนั้นหรือไม่ก็อยู่ขั้วตรงข้ามกับเขาเลย ดังนั้นผมจึงปรามเขามิให้ถามคำถามต่างๆเช่นนี้ ผมบอกกับเขาว่า “พี่น้อง…คำถามที่มีประโยชน์กับท่านคือ เกี่ยวกับเรื่องต่างๆที่ช่วยให้อะกีดะฮฺของท่าน อิบาดะฮฺของท่านเที่ยงตรง รวมถึงเรื่องที่ช่วยปรับปรุงแก้ไขอัคลาคของท่านให้ดีขึ้น ท่านอย่าได้ถามเกี่ยวกับซัยดฺ , บักรฺ และอัมรฺ (คือเกี่ยวกับคนนั้นคนนี้)เลย!! เพราะคำถามต่างๆเช่นนี้มีแต่จะทำให้ไฟ(แห่งฟิตนะฮฺ)ลุกโชนยิ่งขึ้นเท่านั้น และอาจเป็นไปได้ว่าผู้ถามนั้นอยู่กับกลุ่มหนึ่งและต่อต้านอีกกลุ่มหนึ่ง หรือกลับกันเขาอยู่กับกลุ่มสองและต่อต้านกลุ่มหนึ่ง หากท่านยกย่องฝ่ายนี้ นั่นหมายความว่าท่านตำหนิฝ่ายนั้น และในทางกลับกันหากท่านยกย่องฝ่ายนั้น ท่านก็ตำหนิฝ่ายนี้ และสิ่งนี้มีแต่เพิ่มเชื้อเพลิงและทำให้ไฟลุกไม้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ดังนั้น เราขอตักเตือนด้วยคำพูดที่คลอบคลุมซึ่งทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี้ก ขณะท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เสียชีวิต ท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี้กคือคนที่มวลมุสลิมมีมติเอกฉันท์(อิจมาอ์)ว่าจะต้องรักท่าน และใครก็ตามที่หันหลังให้กับการรักท่าน เขาก็เป็นกาฟิร แตกต่างจากบรรดาเศาะหาบะฮฺคนอื่นๆ เกี่ยวกับการรักและตำหนิพวกเขา คือลักษณะการตำหนิต่อพวกเขานั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นความชั่ว(ฟิสกฺ) ไม่ใช่การปฏิเสธ(กุฟรฺ) ผมอยากจะพูดว่า แม้ว่าท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จะเป็นผู้นำของมวลมนุษยชาติและเป็นที่รักของมุสลิมทั้งหมด แต่ท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี้ก ก็รีบตัดหน้าพวกเขา(บรรดาเศาะหาบะฮฺ)ทันทีด้วยการพูดขณะที่ท่านอุมัรอยู่ในภาวะโกรธเคืองต่อคนที่บอกว่าท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เสียชีวิตแล้ว(พี่น้องรู้เรื่องนี้ดี) สิ่งที่เราสนใจคือ ขณะนั้นท่านอบูบักรฺพูดว่า “ใครก็ตามที่อิบาดะฮฺต่อมุหัมมัด แท้จริงมุหัมมัดได้ตายแล้ว และใครก็ตามที่อิบาดะฮฺต่ออัลลอฮ แท้จริงพระองค์ทรงชีวินและไม่มีวันตาย” ฉะนั้นสำหรับผมแล้ว ไม่อนุญาตให้ทุกกลุ่มทำการสนับสนุนคนๆหนึ่งเพื่อต่อต้านคนอีกคนหนึ่ง หรือในทางกลับกันด้วย แต่ผมขอกล่าวเช่นเดียวกับพระดำรัสของอัลลอฮว่า

وَكُونُواْ مَعَ الصَّادِقِينَ 

                และจงอยู่อยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่พูดจริง (อัตเตาบะฮฺ 9 : 119)

และบรรดาคนหนุ่ม(สะละฟีย์)ที่ท่าน(ผู้ถาม)ได้กล่าวถึง(ในคำถามข้างต้น)นั้น พวกเขาคือกลุ่มคนที่สมควรมากที่สุดที่จะปฏิบัติคำนะศีหะฮฺนี้             เยาวชนวัยรุ่นที่มุ่งมั่นปกป้องสนับสนุนซัยดฺเพื่อต่อต้านบักรฺ หรือในทางกลับกัน สนับสนุนบักรฺในการตอบโต้หักล้างซัยดฺ พวกเขาควรใส่ใจกับการปรับปรุงอะกีดะฮฺ อิบาดะฮฺ และอัคลาคของตนเอง และพวกเขาอย่าได้ตะอัศศุบ(คลั่งไคล้ยึดติด)กับใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเพื่อปกป้องสนับสนุนหรือเพื่อต่อต้านหักล้างก็ตาม เพราะความคลั่งไคล้เช่นนี้นั้น ประการแรกเลยมันคลับคล้ายคลับคามากกับการบูชาบุคคล ซึ่งการอิบาดะฮฺเช่นนี้ท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี้กได้เตือนไว้ด้วยกับคำพูดของท่านที่ผ่านมาว่า “ใครก็ตามที่อิบาดะฮฺต่อมุหัมมัด แท้จริงมุหัมมัดได้ตายแล้ว และใครก็ตามที่อิบาดะฮฺต่ออัลลอฮ แท้จริงพระองค์ทรงชีวิน และไม่มีวันตาย” ความคลั่งไคล้พยายามที่จะปกป้องสนับสนุนตัวบุคคลดังกล่าวนั้นคือการคลั่งไคล้ต่อสิ่งที่ไม่มะอฺศูม(คือ สิ่งที่ถูกปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากความผิด) ทั้งๆที่เรื่องดังกล่าวนั้นเป็นเช่นคำพูดของอิมามมาลิก อิมามแห่งเมืองฮิจเราะฮฺ ที่ว่า “ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวในหมู่พวกเรา เว้นแต่ว่าคำพูดของเขาจะถูกตอบหรือถูกปฏิเสธ ยกเว้นเจ้าของกุบูรแห่งนี้” แล้วท่านก็ชี้ไปยังกุบูรของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ใครก็ตามที่ตะอัศศุบต่อคนๆหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้รู้หรือดาอีย์ เขาจะพบว่าคนๆนั้นมีความผิดพลาดอยู่อย่างแน่นอน หรือเขาคลั่งไคล้บ้าบิ่นในการตอบโต้คนๆหนึ่ง เขาก็จะพบว่ามีความถูกต้องในตัวคนนั้น เขาจะพบความดีงามในคนๆนั้น ดังนั้นแล้ว (ก่อนที่เราจะตักเตือนคนอื่นๆ) เราขอตักเตือนบุคคล(บรรดาอุละมาอ์และดาอีย์)ที่ขัดแย้งกัน(ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกในหมู่เยาวชนที่อยู่รายล้อมรอบพวกเขาจนเกิดเป็นสองกลุ่มหรือมากกว่านั้น) เราขอตักเตือนผู้ที่ขัดแย้งกันในบางเรื่อง และผมขอกล่าวคำว่า อัลหัมดุลิลลาฮ-มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮผู้เดียว เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขานั้น ในความคิด(ความเชื่อมั่น)ของผมแล้วไม่ใช่ความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องอะกีดะฮฺ แต่เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเด็นต่างๆที่เราอาจเรียกในนิยามของคนปัจจุบันว่าเป็น ปัญหาเรื่องปลีกย่อย(ฟุรูอฺ) ไม่ใช่ ปัญหาเรื่องรากฐานหรือแก่นสารหลัก(อุศูล)

(นี่คือความเห็นของชัยคฺอัลอัลบานีย์ต่อปัญหาความขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นในหมู่ชาวสะละฟีย์ ท่านมองว่าความขัดแย้งดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวกับเรื่องปลีกย่ยอยและไม่ใช่เรื่องรากฐานหรือแก่นหลักของศาสนา แต่หากเราพิจารณาความเป็นจริงที่เกิดขึ้นระหว่างชาวสะละฟีย์ที่ขัดแย้งกันนั้น เรากลับพบว่าชาวสะละฟีย์บางส่วนพยายามบังคบให้พี่น้องของคนยอมรับตามทัศนะของตน และทำให้ความขัดแย้งระหว่างพวกเขากลายเป็นเรื่องรากฐานและแก่นหลักที่จะต้องใช้หลักอัลวะลาอ์ วัลบะรออ์ต่อกัน อารมณ์ใฝ่ต่ำและแรงปรารถนาที่ต้องการบีบบังคับความเห็นทำให้พวกเขามองเรื่องปลีกย่อยกลายเป็นเรื่องรากฐาน…วัลลอฮุล มุสตะอาน – ผู้เขียน)

หากบรรดาอุละมาอ์ขัดแย้งกัน ก็ไม่ควรเลยที่ผู้คนที่อยู่รอบตัวพวกเขาจะขัดแย้งแตกแยกตามบรรดาอุละมาอ์ด้วย เพราะเรื่องนี้นั้นเป็นไปตามคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่า        

إِذَا حَكَمَ الْحَاكِمُ فَاجْتَهَدَ ثُمَّ أَصَابَ فَلَهُ أَجْرَانِ وَإِذَا حَكَمَ فَاجْتَهَدَ ثُمَّ أَخْطَأَ فَلَهُ أَجْرٌ فَلَهُ أَجْرٌ 

          เมื่อผู้พิพากษาได้ทำการวินิจฉัยแล้วถูกต้อง เขาก็ได้รับ 2 ผลบุญ และหากเขาวินิจฉัยแล้วผิดพลาด เขาจะได้รับ 1 ผลบุญ (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ หมายเลขที่ 6919 และมุสลิม หมายเลขที่ 1816) 

 

ฉะนั้น เราขอตักเตือนพวกเขาคือ บรรดาอุละมาอ์หรือนักดาอีย์ที่ขัดแย้งกันว่าพวกเขาจะต้องไม่พยายามโจมตีทำลายกันและกัน แต่พวกเขาจะต้องปฏิสัมพันธ์กันบนพื้นฐานคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า

إِيَّاكُمْ وَالظَّنَّ فَإِنَّ الظَّنَّ أَكْذّبُ الْحَدِيْثِ 

            พวกเขาจงระมัดระวังการคาดคิดไปเอง เพราะแท้จริงการคาดคิดไปเองนั้นคือข่าวคราวคำพูดที่มดเท็จที่สุด (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ หมายเลขที่ 6066 และมุสลิม หมายเลขที่ 2563)

การซัยดฺผิด ก็จำเป็นที่เราต้องอธิบายความผิดของเขาด้วยวิธีการที่ดียิ่งและไม่ใช่วิธีการที่เลวร้ายที่สุด และทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันนั้นสวมควรยึดตามแนวทางนี้ เพราะเราทุกคนต่างอ้างว่า เราคือชาวสะละฟีย์ หมายถึง เราทุกคนเจริญตามอัสสะละฟุศศอลิหฺและแนวทางที่พวกเขายึดถือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางนำ(อะกีดะฮฺ) มันฮัจญ์ และอัคลาค และเรารู้ดีว่า พวกเขา(ชาวสะลัฟ)เคยขัดแย้งกันในหลายประเด็นปัญหา แต่ความขัดแย้งนี้ก็หาได้ให้พวกเขาแตกแยกหรือเป็นศัตรูต่อกันไม่

มีทัศนะความเห็นบางส่วนที่มาจากอัสสะละฟุศศอลิหฺบางท่านชัดเจนแน่นอน ซึ่งหากท่านพบใครคนหนึ่งในวันนี้ยึดถือตามทัศนะต่างๆเหล่านั้นโดยไม่ตั้งใจ(เพราะทัศนะต่างๆเหล่านั้นไม่มีความถูกต้องเลย) ผู้คนทั้งหมดจะลุกขึ้นต่อต้านเขาแน่นอน ทั้งๆที่พวกเขา(ชาวสะลัฟ)ในอดีตนั้นไม่มีใครต่อต้านเศาะหาบะฮฺคนนั้นที่เบี่ยงเบนออกจากทัศนะความเห็นของเศาะหาบะฮฺคนอื่นๆในเรื่องหุกุ่มใดหุกุ่มหนึ่งเลย ท่านอุมัร บินอัลค็อฏฏ็อบห้ามชายคนหนึ่งที่ต้องการทำฮัจญ์ตะมัฏฏุอฺ และหลังจากท่าน ท่านอุษมาน บินอัฟฟานก็ได้กระทำเช่นเดียวกันนี้ด้วย และเมื่อท่านอุษมานทำฮัจญ์ในสมัยที่ท่านเป็นเคาะลีฟะฮฺ ท่านก็ได้ห้ามผู้คนทำฮัจญ์ตะมัฏฏุอฺ แล้วท่านอลี บินอบีฏอลิบ(ซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งในอุมมะฮฺนี้และเป็นเคาะลีฟะฮฺหลังจากท่านอุษมาน)ได้ยืนต่อหน้าท่านอุษมาน และกล่าวว่า “เหตุใดท่านถึงได้ห้ามการงานหนึ่งที่เมื่อก่อนเราได้ปฏิบัติมันในสมัยของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม? ลับบัยกัลป์ลอฮุมมะ อุมเราะตะ วัลหัจญ์…” ฝ่ายหนึ่ง(คือท่านอุษมาน)ห้ามการทำฮัจญ์ตะมัฏฏุอฺ และอีกฝ่ายหนึ่ง(คือท่านอลี)แสดงออกทางใบหน้าชัดเจนว่าการทำฮัจญ์ตะมัฏฏุอฺซึ่งเป็นสุนนะฮฺนั้นเป็นที่อนุญาต แต่ทว่าประชาชนทั่วไปนั้นพวกเขาไม่ได้แตกแยกกันเลย แต่พวกเขาเคารพให้เกียรติทัศนะทั้งของท่านอุษมานและท่านอลี และพวกเขาอาจเห็นคล้อยตามทัศนะของท่านอุษมานมากกว่า เพราะท่านคือเคาะลีฟะฮฺของมวลมุสลิม(ในสมัยนั้น)และต่อไป…ทำไมน่ะหรือ?? เพราะความขัดแย้งหนึ่งนั้นหากเกิดในหมู่อุละมาอ์ ความขัดแย้งนั้นก็ควรจำกัดแค่ในหมู่พวกเขาเท่านั้น และต้องไม่กระจายหรือส่งต่อไปยังสังคม(ประชาชนทั่วไป) เพราะสังคมไม่ได้มีความรู้ที่แข็งแรงและสติปัญญาที่ดีและมีวุฒิภาวะมากพอที่จะหักห้ามพวกเขาจากความเลยเถิดเมื่อเกิดความขัดแย้งกัน

มีตัวอย่างอื่นอีกคือ ท่านอุษมานมีทัศนะว่า หากคนๆหนึ่งมีเพศสัมพันธ์และไม่ถึงขั้นหลั่งน้ำอสุจิออกมา เพียงพอสำหรับเขาแค่เพียงการทำน้ำละหมาดและไม่ต้องอาบน้ำยกหะดัษ ทัศนะความเห็นนี้สวนทางอย่างชัดเจนกับหะดีษที่เศาะฮีหฺและชัดเจนยิ่ง

إِذَا مَسَّ الْخِتَانُ الْخِتَانَ فَقَدْ وَجَبَ الْغُسْلُ 

            เมื่อคิตาน(อวัยวะเพศ)สัมผัสกับคิตาน ก็จำเป็นต้องอาบน้ำ (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลขที่ 349 หะดีษรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ)

ไม่ว่าจะหลั่งน้ำอสุจิออกมาหรือไม่ แต่ถึงกระนั้นก็หาได้เกิดความขัดแย้งและฟิตนะฮฺใดๆระหว่างท่านอุษมานกับท่านหญิงอาอิชะฮฺที่ได้รายงานหะดีษที่ขัดแย้งกับทัศนะของท่านอุษมานไม่ และประเด็นปัญหาต่างๆที่มีความขัดแย้งกันเช่นนี้มีอยู่มากมายนัก แต่เป้าหมายของผมคือเพียงต้องการยกตัวอย่างและทำให้เรื่องเข้าใจง่ายมากขึ้น

และที่น่าประหลาดใจกว่าทั้งหมดนี้อีกก็คือ ท่านอุมัร บินอัลค็อฏฏ็อบ เคยห้ามคนเดินทางทำตะยัมมุม แม้ว่าจะไม่พบน้ำก็ตาม แต่ให้คนเดินทางคนนั้นคงอยู่ในสภาพที่ไม่ละหมาด จนกว่าเขาจะพบน้ำ ทว่ามีอายะฮฺที่มีความชัดเจนมากในประเด็นนี้ อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ตรัสว่า

فَلَمْ تَجِدُواْ مَاء فَتَيَمَّمُواْ صَعِيداً طَيِّباً 

            แล้วพวกเจ้าไม่พบน้ำ ก็จงมุ่งสู่ดินที่ดี (อันนิสาอ์ 4 : 43)

และได้มีข่าวมาถึงท่านอุมัร บินอัลค็อฏฏ็อบ ว่า ท่านอบูมูซา อัลอัชอะรีย์(ในสมัยการปกครองของอุมัร)ได้ฟัตวาตัวบทอายะฮฺ คือ เมื่อคนเดินทางไม่พบน้ำ ก็จงทำตะยัมมุม อุมัรจึงเรียกท่านอบูมูซาและกล่าวว่า “มีข่าวมาถึงฉันว่าท่านฟัตวาเช่นนั้นและเช่นนี้…” ท่านอบูมูซา ตอบว่า “ถูกต้องแล้วครับ ท่านอมีรุลมุอ์มินีน ท่านจำไม่ได้หรือว่า พวกเราเคยอยู่ในการเดินทางครั้งหนึ่งและเราทั้งสองอยู่ในสภาพที่มีญุนูบ และท่านกับผมต่างก็เอาตัวกลิ้งไปกลิ้งมากับดิน” หลังจากเรานั้นก็ไปเข้าพบท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และเราได้แจ้งสิ่งที่เราได้ทำไป ท่านจึงพูดกับเราว่า “แท้จริงเพียงพอแล้วสำหรับท่านทั้งสอง เพียงแค่การตบฝ่ามือลงไปบนดินหนึ่งครั้ง จากนั้นก็นำมาลูบบนใบหน้าและมือทั้งสองของท่านด้วยฝ่ามือนั้น” ท่านอุมัรกล่าวว่า “ฉันจำเหตุการณ์นี้ไม่ได้” ท่านอบูมูซากล่าวว่า “ท่านห้ามฉันฟัตวาหรือ?” ท่านอุมัรกล่าวว่า “เปล่าเลย แต่เราให้อิสระแก่ท่าน” ความหมายคำพูดของท่านอุมัรนี้เหมือนกับคำพูดของคนปัจจุบันที่ว่า “แล้วแต่ท่าน เพราะนั้นเป็นความรับผิดชอบของตัวท่านเอง แต่ฉันจำเหตุการณ์นี้ไม่ได้” ท่านอุมัร บินอัลค็อฏฏ็อบยึดถือทัศนะนั้น เพราะท่านยึดตามหลักฐานเดิมคือ การทำความสะอาดญะนะบะฮฺนั้นคือ ด้วยกับการอาบด้วยน้ำ

สาระสำคัญคือ ความขัดแย้งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้และความขัดแย้งอื่นๆอีกมากมายนั้นไม่ได้เป็นสาเหตุให้อุมมะฮฺอิสลามต้องขัดแย้งแตกแยกกัน เพราะผู้รู้นั้นเขามีทัศนะความคิดเห็นตามสิ่งที่เขาเห็น และประชาชนนั้นปฏิบัติตามบรรดาอุละมาอ์ของพวกเขาจากเบื้องหลัง ใครพอใจและสบายใจกับทัศนะนั้นๆ เขาก็อยู่บนทางนำ และใครที่พอใจและสบายใจกับทัศนะอื่น เขาก็อยู่บนทางนำเช่นกัน เพราะเราในโอกาสนี้ขอกล่าวคำพูดหนึ่งที่สมควรได้รับการเขียน บันทึก และเผยแพร่ออกไป คำพูดนั้นคือ

“มุจตะฮิดนั้นเมื่อเขา(วินิจฉัย)ถูกต้อง เขาก็ได้รับ 2 ผลบุญ และหากเขาผิดพลาด เขาก็ได้รับ 1 ผลบุญ ฉะนั้นแล้วผู้ที่ปฏิบัติตามมุจตะฮิดนั้น หุกุ่มสำหรับพวกเขาก็เหมือนกับหุกุ่มสำหรับมุจตะฮิด

คือ ใครที่ปฏิบัติตามทัศนะที่ถูกต้องที่อิมามมุจตะฮิด(ที่เขาตาม)ได้เลือกเอาไว้ เขาก็ได้รับ 2 ผลบุญ และคนๆนี้ที่ปฏิบัติตามมุจตะฮิด เขาก็ได้รับ 2 ผลบุญเช่นกัน แน่นอนว่าผลบุญที่มุจตะฮิดกับผู้ปฏิบัติตามเขาจะได้รับนั้นย่อมต่างระดับกัน แต่ทว่าผู้ที่ปฏิบัติตามนั้นได้รับ 2 ผลบุญเหมือนกัน ส่วนผู้ที่ปฏิบัติตามอิมามคนอื่นซึ่งปรากฏว่าเขาผิดพลาดและเขาก็ได้รับ 1 ผลบุญ ผู้ที่ปฏิบัติตามอิมามก็จะได้รับ 1 ผลบุญเหมือนอิมาม             เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างอุละมาอ์ ประการแรกสุด สิ่งนั้นไม่ควรเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกระหว่างบรรดาอุละมาอ์เหล่านั้นที่ขัดแย้งกัน และประการที่สองคือ มันไม่ควรเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชนที่ติดตามบรรดาอุละมาอ์เหล่านั้นด้วย เพราะพวกเขา(บรรดาอุละมาอ์และผู้ติดตาม)ทั้งหมดนั้นได้รับผลบุญ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่มีทัศนะถูกต้องหรือฝ่ายที่ผิดก็ตาม อัสสะละฟุศศอลิหฺของพวกเราเมื่อก่อนก็เช่นนั้นแหล่ะ แล้วเราคิดว่าเราเดินอยู่บนมันฮัจญ์และเส้นทางของพวกเขาหรือ?

แต่ที่น่าเศร้าใจอย่างมากก็คือ พวกเราหลายคนที่อ้างตนว่าอยู่บนงานดะอฺวะฮฺนี้(มันฮัจญ์สะลัฟ)และได้ปฏิบัติส่วนมากของมันฮัจญ์นี้ แต่กลับเบี่ยงเบนออกไปในหลายๆเรื่องของมันฮัจญ์นี้ด้วยการเบี่ยงเบนที่อันตรายอย่างยิ่ง และบัดนี้ผลของความเบี่ยงเบนดังกล่าวได้ปรากฏชัดขึ้น(คือเกิดความแตกแยกในหมู่ชาวสะละฟีย์เอง)ในชุมชนที่เมื่อก่อนเราคิดว่าชุมชนนั้นจะเป็นตัวอย่างให้แก่ชุมชนอื่นๆในการปรับปรุงและหลอมรวมชุมชนต่างๆทั้งหลายให้เป็นหนึ่งเดียวกันบนการปฏิบัติตามอัลกุรอานและอัสสุนนะฮฺ ตามแนวทางของอัสสะละฟุศศอลิหฺ แต่น่าเศร้าที่ความแตกแยกได้เกิดขึ้นกับพวกเขา

ด้วยเหตุนี้ ดังที่เราได้ตักเตือนผู้ที่ขัดแย้งกัน ทั้งในหมู่บรรดาอุละมาอ์ ดาอีย์ และนักศึกษาว่า พวกเขาจะต้องไม่เป็นศัตรูกัน แต่พวกเขาควรรักใคร่กัน และให้อภัยแก่กันโดยยังคงตักเตือนกันด้วยวิธีการที่ดีที่สุด และเช่นเดียวกันนั้น เราขอตักเตือนอุมมะฮฺอิสลามทั้งหมด ที่ไม่ใช่อุละมาอ์ และไม่ใช่นักศึกษาเรียนรู้ จำเป็นสำหรับพวกเขาที่จะต้องไม่ถูกความขัดแย้งต่างๆเช่นนี้ที่พวกเขาพบเห็นว่าเกิดขึ้นระหว่างบรรดาอีย์ทั้งหลายครอบงำ เพราะเราได้อ่านพบในอัลกุรอานแล้วว่า ความแตกแยกไม่ใช่ลักษณะของชาวมุสลิม แต่เป็นลักษณะของพวกมุชริกีน อัลลอฮได้ตรัสไว้ว่า

وَلَا تَكُونُوا مِنَ الْمُشْرِكِينَ مِنَ الَّذِينَ فَرَّقُوا دِينَهُمْ وَكَانُوا شِيَعاً كُلُّ حِزْبٍ بِمَا لَدَيْهِمْ فَرِحُونَ 

            และอย่าอยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคี คือในหมู่ผู้แบ่งแยกศาสนาของพวกเขาออกเป็นนิกายต่าง ๆ และแต่ละหมู่คณะก็พอใจต่อสิ่งที่พวกเขามีอยู่ (อัรรูม 30 : 31-32)

เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นและเป็นหนึ่งเดียว ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวเกี่ยวกับบรรดาอิมามที่นำละหมาดว่า

يُصَلُّوْنَ لَكُمْ فَإِنْ أَصَابُوْا فَلَكُمْ وَإِنْ أَخْطَؤُوْا فَلَكُمْ وَعَلَيْهِمْ 

             พวกเขาละหมาดสำหรับพวกท่าน หากพวกเขาถูกต้อง พวกเขาก็ได้รับผลบุญและพวกท่านก็ตาม และหากพวกเขาผิด พวกท่านก็ได้รับผลบุญ ส่วนพวกเขานั้นได้รับบาป (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์)

หากเป็นเช่นนั้นแล้วไซร้ โอ้ท่านทั้งหลายที่ไม่ได้อยู่ในหมู่อุละมาอ์ที่มีระบุไว้ในดำรัสของอัลลอฮที่ว่า

فَاسْأَلُواْ أَهْلَ الذِّكْرِ 

            ดังนั้น พวกเจ้าจงถามบรรดาผู้มีความรู้เถิด (อัลอัมบิยาอ์ 21 : 7)

แต่อยู่ในส่วนที่สองของอายะฮฺนี้คือ

إِن كُنتُمْ لاَ تَعْلَمُونَ 

            หากพวกท่านไม่รู้ (อัลอัมบิยาอ์ 21 : 7)

โอ้มวลมุสลิมที่ไม่มีความรู้(คือไม่ใช่อะฮฺลุซซิกรฺ-บรรดาอุละมาอ์) สิ่งจำเป็นสำหรับพวกท่านคือ พวกท่านจะต้องถามบรรดาอุละมาอ์ และไม่ใช่หน้าที่ของพวกท่านที่จะตะอัศศุบต่อคนหนึ่งคนใดในหมู่อุละมาอ์เหล่านั้น ยกเว้นท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่อัลลอฮได้ทรงกล่าวถึงลักษณะของท่านไว้ว่า

وَمَا يَنطِقُ عَنِ الْهَوَى إِنْ هُوَ إِلَّا وَحْيٌ يُوحَى 

            และเขามิได้พูดตามอารมณ์ อัลกุรอานมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานลงมา (อันนัจมฺ 53 : 3-4)

ในโอกาสนี้เราควรตักเตือนกันว่า ผู้รู้หรือดาอีย์หรือใครก็ตามแต่… (1) เราไม่สามารถพูดได้ว่าเขามะอฺศูม(ไม่มีความผิดพลาด) และ (2) เราไม่อาจพูดได้ด้วยว่า เขาไม่ตามอารมณ์ใฝ่ต่ำแม้แต่เรื่องเดียว

ดังนั้น ท่าน(ชาวมุสลิม)อย่าได้ผูกมัดชีวิตของท่านกับคนหนึ่งคนใดในหมู่อุละมาอ์หรือดาอีย์ ด้วยเหตุผล 2 ประการ

ประการแรกคือ ถือเป็นสิ่งที่จริงแท้แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นกับทุกคนอื่นจากท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั่นก็คือ เขาจะต้องมีความผิดพลาด

ประการที่สองคือ ถือเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ คือเป็นไปได้ที่อุละมาอ์หรือดาอีย์คนนั้นจะรู้สัจธรรม แต่เขาตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง เขาจึงฟัตวาโดยปราศจากความรู้ ขัดแย้งสวนทางกับสัจธรรมที่เขาได้รู้แล้ว

ด้วยเหตุนี้จึงไม่อนุญาตสำหรับประชาชนมุสลิมทั่วไป(คนเอาวาม)ที่จะยึดติดคลั่งไคล้ต่อดาอีย์คนหนึ่งเพื่อตอบโต้โจมตีดาอีย์อีกคนหนึ่ง แต่ปัญหานั้นเป็นดังเช่นดำรัสของอัลลอฮในคัมภีร์อัลกุรอาน(ซึ่งด้วยดำรัสนี้ เราขอจบคำตอบของเขาในประเด็นปัญหานี้) คือดำรัสที่ว่า

وَكُونُواْ مَعَ الصَّادِقِينَ 

และจงอยู่อยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่พูดจริง (อัตเตาบะฮฺ 9 : 119)

ตามที่เราได้พูดเกี่ยวกับบรรดาอิมามมัซฮับทั้ง 4 ท่าน (ได้แก่อิมามอบูหะนีฟะฮฺ , อิมามมาลิก , อิมามอัชชาฟิอีย์ และอิมามอะหฺมัด) เราไม่ยึดติดกับคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขา แต่เรารับสัจธรรมความถูกต้องจากแต่ละคนของพวกเขา(และความถูกต้องนั้นมีอยู่กระจัดกระจายในหมู่พวกเขา) เช่นเดียวกันสมควรอย่างยิ่งที่ผู้ที่พาดพิงตนเองไปยังมันฮัจญ์ของอัสสะละฟุศศอลิหฺจะต้องไม่เป็นซัยดีย์(ผู้ปฏิบัติตามมัซฮับของซัยดฺ) หรืออุมะรีย์(ผู้ปฏิบัติตามมัซฮับของอุมัร) แต่เขาจะต้องรับสัจธรรมที่เขารู้จากใครก็ตามที่มีมายังเขา เช่นนี่แหล่ะที่ประชาชนชาวมุสลิมทั่วไปควรปฏิบัติ             และเราขอวิงวอนให้อัลลอฮโปรดชี้นำทางแก่เราและมวลมุสลิมทุกคน และมวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮ

ผู้ถามกล่าวว่า ชัยคฺครับ บางคนพูดเกี่ยวกับตัวอย่างความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหมู่เศาะหาบะฮฺ เช่นทัศนะที่ผิดพลาดของท่านอุมัรและอุษมานว่า นี่เป็นประเด็นปัญหาเรื่องฟิกฮฺ ไม่ใช่เรื่องมันฮัจญ์…

              ชัยคฺกล่าวว่า “อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหานั้นที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาทางวิชาการ แต่เป็นปัญหาเรื่องอัคลาค ดังเช่นที่ผมเพิ่งได้กล่าวเป็นนัยไว้ว่า บางครั้งอารมณ์ใฝ่ต่ำก็เข้ามาร่วมในปัญหาเรื่องนี้ด้วย ส่วนทางออกของปัญหาดังนั้นในแง่วิชาการนั้น ก็เป็นไปตามที่ผมได้กล่าวไว้ในตอนท้ายของบรรยายคือ ในขณะที่เราไม่ยึดติดคลั่งไคล้ต่อคนหนึ่งคนใดในบรรดาอิมามมัซฮับทั้ง 4 ท่าน(ทั้งๆที่ชาวมุสลิมต่างก็เห็นพ้องตรงกันในความรอบรู้ เกียรติ และความยำเกรงต่ออัลลอฮของพวกท่านเหล่านั้น) และพวกเขาไม่พูด(ฟัตวา)สิ่งใด นอกจากพวกเขาเชื่อมั่นสนิทใจแล้วในความถูกต้องของคำพูดนั้น แม้ว่าพวกเขาเองจะไม่หลุดพ้นจากความผิดพลาดดังที่เราได้อธิบายไปแล้วก็ตาม ดังนั้นเราจึงขอตักเตือนว่าอย่าได้ยึดติดคลั่งไคล้ต่ออุละมาอ์คนใดคนหนึ่ง ซึ่งพวกเขาแทบไม่มีอะไรเลยเมื่อเทียบกับบรรดาอิมามมัซฮับทั้ง 4 ท่านนั้น พวกเขาควรรับเอาสัจธรรมความถูกต้องทุกอย่างไม่ว่าสัจธรรมนั้นจะมาจากใครก็ตาม

แต่การต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำนั้นเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสมาก ดังนั้นเราจึงขอสั่งใช้พวกเขา(ชาวมุสลิม)ให้ยำเกรงต่ออัลลอฮ และอย่าได้เกลียดชังและเป็นตัดขาดกัน ซึ่งพวกเขาถูกสั่งห้ามไว้ในอัลกุรอานและอัลหะดีษของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม

อัคลาคที่ไม่ดีนั้นไม่สามารถเยียวยารักษาได้ด้วยกับเพียงการบรรยายหรือคำนะศีหะฮฺเดียว ในขณะที่ความผิดนั้นสามารถเยียวยาได้ด้วยกับการอธิบายว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งผิด ตามที่อัลกุรอานหรืออัสสุนนะฮฺได้ระบุไว้ ส่วนหากคนๆหนึ่งที่รู้สัจธรรมแล้ว แต่ยังคงหันหลังให้สัจธรรมนั้น เขารู้ว่าคนที่เขาติดตามนั้นไม่ใช่มะอฺศุม แต่เขาก็ยังยึดติดกับคนๆนั้น และเขาก็รู้ด้วยว่าคนอื่นก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน(คือไม่มะอฺศูม) แต่เขาก็ยังยึดติดกับคนๆนั้น ดังนั้นคนแบบนี้นั้นไม่มียาใดจะเยียวยารักษาได้ นอกจากด้วยความยำเกรงต่ออัลลอฮ นี่คือสิ่งที่เราสามารถนำเสนอได้

سُبْحَانَكَ اللَّهُمَّ وَبِحَمْدِكَ، َأَشْهَدُ أَنْ لاَ إلهَ إلاَّ أَنْتَ، أَسْتَغْفِرُكَ وَأَتُوْبُ إِلَيْكَ 

(คำนะศีหะฮฺแรกของชัยคฺอัลอัลบานีย์จนถึงจุดนี้มาจากเทป สิลสิละฮฺ อัลฮุดา วันนูร หมายเลขที่ 779 บันทึกไว้ในวันที่ 14 ชะอฺบาน 1414 (ตรงกับวันที่ 26 มกราคม 1994) ในหัวข้อเทปชื่อ “อัสสิยาสะฮฺ อัชชะรีอะฮฺ”)

ติดตามตอนต่อไป…

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Blog Abu Umamah™

Media Belajar Dan Berbagi Ilmu Islam Ahlussunnah Wal Jama'ah

Attachment Parenting by Baannada : บ้านณดา

เพจเลี้ยงลูกเชิงบวกแนว Attachment Parenting และรวมไอเดียการเล่นในครอบครัว และไฟล์กิจกรรมปริ๊นฟรีสำหรับเด็ก

Insyaflah, wahai Salafy!

Kalau tidak ada yang menjelaskan ... bagaimana ummat bisa tahu ?

faham.wordpress.com

Tugas pertama kita adalah memahami Islam, bukan sekedar mengetahui dalilnya

irwandizakaria-blog

Berikan yang Terbaik, Insya Allah akan Dapat Yang Terbaik

LA TAHZAN

ไม่จุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด

Terjemah Kitab Salaf

membumikan dakwah ahlus sunnah

Bahasa Arab Jarak Jauh at-Taisir

Mempelajari Bahasa al-Qur'an dan as-Sunnah

abusaifillah

Islam is the way of life.

Ibnu Taimiyah

Menguak keagungan seorang Syaikhul Islam

Abu Salma

Homepage Pribadi Abu Salma Muhammad

ABU MUSA AL-ATSARI

Belajar Islam, Menikmati Alam

Meniti Jalan menuntut Ilmu

Membuka Jalan Menuju Surga...

bushrohouse

ห้องสมุดบ้านบุชรอ : ห้องสมุดเพื่ออุมมะฮฺ

Para Ulama Ahlul Hadits

Biografi Ahlul Hadits, Para Sahabat, Tabi’in dan Tabiut Tabi’in beserta Keluarga Rasulullah صلى ا لله عليه وسلم

Salafy

Meneladani Generasi Terdahulu yang Shalih

%d bloggers like this: