RSS

ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ (ตอนที่ 6.1)

09 มี.ค.

12856091441664175474right-way-wrong-way-hi
ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ

(ตอนที่ 6.1 : คำตักเตือนของชัยคฺอัลอัลบานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ)
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

เกริ่นนำ :

เพื่อการใคร่ครวญร่วมกัน….หนึ่งในบรรดาสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกแยกก็คือ อัลบัฆยุ

หากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังอยู่ในเรื่องที่อนุญาตให้ทำการอิจติฮาดได้ ความขัดแย้งนั้นก็จะไม่ก่อให้เกิดฟิตนะฮฺและความแตกแยก ตราบใดที่บุคคลที่ขัดแย้งกันนั้นไม่มีลักษณะอัลบัฆยุ แต่หากมีลักษณะอัลบัฆยุแล้ว แม้ความขัดแย้งนั้นจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน ก็จะก่อให้เกิดฟิตนะฮฺและความแตกแยก

ท่านอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า “แต่การอิจติฮาดที่ได้รับอนุญาตนั้น(ผลร้ายของมัน)จะไม่ถึงขั้นเกิดฟิตนะฮฺและความแตกแยก เว้นแต่หากมาพร้อมกับอัลบัฆยุ หาใช่การอิจติฮาดเดี่ยวๆไม่ ดังที่อัลลอฮได้ตรัสไว้ว่า

وَمَا اخْتَلَفَ الَّذِينَ أُوْتُواْ الْكِتَابَ إِلاَّ مِن بَعْدِ مَا جَاءهُمُ الْعِلْمُ بَغْياً بَيْنَهُمْ 

          และบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์มิได้ขัดแย้งกันนอกจากหลังจากที่ได้รับความรู้มายังพวกเขาเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากอัลบัฆยุระหว่างพวกเขาเอง (อาลิอิมรอน 3 : 19)

ฉะนั้น ฟิตนะฮฺและความแตกแยกไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากการอิจติฮาดที่อนุญาต แต่เกิดขึ้นเมื่อมีส่วนหนึ่งจากอัลบัฆยุต่างหาก” (อัลอิสติกอมะฮฺ 1/31)

ลักษณะอัลบัฆยุนี้แหล่ะที่เป็นสาเหตุให้อะฮฺลุลกิตาบขัดแย้งและแตกแยกกัน ทั้งๆที่พวกเขาอยู่บนความรู้อย่างชัดเจน อัลลอฮตรัสว่า

وَمَا تَفَرَّقُوا إِلَّا مِن بَعْدِ مَا جَاءهُمُ الْعِلْمُ بَغْياً بَيْنَهُمْ 

            และพวกเขามิได้แตกแยกกันเว้นแต่หลังจากได้มีความรู้มายังพวกเขาแล้ว ทั้งนี้เพราะอัลบัฆยุระหว่างพวกเขากันเอง (อัชชูรอ 42 : 14)

ท่านอิบนุตัยมียะฮฺกล่าว(แสดงความเห็นต่ออายะฮฺนี้)ว่า “และอัลลอฮได้เล่าว่า ความแตกแยกของพวกเขา(อะฮฺลุลกิตาบ)นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ความรู้ได้มีมายังพวกเขา ซึ่งได้ชี้ชัดแก่พวกเขาถึงสิ่งที่พวกเขาจะต้องออกห่าง เพราะอัลลอฮจะไม่ทรงทำให้กลุ่มชนหนึ่งหลงทาง (นอกจาก)ภายหลังที่พระองค์ได้ทรงชี้แนะแก่พวกเขา จนกระทั่งเป็นที่ชัดแจ้งแก่พวกเขาถึงสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องห่างไกล” (ดู อัตเตาบะฮฺ 9 : 115)

และอัลลอฮได้บอกว่า พวกเขา(อะฮฺลุลกิตาบ)มิได้แตกแยกกันนอกจากเพราะลักษณะอัลบัฆยุ และอัลบัฆยุนั้นคือ การละเมิดขอบเขต ดังคำพูดของท่านอิบนุอุมัรว่า “(อัลบัฆยุ คือ) (1) ความหยิ่งยโส และ (2) ความริษยา” และเรื่องนี้นั้นแตกต่างจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเนื่องจากการอิจติฮาดที่ปราศจากความรู้และความอิจฉาริษยาที่ไม่พึงประสงค์ เหมือนกับความขัดแย้งของบรรดาอุละมาอ์ที่ได้รับการอนุญาต

และอัลบัฆยุนั้นคือ การเพิกเฉยต่อสัจธรรมความถูกต้องหรือการละเมิดขอบเขต ดังนั้นอัลบัฆยุจึงหมายถึง การละทิ้งหน้าที่สิ่งจำเป็นหรือการทำสิ่งที่หะรอม ดังนั้นจึงทราบว่า สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกแยกนั้นก็คือมัน(อัลบัฆยุ)นั่นเอง ดังที่อัลลอฮได้ตรัสเกี่ยวกับชาวคริสต์ว่า

وَمِنَ الَّذِينَ قَالُواْ إِنَّا نَصَارَى أَخَذْنَا مِيثَاقَهُمْ فَنَسُواْ حَظّاً مِّمَّا ذُكِّرُواْ بِهِ فَأَغْرَيْنَا بَيْنَهُمُ الْعَدَاوَةَ وَالْبَغْضَاء إِلَى يَوْمِ الْقِيَامَةِ  

                และจากบรรดาผู้ที่กล่าวว่า พวกเราเป็นคริสต์นั้น เราได้เอาสัญญาจากพวกเขา แต่แล้วพวกเขาก็ลืมส่วนหนึ่งจากสิ่งที่พวกเขาถูกเตือนไว้ เราจึงได้ให้เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาซึ่งการเป็นศัตรูและการเกลียดชังกันจนกระทั่งวันกิยามะฮฺ (อัลมาอิดะฮฺ 5 : 14)

อัลลอฮได้บอกว่า ท่าทีของพวกเขาที่หลงลืมส่วนหนึ่งจากสิ่งที่พวกเขาได้ถูกเตือนไว้นั้น ((3) คือ ไม่ปฏิบัติส่วนหนึ่งจากสิ่งที่พวกเขาถูกสั่งใช้ให้ปฏิบัติ) คือสาเหตุให้เกิดความเป็นศัตรูและความเกลียดชังกันระหว่างพวกเขา และนั่นแหล่ะคือความจริงที่เกิดขึ้นกับชาวมุสลิม(ปัจจุบัน)…

ฉะนั้น เป็นสิ่งชัดเจนว่า เหตุปัจจัยที่สร้างความสามัคคีเป็นปึกแผ่นและเป็นมิตรสหายกลมเกลียวกันนั้นคือ การรวมศูนย์เรื่องราวทั้งหมดของศาสนาและปฏิบัติมันทุกอย่าง ซึ่งสิ่งนั้นคือ (4)  การอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮองค์เดียวโดยไม่มีภาคีใดๆ ดังที่พระองค์ได้สั่งใช้สิ่งนี้ทั้งในส่วนของจิตใจภายในและพฤติกรรมภายนอก

และสาเหตุของความแตกแยกนั้นก็คือ การละทิ้งส่วนหนึ่งจากสิ่งที่ถูกสั่งใช้ให้ปฏิบัติและลักษณะอัลบัฆยุระหว่างพวกเขา” (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 1/14-15)

ความหมายของอัลบัฆยุ

 

อิมามอัชเชากานีย์ ได้อธิบายความหมายของอัลบัฆยุ เมื่อท่านอรรถาธิบายอายะฮฺ

إِنَّ اللّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإِحْسَانِ وَإِيتَاء ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاء وَالْمُنكَرِ وَالْبَغْيِ 

                แท้จริงอัลลอฮทรงใช้ให้รักษาความยุติธรรมและทำดี และการบริจาคแก่ญาติใกล้ชิดและให้ละเว้นจากการทำลามกและการชั่วช้าและอัลบัฆยุ (อันนะหฺลุ 16 : 90)

ว่า “ส่วนอัลบัหฺยุนั้นคือ อัลกิบรฺ(ความหยิ่งยโส) และยังถูกเรียกว่าเป็น อัซซุลมฺ(ความอธรรม) และยังหมายถึงความริษยา และหมายถึงการละเมิดฝ่าฝืนด้วย และแก่นสารของอัลบัฆยุนั้นคือ การละเมิดขอบเขต ฉะนั้นอัลบัฆยุนั้นครอบคลุมความหมายต่างๆข้างต้น และอัลบัฆยุทุกชนิดนั้นอยู่ในภายในคำว่าอัลมุงกัร(ความชั่วช้า) แต่อัลบัฆยุถูกกล่าวโดยเฉพาะอีกครั้งเพื่อการตอกย้ำเน้นหนัก เนื่องจากอันตรายและผลตอบกลับที่(เลวร้าย)ใหญ่หลวงของมันต่อผู้กระทำ และอัลบัฆยุนั้นดือบาปที่จะกลับไปหาผู้ที่ปฏิบัติมัน ดังดำรัสของอัลลอฮที่ว่า

إِنَّمَا بَغْيُكُمْ عَلَى أَنفُسِكُم 

                แท้จริงอัลบัฆยุของพวกเจ้านั้นเป็นอันตรายต่อตัวของพวกเจ้าเอง (ยูนุส 10 : 23)” (ฟัตหุล เกาะดีร 3/188)

อิบนุ มันซูร กล่าวว่า “และอัลบัฆยุนั้น รากฐานเดิมของมันคือ อัลหะสัด(ความริษยา) ต่อมาถูกเรียกว่าคือความอธรรม เพราะคนที่ริษยาจะอธรรมต่อผู้ที่เขาอิจฉาด เนื่องจากต้องการกำจัดความโปรดปรานที่อัลลอฮได้ทรงประทานให้แก่คนที่เขาอิจฉาคนนั้น” (ลิสานุล อะร็อบ 14/79)

จากคำอธิบายข้างต้น เราจึงสรุปความหมายของอัลบัฆยุได้ว่าคือ การละเมินขอบเขตซึ่งฉายออกมาในรูปแบบลักษณะต่างๆดังนี้

1. ความหยิ่งยโส

2. ความริษยา

3. ละทิ้งส่วนหนึ่งของคำสั่งใช้ของอัลลอฮ

4. ไม่มีความอิคลาศ

เราได้เห็นบรรดาเศาะหาบะฮฺ ชาวสะลัฟ ตลอดจนบรรดาอุละมาอ์ร็อบบานียีน แม้ว่าพวกเขาจะขัดแย้งกัน แต่พวกเขาไม่ได้แตกแยกและโจมตีกัน แต่พวกเขากลับรักใคร่และให้เกียรติกัน หัวใจของพวกเขาเป็นปึกแผ่นเดียวกัน แม้ว่าพวกเขาจะขัดแย้งกันในประเด็นปัญหาอิจติฮาดียะฮฺต่างๆ ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่มีลักษณะความริษยา ความหยิ่งยโส และพวกเขาปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮ ตลอดจนมีความอิคลาศในการทำงาน

ส่วนคนที่ในหัวใจของพวกเขามีความริษยา ความหยิ่งยโส ไม่บริสุทธิ์ใจในการทำอิบาดะฮฺ หรือการงานของเขาบกพร่องไม่ค่อยถูกต้อง พวกเขาจะแตกแยกกัน แม้ว่าพวกเขาจะอยู่บนความรู้เดียวกัน และบนแนวทาง(มันฮัจญ์)เดียวกันก็ตาม เฉกเช่นที่ความรู้ที่ชัดแจ้งได้มีมายังอะฮฺลุลกิตาบ และพวกเขาทั้งหมดก็ทราบดีในสัจธรรมของความรู้นั้น แต่พวกเขาก็ยังขัดแย้งแตกแยกกัน

ดังนั้น โอ้พี่น้องของผม เรามาใคร่ครวญสภาพการณ์ของเราเถิด เป็นไปได้ว่าสิ่งที่เป็นสาเหตุให้ความแตกแยกเกิดขึ้นในหมู่พวกเรานั้นก็คือ การที่เรายังถูกพันธนาการด้วยลักษณะในลักษณะหนึ่งของอัลบัฆยุนั้น

เรายังถูกความหยิ่งยโสพันธนาการใช่มั้ย?? เรายังรู้สึกว่า พี่น้องของเราที่ต่อสู้ในสนามการดะอฺวะฮฺเช่นกันนั้นโง่เขลากว่าเราและเรามีความเข้าใจและเก่งกว่าเขาใช่หรือเปล่า? ดาอีย์บางท่านที่ทำงานดะอฺวะฮฺมาก่อนยังมองดาอีย์ที่มาภายในด้วยสายตาดูแคลน พวกเขารู้สึกว่าตนเองอาวุโสกว่า มีบุญคุณต่องานดะอฺวะฮฺมากกว่า และสมควรได้รับการเคารพให้เกียรติของดาอีย์รุ่นใหม่(เยาวชน)

ในทางกลับกัน ดาอีย์หนุ่มบางคน(ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานดะอฺวะฮฺ)ก็รู้สึกว่าตนเองเฉลียวฉลาดกว่าดาอีย์อาวุโส เพราะพวกเขาศึกษาเรียนรู้ศาสนาในต่างแดนมานาน จนกระทั่งพวกเขาบางคนพฤติกรรมของพวกเขาแสดงถึงความไม่ค่อยเคารพนับถือต่อบรรดาดาอีย์อาวุโสเท่าไหร่นัก ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นเพราะความหยิ่งทระนงของทั้งสองฝ่าย

เรายังรู้สึกว่าตนเองเก่งกว่าพี่น้องคนอื่นๆอยู่ใช่มั้ย…? เราพร้อมน้อมรับคำนะศีหะฮฺและวิพากษ์วิจารณ์จากพี่น้องของเรา หรือเพราะความหยิ่งทระนงเราจึงปฏิเสธสิ่งเหล่านั้น..??

เราถูกพันธนาการด้วยความอิจฉาริษยาใช่มั้ย?? เราอิจฉาและริษยาเมื่อดาอีย์คนหนึ่ง(พี่น้องของเรา)มีผู้ติดตามมากกว่าตัวเรา…? ผู้คนฟังเขามากกว่า? ได้รับความเคารพให้เกียรติจากพี่น้องมุสลิมมากกว่า? มีความรู้มากกว่า? ยังหนุ่มและเพิ่งลงสนามทำงานดะอฺวะฮฺ แต่การดะอฺวะฮฺของเขากลับประสบผลสำเร็จมากกว่าการดะอฺวะฮฺของเรา…? และยศศักดิ์ของเขาก็ด้อยกว่าเรา(หรือบางคนไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์หรือตัวย่อนำหน้าอะไรเลย) แต่สังคมกลับตอบรับเขามากกว่า…?? และยังมีสาเหตุอื่นๆอีกมากที่สามารถก่อให้เกิดความอิจฉาริษยาขึ้นได้

อย่ารีบเชื่อมั่นแน่นอนว่าตัวเรานั้นรอดพ้นปลอดภัยจากความริษยา ท่านอิบนุตัยมียะฮฺเคยกล่าวว่า “…ปรากฏว่ามีในหมู่บรรดาผู้รู้ผู้ที่มีลักษณะความริษยา(ที่รุนแรง) ซึ่งไม่มีในคนอื่นๆ…” (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 10/114-115)

เราอิคลาศในขณะทำงานดะอฺวะฮฺแล้วจริงๆหรือ? เราดะอฺวะฮฺเพื่ออัลลอฮมาโดยตลอดใช่มั้ย? หรือเพื่อมูลนิธิของเรา เพราะสถาบันของเรา? เราอย่าดะอฺวะฮฺเพียงเพื่อให้ถูกกล่าวขยานว่า สถานบันของเราเป็นสถานบันที่มีลูกศิษย์มาก ประสบความสำเร็จที่สุด หรือเพราะต้องการถูกกล่าวถึงว่าเป็นมูลนิธิที่งานดะอฺวะฮฺกว้างใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะนูสันตารา มีกิจกรรม/โครงการมากที่สุด และมีผู้ติดตามมากที่สุด!!

ชัยคฺ อับดุลมะลิก เราะมะฎอนีย์ กล่าวว่า “ความอิคลาศนั้นไม่ใช่เพียงในเรื่องอะมั้ลอิบาดะฮฺเท่านั้น แต่รวมถึงงานดะอฺวะฮฺไปสู่อัลลอฮด้วย ท่านเราะสูลุลลอฮเองก็ยังถูกบัญชาให้มีความอิคลาศในการทำงานดะอฺวะฮฺ

قُلْ هَذِهِ سَبِيلِي أَدْعُو إِلَى اللَّهِ عَلَى بَصِيرَةٍ أَنَا وَمَنِ اتَّبَعَنِي وَسُبْحَانَ اللَّهِ وَمَا أَنَا مِنَ الْمُشْرِكِينَ 

             จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด “นี่คือแนวทางของฉัน ฉันเรียกร้องไปสู่อัลลอฮอย่างประจักษ์แจ้งทั้งตัวฉันและผู้ปฏิบัติตามฉัน และมหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮ ฉันมิได้อยู่ในหมู่ตั้งภาคี” (ยูสุฟ 12 : 108)

คือ ดะอฺวะฮฺไปสู่อัลลอฮเท่านั้น ไม่ใช่ไปสู่สิ่งอื่น และงานดะอฺวะฮฺที่นำไปสู่ความสำเร็จนั้นคืองานดะอฺวะฮฺที่ดำเนินไปโดยหวังในพระพักต์(ความพอพระทัย)ของอัลลอฮเท่านั้น ฉันขอตักเตือนท่านทั้งหลายว่า อย่าได้มีในหมู่พวกเราและพวกท่านเลยคนที่รู้สึกพอใจ เมื่อมีคนพูดว่าหมู่บ้านของพวกเขาคือหมู่บ้านสุนนะฮฺ พอใจเมื่อมัสญิดของพวกเขาถูกเรียกว่าเป็นมัสญิดของอะฮฺลุสสุนนะฮฺ หรือมัสญิดของพวกเขาคือมัสญิดแรกที่ฟื้นฟูสุนนะฮฺข้อนี้และข้อนั้น หรือเป็นมัสญิดแรกที่ได้เชิญบรรดาชัยคฺสะละฟีย์มาเพื่อหวังแสวงความมีชัยเหนือคนอื่นๆ แต่บางครั้งพวกเขาไม่รู้ตัวว่า การงานของพวกเขาได้สูญสลายและเสียหายไปหมดแล้ว ทั้งๆที่พวกเขาคิดว่า พวกเขาได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว และนี่คือภัยพิบัตที่น่าเศร้าที่สุดคือ ชัยฏอนได้คนๆหนึ่งหลงทางทีละเล็กละน้อย จนกระทั่งเขาได้ตกลงไปในกับดัก ในขณะที่เขายังคงคิดว่าเขาอยู่ในสภาพการณ์ที่ดีเลิศที่สุด มัสญิดมากน้อยเท่าไหร่แล้วที่ฉันได้เห็นว่า ทั้งที่เมื่อก่อนนั้นญะมาอะฮฺของพวกเขาอยู่บนสุนนะฮฺ แต่เพราะจิตใจภายในของเขาเสียหาย และเพราะพวกเขาแก่งแย้งแข่งขันที่จะถูกเรียกว่าเป็นญะมาอะฮฺมัสญิดอันดับหนึ่งที่อยู่บนสุนนะฮฺ อัลลอฮจึงทำลายการงานของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจงระมัดระวังให้ดี…” (ฟังบรรยายของท่านหัวข้อ ความอิคลาศ)

ต่อมา ความอิคลาศนั้นจะถูกทดสอบเมื่อเราตอบโต้หรือตักเตือนพี่น้อง คำตักเตือนและตอบโต้หักล้างที่เราให้กับพี่น้องที่ผิดพลาดหรือพี่น้องที่กล่าวหาเราต่างๆนานานั้น เราทำเพื่ออัลลอฮจริงๆหรือเพียงแค่ให้ชนะในการโต้เถียงเท่านั้น…?? คนๆหนึ่งนั้นบางทีเขาก็มีความบริสุทธิ์ใจในช่วงแรก เรานะศีหะฮฺพี่น้องของเขา แต่เพื่อเขาถูกโต้เถียงหรือถูกกล่าวหาต่างๆนานาจากพี่น้องที่เขาตักเตือน สุดท้ายเจตนาของเขาก็เปลี่ยนไปกลายเป็นการโต้เถียงเพื่อปกป้องตัวเอง และที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือ เขายังคงโจมตีพี่น้องของเขาคนนั้นอย่างถึงที่สุด ทั้งๆที่เขาก็รู้ว่าพี่น้องคนนั้นได้ทำการอิจติฮาดและมีข้อผ่อนปรน

ท่านอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า “…ต่อมาเมื่อเขาถูกตอบโต้หรือถูกทำร้ายหรือถูกบอดว่าเขาผิดหรือมีเจตนาไม่ดี หัวใจของเขาก็เรียกร้องให้เขาปกป้องตัวเอง การงานของเขาในช่วงนี้จึงเป็นไปเพื่ออัลลออ แต่ต่อมาอารมณ์ใฝ่ต่ำได้ร้องเรียกให้ปกป้องตัวเอง และเอาชนะคนที่ได้สร้างความเจ็บปวดแก่เขา อีกทั้งบางครั้งเขาก็ละเมิดเลยเถิดต่อคนๆนั้น และดังกล่าวนั้นแหล่ะที่เกิดขึ้นกับคนที่มีทัศนะความคิดที่ขัดแย้งกัน เมื่อต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่าตนอยู่บนสัจธรรมความถูกต้องและอยู่บนสุนนะฮฺ (แต่)แท้จริงแล้วส่วนมากของพวกเขานั้นทำตามอารมณ์ใฝ่ต่ำเพื่อปกป้องสถานะหรือความเป็นผู้นำของตนเอง รวมถึงสิ่งต่างๆที่เหมาะสมกับพวกเขา พวกเขาไม่ได้ต้องการเชิดชูพระดำรัสของอัลลอฮให้สูงส่งและเพื่อให้ศาสนาทั้งหมดเป็นของอัลลอฮ แต่พวกเขาโกรธเคืองต่อใครก็ตามที่ขัดแย้งกับพวกเขา แม้ว่าคนที่แย้งพวกเขานั้นจะเป็นคนที่ได้ทำการอิจติฮาดและมีข้อผ่อนปรน(ที่ทำให้อัลลอฮไม่โกรธกริ้วเขา) และพวกเขาจะพอใจต่อใครก็ตามที่เห็นชอบด้วยกับพวกเขา แม้ว่าคนๆนั้นจะโง่เขลาและมีเจตนาที่ชั่วร้ายก็ตาม” (มินฮาจญ์ อัสสุนนะฮฺ 5/254-255)

เราได้ปฏิบัติสิ่งที่เราดะอฺวะฮฺแล้วหรือยัง?? หรือเราเพียงแค่ดีแต่พูด ได้แต่บอกและสอนผู้อื่น ในขณะที่ตัวเราไม่ได้ปฏิบัติสิ่งที่สอน??

เราได้พยายามปฏิบัติสุนนะฮฺต่างๆของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วใช่ไหม? หรือยังมีสุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม อีกมากมายที่เราละเลย?? อย่าปล่อยให้เป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺที่มุ่งมั่นพยายามปฏิบัติสุนนะฮฺต่างๆของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มากกว่าพวกเราที่อ้างต้นว่าเป็นอะฮฺลุสสุนนะฮฺเลย?? หากเป็นเช่นนั้นละก็ สภาพของพวกเราก็ย่ำแย่กว่าพวกเขาแน่นอน วัลอิยาซุบิลลาฮ

ท่านอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า “และหลายที่ปฏิเสธบิดอะฮฺต่างๆในเรื่องอิบาดะฮฺและอาดาต(ประเพณี) ท่านจะพบว่าพวกเขากลับบกพร่องในการปฏิบัติสุนนะฮฺต่างๆในเรื่องนั้น(เรื่องที่เกี่ยวกับอิบาดะฮฺ)หรือในการสั่งใช้ความดี(เชิญชวนผู้คน)ให้ปฏิบัติสุนนะฮฺต่างๆดังกล่าว(ที่เกี่ยวกับอิบาดะฮฺ) และเป็นไปได้ว่าสภาพส่วนมากของพวกเขา(ผู้ที่ปฏิเสธบิดอะฮฺแต่กลับไม่ปฏิบัติสุนนะฮฺของท่านนบี)นั้นเลวร้ายกว่าสภาพของคนที่ทำอิบาดะฮฺต่างๆที่มีการผสมปนกับสิ่งน่ารังเกียจบางอย่าง (สิ่งน่ารังเกียจในที่นี้หมายถึง บิดอะฮฺ) แต่ทว่าศาสนานั้นคือการสั่งใช้ในความดีและห้ามปรามความชั่ว และหนึ่งในสองอย่างนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้นอกจากต้องพึ่งพาอาศัยอีกอย่างเสมอ ดังนั้นสิ่งชั่วร้ายหนึ่งจะไม่ถูกห้ามปราม นอกจากความดีงามหนึ่งจะถูกสั่งใช้เชิญชวนด้วย…” (อิกติฎออ์ อัศศิรอฎ อัลมุสตะกีน 2/126)

ความมุ่งหมายของท่านอิบนุตัยมียะฮฺคือ คนๆหนึ่งที่กระทำการห้ามปรามความชั่วด้วยการปฏิเสธสิ่งบิดอะฮฺนั้น ไม่ควรหยุดตัวเอง(สาละวนอยู่)แค่เพียงการห้ามปรามความชั่วเท่านั้น แต่เขาจะต้องสั่งใช้ในความดี(คือเชิญชวนไปสู่) สุนนะฮฺต่างๆของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม และปฏิบัติสุนนะฮฺต่างๆนั้นด้วย ไม่ใช่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่ปฏิเสธบิดอะฮฺ แต่กลับไม่ปฏิบัติสุนนะฮฺอย่างจริงจัง แต่กลับเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺบางส่วนเสียอีกที่มุ่งมั่นปฏิบัติสุนนะฮฺต่างๆมากกว่าพวกเขา…อัลลอฮุลมุสตะอาน

หากสภาพของเราเป็นเช่นนั้นจริงๆ เรามาร่วมกันแก้ไขตนเอง ก่อนที่จะลงไปทำงานเผยแผ่ดะอฺวะฮฺสะละฟียะฮฺ แท้จริงบรรดาศัตรูของสุนนะฮฺนั้นต่างรอคอยการล่มสลายเสียหายของดะอฺวะฮฺสะละฟียะฮฺ

ติดตามตอนต่อไป…

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Blog Abu Umamah™

Media Belajar Dan Berbagi Ilmu Islam Ahlussunnah Wal Jama'ah

Attachment Parenting by Baannada : บ้านณดา

เพจเลี้ยงลูกเชิงบวกแนว Attachment Parenting และรวมไอเดียการเล่นในครอบครัว และไฟล์กิจกรรมปริ๊นฟรีสำหรับเด็ก

Insyaflah, wahai Salafy!

Kalau tidak ada yang menjelaskan ... bagaimana ummat bisa tahu ?

faham.wordpress.com

Tugas pertama kita adalah memahami Islam, bukan sekedar mengetahui dalilnya

irwandizakaria-blog

Berikan yang Terbaik, Insya Allah akan Dapat Yang Terbaik

LA TAHZAN

ไม่จุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด

Terjemah Kitab Salaf

membumikan dakwah ahlus sunnah

Bahasa Arab Jarak Jauh at-Taisir

Mempelajari Bahasa al-Qur'an dan as-Sunnah

abusaifillah

Islam is the way of life.

Ibnu Taimiyah

Menguak keagungan seorang Syaikhul Islam

Abu Salma

Homepage Pribadi Abu Salma Muhammad

ABU MUSA AL-ATSARI

Belajar Islam, Menikmati Alam

Meniti Jalan menuntut Ilmu

Membuka Jalan Menuju Surga...

bushrohouse

ห้องสมุดบ้านบุชรอ : ห้องสมุดเพื่ออุมมะฮฺ

Para Ulama Ahlul Hadits

Biografi Ahlul Hadits, Para Sahabat, Tabi’in dan Tabiut Tabi’in beserta Keluarga Rasulullah صلى ا لله عليه وسلم

Salafy

Meneladani Generasi Terdahulu yang Shalih

%d bloggers like this: