RSS

ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ (ตอนที่ 4)

08 ธ.ค.

wrong-way
ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ
(ตอนที่ 4 : ไม่อนุญาตให้ทำการฮัจรฺในเรื่องอิจติฮาดียะฮฺ[1])
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

ท่านอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า ไม่อนุญาตให้ใครบังคับผู้คนให้ยึดตามทัศนะของเขาในเรื่องอิจติฮาดียะฮฺ แต่เขาจะต้องพูดคุยด้วยหลักฐานทางวิชาการ ใครก็ตามที่ความจริงอย่างใดอย่างหนึ่งจาก 2 ทัศนะเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่เขา เขาก็ยึดตามนั้น และใครก็ตามที่ตักลีดต่อทัศนะอื่น ก็ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ และปัญหาต่างๆเช่นนี้นั้นมีมาก… (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 30/79-80)
การฮัจรฺนั้นอนุญาตให้กระทำต่อคนที่ขัดแย้งกับอายะฮฺอัลกุรอานที่ชัดเจน หรือหะดีษที่มีชื่อเสียงแพร่หลาย หรือมติเอกฉันท์(อิจมาอ์)ของบรรดาชาวสะลัฟเท่านั้น ดังคำพูดของท่านอิบนุตัยมียะฮฺที่ว่า แน่นอนถูกต้อง ใครก็ตามที่ขัดแย้งสวนทางกับ (1)อัลกุรอานที่ชัดเจน และ(2) สุนนะฮฺที่มีชื่อเสียงแพร่หลาย หรือ (3) มติเอกฉันท์ของชาวสะลัฟ ด้วยการขัดแย้งที่ไม่มีข้อผ่อนปรนใดๆ คนเช่นนี้จะถูกปฏิบัติในฐานะเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 24/172)

ส่วนปัญหาอิจติฮาดียะฮฺที่ยังคงมีการถกเถียงกันในหมู่อุละมาอ์นั้น ไม่อนุญาตให้กระทำการตะหฺซีรและฮัจรฺ

อัลกอฎีย์ อิยาฎ กล่าวว่า ไม่สมควรที่คนๆหนึ่งจะสั่งใช้ความดีและห้ามปรามความชั่วเพื่อนำพามนุษย์ให้เดินตามอิจติฮาดและมัซฮับของเขา อนุญาตให้เขาเปลี่ยนแปลงความชั่วที่มีมติเอกฉันท์ให้ห้ามปรามได้เท่านั้น
อิมามอันนะวะวีย์รับคำชี้แจงข้างต้นของอัลกอฎีย์ อิยาฎ ไปใช้ และท่านกล่าวว่า ส่วนเรื่องที่ยังคงมีความเห็นแย้งกันนั้น ไม่อนุญาตให้มีการห้ามปราม และไม่อนุญาตให้ผู้พิพากษ์มุสลิมวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่เห็นต่างกับเขา ตราบใดที่เขามิได้ขัดแย้งกับหลักฐานหรือมติเอกฉันท์(อิจญ์มาอ์) (มีเสนอในอัตตาจญ์ วัลอิกลีล 4/381 และดูคำกล่าวของท่านได้ในอัลมินฮาจญ์ ชัรหฺ เศาะฮีหฺ มุสลิม 2/23-24)
อิมามอันนะวะวีย์ ยังกล่าวอีกว่า “คนที่(ได้รับอนุญาตให้)ทำการสั่งใช้ในความดีและห้ามปรามความชั่วนั้น คือคนที่รู้ในสิ่งที่เขาสั่งใช้และสิ่งที่เขาห้ามปราม เรื่องนี้มีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามความดีที่เขาสั่งใช้และความชั่วที่เขาห้ามปราม หาก(ความดีนั้น)เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องจำเป็น(วาญิบ)ที่ชัดเจน และ(ความชั่วดังกล่าว)เป็นเรื่องที่ต้องห้ามที่รู้จักกัน เช่น การละหมาด การถือศีลอด ซินา สุรา และที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้นทุกคนต่างก็รู้กัน แต่หากเป็นคำพูดและการกระทำที่ยุ่งยากและเกี่ยวข้องกับการอิจติฮาด ชาวมุสลิมทั่วไป(เอาวาม)ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปในขอบเขตนี้ และไม่อนุญาตให้พวกเขาห้ามปรามมัน เรื่องนี้ถือเป็นสิทธิเฉพาะของบรรดาอุละมาอ์เท่านั้น
ต่อมา บรรดาอุละมาอ์ทำได้เพียงห้ามปรามเรื่องที่เป็นมติเอกฉันท์(อิจมาอ์)เท่านั้น ส่วนเรื่องที่ยังมีความเห็นแย้งกันอยู่นั้น ไม่อนุญาตให้มีการห้ามปราม เพราะการยึดตามหนึ่งในสองทัศนะนั้น มุจตะฮิดทุกคนถูกต้อง และความเห็นนี้แหล่ะที่ได้รับการเลือกโดยส่วนใหญ่หรือส่วนมากของบรรดาผู้มีความเชี่ยวชาญ ในขณะที่ทัศนะที่สองนั้น ที่ถูกต้องมีเพียงหนึ่งเดียว และมุจตะฮิดที่ผิดนั้นยังคงไม่ชัดเจนสำหรับเรา และไม่มีบาปใดๆสำหรับความผิดพลาดของเขา แต่หากเขาเรียกร้องในรูปแบบของการตักเตือนให้หลีกห่างจากความขัดแย้ง นี่เป็นเรื่องที่ดี ได้รับการเห็นชอบและสนับสนุนให้กระทำ ด้วยวิธีการที่นุ่มนวล เพราะบรรดาอุละมาอ์มีมติตรงกันในการสนับสนุนให้หลีกห่างจากความขัดแย้ง หากไม่ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องสุนนะฮฺ หรือถลำลงไปในความขัดแย้งอื่น” (อัลมินฮาจญ์ ชัรหฺ เศาะฮีหฺ มุสลิม 2/23)
ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮ เคยถูกถามเกี่ยวกับคนๆหนึ่งที่จัดการงานอย่างหนึ่งของชาวมุสลิม  ในขณะที่มัซฮับของคนที่เกี่ยวข้องด้วยนั้นคือ ไม่อนุญาตให้สร้างองค์กร/มูลนิธิ เป็นที่อนุญาตสำหรับเขาไหมที่จะห้ามผู้อื่น(จากการสร้างองค์กร/มูลนิธิ)?
ท่านตอบว่า “เขาไม่สามารถห้ามคนอื่นจากการกระทำดังกล่าวและที่คล้ายคลึงกันอื่นๆเช่นเรื่องที่อนุญาตให้มีการอิจติฮาดได้ โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่มีตัวบท(หลักฐานที่ชัดเจน)จากอัลกุรอาน อัสสุนนะฮฺ หรืออิจมาอ์ หรือที่มีความหมายเดียวกับอิจมาอ์ดังกล่าว โดยเฉพาะหากอุละมาอ์ส่วนมากมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นที่อนุญาต และนี่คือสิ่งที่มุสลิมส่วนใหญ่ในหลากหลายประเทศปฏิบัติกัน
เรื่องนี้คือเช่นเดียวกับผู้พิพากษาคนหนึ่งไม่มีสิทธิ์ยกเลิกหุกุ่ม(การตัดสิน)ของผู้พิพากษาคนอื่นในประเด็นปัญหาต่างๆที่คล้ายคลึงกันนี้ เช่นเดียวกับมุฟตีย์หรืออุละมาอ์ เขาไม่สามารถบังคับผู้คนให้ปฏิบัติตามทัศนะของเขาในประเด็นปัญหาต่างๆเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้เองเมื่อเคาะลีฟะฮฺฮารูน อัรเราะชีดขอความคิดเห็นจากอิมามมาลิกในการที่จะให้ผู้เชื่อตามอัลมุวัฏฏ็ออ์ที่ท่านเขียนในประเด็นปัญหาต่างๆแบบนี้(คือปัญหาอิจติฮาดียะฮฺ) อิมามมาลิกจึงได้ห้ามท่านเคาะลีฟะฮฺไว้ อิมามมาลิกกล่าวว่า “แท้จริงบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮกระจัดกระจายอยู่ทั่วอาณาจักร และแต่ละกลุ่มชนก็รับความรู้ตามแต่ที่ได้มายังพวกเขา”
ชายคนหนึ่งได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้ง(อิคติลาฟ) อิมามอะหฺมัดจึงพูดว่า “ท่านอย่าได้ตั้งชื่อหนังสือว่า กิตาบุลอิคติลาฟ แต่จงตั้งชื่อหนังสือเล่มนั้นว่า กิตาบุสสุนนะฮฺ

(( กิตาบุสสุนนะฮฺ ดังกล่าวนี้แหล่ะที่ผู้เขียนได้พบเจอในหนังสือมัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 30/79-80 ที่ได้รับการตีพิมพ์ แต่ในเล่มที่ 14/159 มีระบุว่า “กิตาบุสสะอฺอะฮฺ” ซึ่งอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า
“และความขัดแย้งในประเด็นปัญหาเรื่องหุกุ่ม บางครั้งถือเป็นความเมตตาจากอัลลอฮ หากไม่นำไปสู่ความชั่วที่ใหญ่กว่าเนื่องจากยากมากที่จะหาหุกุ่ม(ข้อตัดสินที่ถูกต้อง)ได้ ดังนั้นคนๆหนึ่งที่เขียนหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเขาตั้งชื่อว่า “กิตาบุลอิคติลาฟ” นั้น อิมามอะหฺมัดกล่าวว่า “จงตั้งชื่อหนังสือว่า กิตาบุสสะอฺอะฮฺ(ความกว้างขวาง)” ทั้งที่สัจธรรมโดยแท้จริงแล้วนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว และบางครั้งก็ถือเป็นความเมตตาจากอัลลอฮแก่คนส่วนหนึ่ง คือความคลุมเครือในสัจธรรมนั้นเป็นเพราะว่า หากสัจจธรรมความจริงดังกล่าวปรากฏชัดจะสร้างความยุ่งยากให้แก่พวกเขา และเรื่องนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในหัวข้อดำรัสของอัลลอฮที่ว่า


يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ لاَ تَسْأَلُواْ عَنْ أَشْيَاء إِن تُبْدَ لَكُمْ تَسُؤْكُمْ

โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าถามถึงสิ่งต่างๆ หากสิ่งเหล่านี้ถูกเปิดเผยขึ้น แล้วมันก็จะก่อให้เกิดความเลวร้ายแก่พวกเจ้า (อัลมาอิดะฮฺ 5 : 101)


และเช่นนั้นแหล่ะ เช่นเดียวกับอาหารและเสื้อผ้าที่มีอยู่ในตลาด เป็นไปได้ว่าโดยแท้จริงแล้วเป็นสิ่งของที่ยึดมา(ขโมย) แต่หากคนๆหนึ่งไม่รู้เรื่องนี้(แล้วซื้อมันมา) หุกุ่มของมันก็หะลาลสำหรับเขา และเขาก็ไม่มีความผิดบาปด้วย เรื่องนี้แตกต่างกันหากเขารู้ก่อนแล้ว(ว่าสิ่งของดังกล่าวคือของที่ขโมยมา) ดังนั้นความคลุมเครือในความรู้บางอย่างที่อาจก่อให้เกิดความยากลำบากนั้น บางครั้งเป็นความเมตตา…”

และผู้เขียนไม่รู้ว่าระหว่างทั้งสองนั้นอย่างไหนที่ถูกต้อง (เรื่องนี้ต้องมีการทบทวนกันยาว)
            หากที่ถูกต้องคือ กิตาบุสสุนนะฮฺ ก็เป็นเพราะว่าความเห็นที่แตกต่างกันที่ถูกเขียนไว้ในหนังสือดังกล่าวนั้นคือความขัดแย้งในปัญหาอิจติฮาดียะฮฺที่วางอยู่บนหลักฐาน ทั้งจากอัลกุรอานและสุนนะฮฺ อิมามอะหฺมัดจึงแนะนำให้ตั้งชื่อหนังสือเล่มนั้นว่า “กิตาบุสสุนนะฮฺ” ส่วนความขัดแย้งที่มิได้วางอยู่หลักฐานนั้น ไม่ใช่ความขัดแย้งที่แท้จริง ดังคำอธิบายของท่านอิบนุลก็อยยิมในหนังสืออิอฺลามุล มุวากิอีน 3/288 และอัลลอฮทรงรู้ดีที่สุด ))
ด้วยเหตุนี้ อุละมาอ์ส่วนหนึ่งกล่าวว่า อิจมาอ์ของบรรดาอุละมาอ์ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนและเข้มแข็ง ในขณะที่ความขัดแย้งของพวกเขานั้นถือเป็นความเมตตาที่กว้างขวาง ท่านอุมัร บินอับดุลอะซีซ กล่าวว่า “ฉันไม่สบายใจเลยเมื่อบรรดาเศาะหาบะฮฺไม่ขัดแย้งกันในความเห็น เพราะหากพวกเขามีมติเอกฉันท์ในความเห็นหนึ่ง แล้วมีคนๆหนึ่งขัดแย้งส่วนทางความเห็นของพวกเขา ชายคนนั้นก็หลงผิด แต่หากพวกเขาขัดแย้งกัน แล้วมีคนๆหนึ่งรับเอาคำพูดของเศาะหาบะฮฺคนนี้ และอีกคนหนึ่งรับเอาทัศนะของเศาะหาบะฮฺคนโน้น ประเด็นปัญหาก็จะเปิดกว้าง” (อย่าได้เข้าใจคำพูดนี้ของท่านอิบนุตัยมียะฮฺและท่านอุมัร บินอับดุลอะซีซว่า ทั้งสองสนับสนุนการขัดแย้งกัน ทั้งสองพูดในแง่อื่น นั่นคือการพูดว่าคนที่ขัดแย้งกับทัศนะหนึ่งๆว่าเป็นพวกหลงผิด หากไม่มีความเห็นแย้ง ก็ง่ายเหลือเกินที่คนๆหนึ่งจะเรียกผู้อื่นที่ขัดแย้งกับเขาว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺที่หลงผิด เรื่องนี้สอดคล้องกับกฏเกณฑ์ที่ท่านอิบนุตัยมียะฮฺได้แจกแจงไว้คือ คนๆหนึ่งจะไม่ถูกปฏิบัติด้วยการปฏิบัติกับอะฮฺลุลบิดอะฮฺ เว้นแต่หากเขาสวนทางกับหนึ่งในสามประการ หนึ่งในนั้นคืออิจมาอ์) เช่นเดียวกับบรรดาอิมามคนอื่นๆจากอิมามนะวะวีย์ พวกเขากล่าวว่า “ไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ(ฟะกีฮฺ)นำพาผู้คนมาอยู่บนมัซฮับของเขา”
ดังนั้น บรรดาอุละมาอ์ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องสั่งใช้ความดีและห้ามปรามความชั่วจากมัซฮับชาฟิอีย์และมัซฮับอื่นๆกล่าวว่า ประเด็นปัญหาอิจติฮาดียะฮฺนั้นไม่อนุญาตให้ทำการห้ามปรามด้วยมือ ไม่อนุญาตให้ใครบังคับผู้คนให้ยึดตามทัศนะของเขาในเรื่องอิจติฮาดียะฮฺ แต่เขาจะต้องพูดคุยด้วยหลักฐานทางวิชาการ ใครก็ตามที่ความจริงอย่างใดอย่างหนึ่งจาก 2 ทัศนะเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่เขา เขาก็ยึดตามนั้น และใครก็ตามที่ตักลีดต่อทัศนะอื่น ก็ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ และปัญหาต่างๆเช่นนี้นั้นมีมาก… (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 30/79-80)
ท่านอิบนุเราะญับ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “ความชั่วที่จำเป็นต้องห้ามปรามคือ เรื่องที่เป็นอิจมาอ์(ว่ามันคือความชั่ว) ส่วนเรื่องที่ยังคงขัดแย้งกัน ดังนั้นมีสหายของเราบางคนกล่าวว่า “ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธสิ่งที่ยังคงขัดแย้งกันที่กระทำโดยคนๆหนึ่งเนื่องจากการอิจติฮาดหรือเพราะการตักลีดตามมุจตะฮิดด้วยการตักลีดที่ได้รับอนุญาต อัลกอฎีย์ได้ละเว้นเรื่องที่การขัดแย้งของมันอ่อนแอไว้ในหนังสืออัลอะหฺกาม อัสสุลฏอนียะฮฺของเขา หากเรื่องดังกล่าวนำไปสู่เรื่องที่มีมติเอกฉันท์ในความต้องห้ามของมัน เช่น เงินดอกเบี้ย การขัดแย้งในประเด็นนี้อ่อนแรง อีกทั้งเรื่องนี้ยังนำไปสู่ดอกเบี้ยนะสีดะฮฺที่มีมติเอกฉันท์ว่าหะรอมด้วย เช่นเดียวกับการแต่งงานมุตอะฮฺที่นำไปสู่การซินา”” (ญามิอุล อุลูม วัลหิกัม 2/254-255)
ชัยคฺอิบนุอุษัยมีน กล่าวว่า “ความชั่วที่ถูกห้ามนั้นจะต้องเป็นความชั่วตาม(มติของอุละมาอ์)ทุกคน หากความชั่วนั้นเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกัน ผู้กระทำมันก็ไม่ถูกห้ามปราม เพราะผู้กระทำมองเรื่องดังกล่าวว่าไม่ใช่ความผิด เว้นแต่ว่าการขัดแย้งของมันอ่อนแรงและไม่มีคุณค่าใดๆ ดังนั้นแล้วผู้กระทำมันจะถูกห้าม ดังคำกล่าวว่า


وَلَيْسَ كُلُّ خِلاَفٍ جَاءَ مُعْتَبَرًا      إِلاَّ خِلاَفًا لَهُ حَظٌّ مِنَ النَّظْرِ

ไม่ใช่ทุกความขัดแย้งที่ได้รับการพิจารณา                 ยกเว้นความขัดแย้งที่มีแง่มุมเท่านั้น
หากท่านเห็นคนๆหนึ่งกินเนื้ออูฐแล้วละหมาด ก็อย่าได้ห้ามปรามเขา เพราะมันเป็นประเด็นปัญหาคิลาฟียะฮฺ อุละมาอ์บางส่วนมองว่าจำเป็นต้องอาบน้ำละหมาด(ใหม่)เนื่องจากการกินเนื้ออูฐ และอีกบางส่วนไม่ได้มองเช่นนั้น แต่ไม่เป็นไรที่ท่านจะพูดคุยเรื่องนี้กับเขา แล้วท่านก็อธิบายความถูกต้อง(ในมุมมองของท่าน)แก่เขา หากท่านเห็นชายคนหนึ่งขายเงินธนบัตร 10 เหรียญด้วย 11 เหรียญ ท่านจะต้องห้ามปรามเขาหรือไม่? คำตอบคือฉันไม่ห้ามเขา เพราะอุละมาอ์บางส่วนมองว่า หุกุ่มของมันคืออนุญาต และไม่มีดอกเบี้ยใดๆในเงินธรบัตร แต่ฉันอธิบายแก่เขาด้วยการชี้แจ้งว่า การกระทำนี้เป็นความผิด จงเปรียบเทียบ(เรื่องอื่นๆ)กับสิ่งที่ฉันได้กล่าวไป” (ชัรหฺ อัลอัรบะอีน อันนะวะวียะฮฺ หน้าที่ 364 คำอธิบายหะดีษหมายเลขที่ 34)

ต่อไปนี้คือตัวอย่างความขัดแย้ง(ในเรื่องทัศนะ)ระหว่างบรรดาอุละมาอ์อะฮฺลุสสุนนะฮฺ แต่พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธกัน หากแต่ว่าพวกเขาพยายามอธิบายทัศนะที่ถูกต้องที่สุดสำหรับพวกเขา โดยไม่มีการทำลายเกียรติของกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตะหฺซีร ฮัจรฺ และตับดีอฺกัน
– ความขัดแย้งระหว่างชัยคฺอัลอัลบานีย์กับชัยคฺอิบนุบาซ เราะหิมะฮุมัลลอฮ เกี่ยวกับอนุญาตให้กองทัพสหรัฐเข้ามาตั้งฐานทัพในซาอุดี้ฯเพื่อการโจมตีทำลายอิรัคหรือไม่ ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งทั่วไ แต่เป็นความขัดแย้งที่ชัดเจน แต่กระนั้นท่านทั้งสองก็ไม่ได้ฮัจรฺต่อกัน ทั้งที่หากเราพิจารณาให้ได้ ความขัดแย้งนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของคนหมู่มากและยังเกี่ยวโยงกับอนาคตของซาอุดี้ฯอีกด้วย ทั้งสองต่างปกป้องสนับสนุนทัศนะของตนเอง แต่ก็ยังคงรักใคร่และให้เกียรติกัน
– ความขัดแย้งระหว่างชัยคฺอิบนุบาซกับชัยคฺอัลอัลบานีย์ เราะหิมะฮุมัลลอฮ เกี่ยวกับการยกมือวางไว้ที่หน้าอกหลังจากรุกูอฺ(ขณะยืนอิอฺติดาล) ชัยคฺอัลอัลบานีย์มองว่าสิ่งนี้เนบิดอะฮฺ กลับกันชัยคฺอิบนุบาซมองว่าเรื่องนี้มีบัญญัติไว้ แต่ว่าชัยคฺอัลอัลบานีย์บอกว่าชัยคฺอิบนุบาซเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺหรือไม่? แน่นอนว่าไม่ ทั้งที่ชัยคฺอัลอัลบานีย์เชื่อมั่นเต็มที่ว่ามันคือบิดอะฮฺ ทุกบิดอะฮฺคือความหลงผิด และทุกความหลงผิดอยู่ในนรก เป็นไปได้ว่าอาจมีคนที่ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ และทำให้มันเป็นชนวนสร้างความแตกแยก โดยอ้างว่าบิดอะฮฺนั้นอันตราย และเราไม่อาจมองข้ามบิดอะฮฺได้แม้จะเล็กน้อยก็ตาม คำพูดดังกล่าวถูกต้องหากหมายถึงบิดอะฮฺที่บรรดาอุละมาอ์มีมติเอกฉันท์ แต่บิดอะฮฺที่ยังคงขัดแย้งกันอยู่นั้น คำพูดดังกล่าวนี้นำมาใช้ไม่ได้

– ความขัดแย้งระหว่างชัยคฺอัลอัลบานีย์กับบรรดาอุละมาอ์ซาอุดี้ฯเกี่ยวกับจำนวนร็อกอะฮฺละหมาดตะรอวีหฺ ชัยคฺอัลอัลบานีย์บอกว่า การละหมาดตะรอวีหฺเกิน 11 ร็อกอะฮฺเป็นบิดอะฮฺ แต่ท่านบอกด้วยไหมว่าคนที่มีความเห็นแย้งจากท่านเป็นมุบตะดิอฺ? แน่นอนว่าไม่ ท่านยังกล่าวด้วยซ้ำไปว่า “เราไม่ตับดีอฺและไม่กล่าวหาใครก็ตามที่ละหมาดตะรอวีหฺเกิน 11 ร็อกอะฮฺว่าหลงผิด หากสุนนะฮฺไม่ชัดเจนสำหรับเขา และเขาไม่ได้ตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ” (เศาะลาตุต ตะรอวีหฺ หน้าที่ 106)  ท่านยังกล่าวอีกว่า “คนๆหนึ่งอย่าได้คาดคิดไปเองว่า หากเราเลือกทัศนะ(จำเป็น)ต้องให้จำนวนร็อกอะฮฺละหมาดตะรอวีหฺครบถ้วนตามสุนนะฮฺ(คือ 11 ร็อกอะฮฺ)และไม่อนุญาตให้เพิ่มจำนวนจากนั้น เท่ากับว่าเราได้ตัดสินบรรดาอุละมาอ์ที่ไม่ได้มีทัศนะเช่นนั้นว่าหลงผิดและเป็นมุบตะดิอฺ ไม่ว่าจะเป็นอุละมาอ์รุ่นก่อนหรือที่จะตามมา ดังเช่นที่บางคนคาดคิดกันไปเอง จนกระทั่งทำให้เรื่องนี้เป็นโอกาสให้ตำหนิว่ากล่าวเรา พวกเขาคิดว่าทัศนะของเราเกี่ยวกับการไม่อนุญาตหรือการที่เรื่องๆหนึ่งเป็นบิดอะฮฺนั้น หมายรวมโดยทันทีว่า ผู้ที่มีทัศนะอนุญาตหรือทำให้เรื่องดังกล่าวเป็นสุนนะฮฺนั้นคืออะฮฺลุลบิดอะฮฺที่หลงผิด แน่นอนว่ามันไม่ได้หมายรวมโดยทันทีเช่นนั้น นี่คือการคาดคิดที่มดเท็จและเป็นความโง่เขลาอย่างที่สุด แท้จริงผู้ที่ถูกตำหนินั้นคืออะฮฺลุลบิดอะฮฺที่ขัดขวางการแผ่กระจายไปของสุนนะฮฺ และคิดดีต่อบิดอะฮฺทุกอย่างโดยปราศจากความรู้ ปราศจากทางนำ และไม่มีหนังสือที่ให้ความกระจ่าง อีกทั้งไม่มีการตักลีดตามบรรดาอุละมาอ์ด้วย หากแต่เป็นเพียงการตามอารมณ์ใฝ่ต่ำและแสวงหาคำสรรเสริญยกยอจากชาวบ้านทั่วไป(เอาวาม)…” (เศาะลาตุต ตะรอวีหฺ หน้าที่ 35-36)

ท่านยังกล่าวอีกว่า “ดังนั้น เราเห็นว่าแม้นบรรดาอุละมาอ์จะมีความขัดแย้งที่ขัดแย้งกันรุนแรงในประเด็นปัญหาบางอย่าง แต่พวกเขาไม่กล่าวกันว่าหลงผิดและไม่ตับดีอฺกันและกันด้วย ตัวอย่างหนึ่งของเรื่องนี้คือ บรรดาอุละมาอ์ได้ขัดแย้งกันตั้งแต่สมัยของบรรดาเศาะหาบะฮฺเกี่ยวกับการละหมาดวาญิบให้สมบูรณ์(4 ร็อกอะฮฺ)ขณะเดินทาง บางคนของพวกเขาอนุญาต ในขณะที่บางคนสั่งห้ามและมองว่าเป็นบิดอะฮฺที่สวนทางกับสุนนะฮฺ กระนั้นก็ตามพวกเขาไม่ตับดีอฺคนที่มีความเห็นขัดแย้งกับพวกเขา ดูท่านอิบนุอุมัรสิ ท่านกล่าวว่า “การละหมาดเดินทางนั้น 2 ร็อกอะฮฺ ใครก็ตามที่ขัดแย้งกับสุนนะฮฺ เขาได้กลายเป็นกาฟิรแล้ว” (ดังที่มีรายงานในมุสนัดของอัสสัรร็อจญ์ 21/122-123 ด้วยสายรายงาน 2 สายที่เศาะฮีหฺจากอิบนุอุมัร) แต่กระนั้นท่านอิบนุอุมัรมิได้ตักฟีรและไมได้ตัดสินผู้สวนทางกับสุนนะฮฺเนื่องด้วยการอิจติฮาดของเขาว่าหลงผิด อีกทั้งเมื่อใดที่ท่านละหมาดตามหลังอิมามที่มองว่าการละหมาดให้ครบถ้วย(4 ร็อกอะฮฺ) ท่านก็ละหมาดตามอิมามคนนั้นอย่างครบถ้วน อัสสัรร็อจญ์ยังรายงานด้วยสายรายงานที่เศาะฮีหฺจากท่านอิบนุอุมัรว่า ท่านนบีละหมาดที่มินา 2 ร็อกอะฮฺ เช่นเดียวกันกับท่านอบูบักรฺ , อุมัร และอุษมาน ในช่วงต้นสมัยการปกครองของท่าน หลังจากท่านอุษมานละหมาดที่มินา 4 ร็อกอะฮฺ หากท่านอิบนุอุมัรละหมาดพร้อมกับท่านอุษมาน ท่านก็ละหมาด 4 ร็อกอะฮฺ และหากท่านละหมาดคนเดียว ท่านก็ละหมาด 2 ร็อกอะฮฺ สังเกตให้ดีว่าท่านอิบนุอุมัรมีความเชื่ออย่างไรต่อความผิดของคนที่สวนทางกับสุนนะฮฺที่ถูกต้อง(โดยการละหมาด 4 ร็อกอะฮฺเต็ม) ท่านมิได้ตัดสินว่าพวกเขาหลงผิดและไม่ได้ตับดีอฺพวกเขาท่าน อีกทั้งยังละหมาดตามหลังท่านอุษมานด้วยซ้ำไป เพราะท่านรู้ว่า ท่านอุษมานมิได้ละหมาด 4 ร็อกอะฮฺถ้วยเนื่องจากตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ แต่ท่านกระทำเช่นนั้นเนื่องด้วยอิจติฮาดของท่าน นี่คือทางสายกลางที่เราเห็นว่าชาวมุสลิมจะต้องเดินไปเพื่อได้พบกับทางออกของความเห็นที่ขัดแย้งกันที่เกิดขึ้นในหมู่พวกเขา คือต่างฝ่ายต่างนำเสนอทัศนะของตนเองที่ตนมองว่าถูกต้องและสอดคล้องกับอัลกุรอานและสุนนะฮฺด้วยเงื่อนไขว่าไม่มีการตัฟสีกและตับดีอฺคนที่ไม่ได้ยึดตามทัศนะเหมือนกับเขา…” (เศาะลาตุต ตะรอวีหฺ หน้าที่ 37-38)
ชัยคฺอิบนุอุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “มีรายงานจากอัสสะละฟุศศอลิหฺที่มากมายหลากหลายเกี่ยวกับจำนวนร็อกอะฮฺละหมาดตะรอวีหฺ ดังคำพูดของอิมามอะหฺมัดและท่านอิบนุตัยมียะฮฺ จึงเป็นเรื่องกว้างขวางสำหรับเราในสิ่งที่กว้างขวางสำหรับพวกเขา พวกเขานำหน้าเรา เราจึงไม่ควรแข็งกร้าวหยาบกระด้าง” (ดู มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 14/208)
ท่านกล่าวอีกว่า “เพิ่งรู้ว่า ความขัดแย้งเกี่ยวกับจำนวนร็อกอะฮฺละหมาดตะรอวีหฺ(และที่คล้ายคลึงกัน หมายถึงเรื่องที่อนุญาตให้มีการอิจติฮาดได้)นั้น ไม่ควรเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งและความแตกแยกของอุมมะฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชาวสะลัฟมีความเห็นต่างกันในเรื่องนี้ ไม่มีแม้แต่หลักฐานเดียวที่ห้ามทำการอิจติฮาดในเรื่องนี้” (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 14/189)
– ความขัดแย้งระหว่างชัยคฺอัลอัลบานีย์กับบรรดาอุละมาอ์ซาอุดี้ฯ(ส่วนหนึ่งคือชัยคฺอิบนุบาซ)เกี่ยวกับหุกุ่มการซื้อขายเครดิตด้วยราคาที่ต่างไปจากราคาเงินสด สำหรับชัยคฺอัลอัลบานีย์แล้วนั่นคือริบาอ์ แต่ชัยคฺอัลอัลบานีย์ทำการตะหฺซีรและฮัจร์ต่อบรรดาอุละมาอ์ซาอุดี้ฯด้วยเหตุผลว่าพวกเขาอนุมัติริบาอ์ และคนที่อนุมัตินั้นถูกสาปแช่งดังปรากฏในหะดีษหรือไม่? แน่นอนว่าไม่ เพราะนี่คือประเด็นปัญหาขัดแย้งที่อนุญาตให้ทำการอิจติฮาดได้
สังเหตุให้ดี ช่างน่าอัศจรรย์ใจจริงๆกับมารยาทของอุละมาอ์ใหญ่ของอะฮฺลุสสุนนะฮฺทั้งสองท่าน ทั้งสองขัดแย้งกันในหลายๆเรื่องที่ส่วนหนึ่งไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อยเลย ปัญหาต่างๆดังกล่าวบางครั้งก็เกิดขึ้นซ้ำๆ แต่ทั้งสองหาได้ทำลายเกียรติของกันและกันไม่ แต่ทั้งสองกลับรักใคร่และเคารพกัน นั่นคือมารยาทของอุละมาอ์ของเรา นอกจากนี้ชัยคฺอิบนุบาซมักจะพูดเสมอว่า ชัยคฺอัลอัลบานีย์คือมุญัดดิดแห่งศตวรรษ์นี้ (ดู สิลสิละฮฺ อัลฮุดา วันนูร หมายเลขที่ 725)  เช่นเดียวกับชัยคฺอิบนุอุษัยมีนที่มักจะขัดแย้งกับชัยคฺอัลอัลบานีย์ในปัญหาอิจติฮาดียะฮฺ กระนั้นก็ตามท่านเคยพูดไว้ว่า “ชัยคฺอัลอัลบานีย์คือมุหัดดิษของศตวรรษนี้” (ดู สิลสิละฮฺ อัลฮุดา วันนูร หมายเลขที่ 880)  ส่วน “บางคน” นั้น บางครั้งเพียงเพราะปัญหาเดียวเท่านั้นที่ขัดแย้งกัน(ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาหนักหนาอะไร และบางครั้งก็เป็นปัญหาในเรื่องดุนยา ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องศาสนาแต่อย่างใด) พวกเขาก็เอามาอ้างเป็นเหตุผลในการออกห่าง ทำลายเกียรติ ด่าทอ ตะหฺซีร ฮัจร์ และอื่นๆต่อกันแล้ว วัลลอฮุลมุสตะอาน

บทสรุป

สำหรับเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับปัญหาอิจติฮาดียะฮฺนั้น ไม่อนุญาตให้ทำการฮัจรฺ เช่นเดียวกับประเด็นปัญหาเรื่องอะกีดะฮฺบางส่วนที่ไม่ใช่รากฐาน แต่เป็นประเด็นปัญหาเรื่องอะกีดะฮฺที่บรรดาชาวสะลัฟขัดแย้งกัน ที่ถูกเรียกว่า ฟุรูอฺ อัลอุศูล – กิ่งก้านของราก เพราะมีปัญหาอะกีดะฮฺบางเรื่องที่ชาวสะลัฟขัดแย้งกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาอิจติฮาดียะฮฺ
ท่านอิบนุตัยมียะฮฺได้อธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับความขัดแย้งของบรรดาเศาะหาบะฮฺในปัญหาอะกีดะฮฺบางอย่าง แต่เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้พวกเขาทำการฮัจรฺต่อกัน เพราะปัญหาอะกีดะฮฺที่พวกเขาขัดแย้งกันนั้น ไม่ใช่เรื่องรากฐานที่สำคัญยิ่ง(ดังที่ได้นำเสนอคำอธิบายของท่านอิบนุตัยมียะฮฺในเรื่องนี้ไปแล้วก่อนหน้านี้จากมัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 24/172-174 คล้ายคลึงกับคำอธิบายของท่านอิบนุตัยมียะฮฺในเรื่องนี้เช่นกัน ในมัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 19/122-123 ดูคำอธิบายของชัยคฺอิบนุอุษัยมีนเกี่ยวกับความขัดแย้งของชาวสะลัฟในเรื่องฟุรูอฺ อัลอุศูล ในหนังสือกิตาบุล อิลมี หน้าที่ 200) ดังนั้นเรื่องเช่นนี้เสมอเหมือนกับความขัดแย้งในเรื่องฟิกฮฺ ซึ่งแน่นอนทีเดียวว่าไม่ต้องการการตะหฺซีรและฮัจรฺ

ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า ทุกเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องอุศูล(รากฐาน)ที่สำคัญยิ่งนั้น ก็ให้เป็นไปตามประเด็นปัญหาต่างๆในเรื่องหุกุ่ม(ฟิกฮฺ) (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 24/172-176)

ติดตามตอนต่อไป…

[1] เรื่องอิจติฮาดียะฮฺ หมายถึง เรื่องหรือปัญหาต่างๆที่อนุญาตให้บรรดาอุละมาอ์ทำการอิจติฮาดได้

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Blog Abu Umamah™

Media Belajar Dan Berbagi Ilmu Islam Ahlussunnah Wal Jama'ah

Attachment Parenting by Baannada : บ้านณดา

เพจเลี้ยงลูกเชิงบวกแนว Attachment Parenting และรวมไอเดียการเล่นในครอบครัว และไฟล์กิจกรรมปริ๊นฟรีสำหรับเด็ก

Insyaflah, wahai Salafy!

Kalau tidak ada yang menjelaskan ... bagaimana ummat bisa tahu ?

faham.wordpress.com

Tugas pertama kita adalah memahami Islam, bukan sekedar mengetahui dalilnya

irwandizakaria-blog

Berikan yang Terbaik, Insya Allah akan Dapat Yang Terbaik

LA TAHZAN

ไม่จุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด

Terjemah Kitab Salaf

membumikan dakwah ahlus sunnah

Bahasa Arab Jarak Jauh at-Taisir

Mempelajari Bahasa al-Qur'an dan as-Sunnah

abusaifillah

Islam is the way of life.

Ibnu Taimiyah

Menguak keagungan seorang Syaikhul Islam

Abu Salma

Homepage Pribadi Abu Salma Muhammad

ABU MUSA AL-ATSARI

Belajar Islam, Menikmati Alam

Meniti Jalan menuntut Ilmu

Membuka Jalan Menuju Surga...

bushrohouse

ห้องสมุดบ้านบุชรอ : ห้องสมุดเพื่ออุมมะฮฺ

Para Ulama Ahlul Hadits

Biografi Ahlul Hadits, Para Sahabat, Tabi’in dan Tabiut Tabi’in beserta Keluarga Rasulullah صلى ا لله عليه وسلم

Salafy

Meneladani Generasi Terdahulu yang Shalih

%d bloggers like this: