RSS

ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ (ตอนที่ 3)

18 ก.ย.

wrong-way-550x266
ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ
(ตอนที่ 3 : มารยาทในการวิพากษ์วิจารณ์ระหว่างอะฮฺลุสสุนนะฮฺ)
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

การฮัจรฺที่ก่อเกิดประโยชน์นั้นถือเป็นอิบาดะฮฺ เพราะมันคืออิบาดะฮฺ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกระทำด้วยความอิคลาศเพื่ออัลลอฮ หนึ่งในลักษณะของคนที่มีความอิคลาศเมื่อทำการฮัจรฺคือ ความปรารถนาที่จะให้พี่น้องของเขาที่กำลังถูกฮัจรฺนั้นกลับคืนสู่ความดีงามและทิ้งความผิดหรือบิดอะฮฺ หากเจตนาของมันเป็นเช่นนั้นแล้ว เขาก็จะใช้วิธีการที่ดีเพื่อบรรลุเป้าหมาย เช่นเดียวกันเมื่อเขาทำการตักเตือนพี่น้องของเขาจากความผิด(ตะหฺซีร) เขาก็พยายามใช้วิธีการที่ดีที่สุดเพื่อให้พี่น้องของเขากลับมายังสัจธรรม
จึงเป็นที่ชัดเจนแก่เราในความผิดพลาดของคนบางส่วนที่ทำการตะหฺซีรด้วยการความขบขันและภาษาที่แม้แต่คนทั่วไป(เอาวาม)ก็ละอายที่จะใช้มัน แล้วนับประสาอะไรกับคนที่เป็นดาอีย์อะฮฺลุสสุนนะฮฺ เฉกเช่นที่เราต่างได้ยินกันว่ามีบางคนขนามนามแก่พี่น้องของเขาด้วยคำว่า “พวกแมลงสาป” , “อะฮฺลุลหะดัษ-พวกสร้างภาพ(ล้อเลียนมาจากคำว่า อะฮฺลุลหะดีษ)”, “นักดะอฺวะฮฺปลายแถว” , “เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” , “เด็กเมื่อวานซืน” , “พวกอันดุรญานา(ล้อเลียนมาจากคำว่า อันดิรญา)”[1] และฉายานามที่โง่เขลาอื่นๆอีกมากมาย
ทั้งที่อัลลอฮตรัสวไว้ในคัมภีร์ที่สูงเกียรติของพระองค์ว่า


وَلَا تَنَابَزُوا بِالْأَلْقَابِ

          และอย่าได้เรียกกันด้วยฉายาที่น่าเกลียดชั่วร้าย (อัลหุญุร็อต 49 : 11)
ชัยคฺ อับดุรเราะหฺมาน บิน นาศิร อัสสะอฺดีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “หมายถึง คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านอย่าได้ด่าทอพี่น้องของเขาและเรียกให้ฉายาแก่พี่น้องของเขาคนนั้นด้วยฉายาที่ตัวเขาเองก็ไม่ชอบหากถูกเรียกเช่นนั้น” (ตัยสีร อัลการิมิร เราะหฺมาน หน้าที่ 108)
โปรดใคร่ครวญเรื่องราวต่อไปนี้เถิด ท่านหญิงอาอิชะฮฺกล่าวว่า “ชาวยิวเข้ามาพบท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และพูดว่า : อัสสาม อะลัยกฺ – ขอให้เจ้าหายนะ (ชาวยิวใช้คำนี้แทนคำกล่าวสลามของชาวมุสลิม) ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ตอบกลับไปว่า วะอะลัยกฺท่านก็ด้วย
ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เล่าต่อไปว่า “ฉันต้องการพูด(เพื่อตอบโต้ยิวคนนั้น) แต่ฉันรู้ดีว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ต้องไม่ชอบแน่นอน แล้วชาวยิวอีกคนหนึ่งก็เข้ามาหาและพูด(คำเดียวกัน)ว่า อัสสาม อะลัยกฺ – ขอให้เจ้าหายนะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ตอบ(ด้วยคำคำตอบเดิม)ว่า วะอะลัยกฺท่านก็ด้วย ฉันอยากจะพูด แต่ฉันรู้ดีว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ต้องไม่ชอบแน่นอน ต่อมาชาวยิวคนที่สามก็เข้ามาและพูด(คำเดียวกัน)ว่า อัสสาม อะลัยกฺ – ขอให้เจ้าหายนะ ฉันอดทนต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ฉันจึงพูดว่า “ขอให้เจ้าจงพินาศและถูกอัลลอฮโกรธกริ้วและสาปแช่ง โอ้พี่น้องของพวกลิงและหมูตอน ทำไมพวกเจ้าไม่ให้สลามแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เหมือนกับคำสลามของอัลลอฮที่มีให้แก่ท่านเล่า?!
ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงพูดว่า แท้จริงอัลลอฮมิทรงชอบเลวทรามและคำพูดที่เลวทราม พวกเขากล่าวคำพูดหนึ่ง และเราก็ได้ตอบกลับคำพูดนั้นแล้วว่า วะอะลัยกฺท่านก็ด้วยแท้จริงชาวยิวคือกลุ่มชนจอมริษยา และพวกเขาไม่เคยริษยาต่อใครเหมือนกับการริษยาต่อพวเราในเรื่องการสลามและ(คำกล่าว)อามีน (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ 5/2349 หมายเลขที่ 6032 , มุสลิม 4/1707 หมายเลขที่ 2166 และอิบนุคุซัยมะฮฺ 1/288 หมายเลขที่ 574 และนี่คือสำนวนของอิบนุคุซัยมะฮฺ)

ในการบันทึกของอัลบุคอรีย์ระบุว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

مَهْلًا يَا عائشةُ إِنَّ اللهَ يُحِبُّ الرِّفْقَ فِي الأَمْرِ كُلِّهِ

            “เพลาๆหน่อยโอ้อาอิชะฮฺ แท้จริงอัลลอฮทรงชอบความอ่อนโยนในทุกเรื่อง” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ 5/2349 หมายเลขที่ 6032)

ดูสิ ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เตือนท่านหญิงอาอิชะฮฺ เพราะท่าทีที่แข็งกร้าวของท่านหญิงที่มีต่อชาวยิวดังกล่าว ทั้งๆที่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ คือ ศิดดีเกาะฮฺ(หญิงผู้สัจจริง) บุตรสาวของอัศศิดดี้ก(ผู้สัจจริง หมายถึงท่านอบูบักรฺ) ท่านหญิงคืออุมมุลมุอ์มินีน(มารดาของผู้ศรัทธา) ในขณะที่ผู้ที่ถูกตำหนินั้นคือชาวยิว ไม่ใช่มุสลิม อีกทั้งยังกระทำในสิ่งที่ชั่วช้าที่สุดด้วย คือการจอให้ความตายความหายะประสบกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
นอกจากนี้ ท่านหญิงอาอิชะฮฺต่อว่าชาวยิวก็เพื่อเป็นการปกป้องท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และเนื้อหาคำพูดของท่านอาอิชะฮฺก็ถูกต้อง และมีในอัลกุรอานด้วย แต่ถึงกระนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ยังเตือนท่านหญิง ไม่ใช่เพราะคำพูดของท่านหญิงไม่ถูกต้อง แต่เพราะวิธีการที่ไม่ถูกต้องของท่านหญิงอาอิชะฮฺต่างหาก ท่านนบีจึงไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ในคำพูดของท่านหญิงอาอิชะฮฺ

ท่านอิบนุหะญัร กล่าวว่า “ดูเหมือนว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ต้องการให้ลิ้นของท่านหญิงอาอิชะฮฺไม่รู้สึกคุ้นเคยกับคำพูดที่หยาบคาย หรือท่านต้องการปรามท่านหญิงอาอิชะฮฺ เนื่องด้วยท่าทีที่เลยเถิดไปในการกล่าวตำหนิ” (ฟัตหุล บารีย์ 11/43)
ชัยคฺ อิบนุอุษัยมีน กล่าวว่า “ชาวยิวสมควรถูกสาปแช่ง แต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ยังคงห้ามท่านหญิงอาอิชะฮฺสาปแช่งพวกเขา” (ฟะตาวา อัลหะรอม อันนะบะวีย์ เทปหมายเลขที่ 42 หน้า A)

พี่น้อง “นักด่าทอ” หรือ “นักตั้งฉายา” ของเราสมควรตอบคำถามต่อไปนี้ก่อนที่พวกเขาจะยัดเยียดฉายานามที่น่าเกลียดทั้งหลายแก่พี่น้องของเขา
1. พวกเขาดีกว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺหรือไม่?

  1. พี่น้องของเขาที่ถูกด่าทอนั้นชั่วช้ากว่ายิวหรือเปล่า?
  2. ความผิดของพี่น้องของเขา(แม้ว่าหากผิดจริง)หนักหนากว่าคำพูดของชาวยิวทั้งสามที่พูดกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่า อัสสาม อะลัยกฺ – ขอให้เจ้าหายนะ ไหม?
  3. ฉายานามหรือข้อกล่าวหาต่างๆที่พวกเขายัดเยียดให้กับพี่น้องของเขานั้นถูกต้องแน่นอน เหมือนกับคำพูดของท่านหญิงอาอิชะฮฺต่อชาวยิวหรือไม่?

ก่อนที่จะหยิบยกฉายาให้ใครๆนั้น พวกเขาเคยคิดไหมว่าจะเป็นอย่างไรหากเป็นพวกเขาเองที่อยู่ในสถานะของพี่น้องของพวกเขาที่ถูกตะหฺซีรหรือฮัจรฺ พวกเขาจะรู้สึกตัวและหันกลับมายังสัจธรรม หากพวกเขาถูกเรียกด้วยฉายานามที่ไร้สาระนั้นต่อหน้าคนหมู่มากอย่างนั้นหรือ? สิ่งนี้เคยผุดขึ้นมาในหัวใจของพวกเขาบ้างไหม? ดังหะดีษบทหนึ่งว่า

لاَ يُؤْمِنُ أَحَدُكُمْ حَتَّى يُحِبَّ لِأَخِيْهِ مَا يُحِبُّ لِنَفْسِهِ

ผู้ใดผู้หนึ่งในหมู่พวกท่านจะยังไม่ศรัทธา (โดยสมบูรณ์) จนกว่าเขาจะรัก(ปรารถนา)แด่พี่น้องของเขาเสมือนกับที่เขารักสำหรับตัวของเขาเอง (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ 13 และมุสลิม 45)

น่าเศร้าจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นกลับตรงกันข้าเลย เมื่อพี่น้องของพวกเขาผิดพลาด พวกเขาก็จะกลายเป็นเหยื่อแห่งการล้อเลียน แทนที่จะเสียใจที่พี่น้องของเขาถลำตกลงไปในความผิดพลาด และหากพี่น้องของพวกเขาแสดงสัญญาณบางอย่างของการหันกลับมายังสัจธรรม พวกเขาก็จะถูกสงสัยและกล่าวหาด้วยข้อหาต่างๆนานา นี่คือตัวบ่งชี้ว่าการฮัจรฺที่กระทำไปนั้นไม่ใช่เพื่ออัลลอฮ แต่เพื่อสนองตอบอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง แล้วชัยฏอนก็ตบแต่งการงานนี้จนสวยงาม จนกระทั่งผู้กระทำการฮัจรฺคิดว่าการสนองอารมณ์ใฝ่ต่ำนี้คือการภักดีต่ออัลลอฮ เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ดังคำพูดของท่านอิบนุตัยมียะฮฺที่ว่า ใครก็ตามที่ทำการฮัจรฺเพราะอารมณ์ใฝ่ต่ำของเขา หรือทำการฮัจรฺที่ไม่มิได้ถูกสั่งใช้ให้กระทำ เขาก็ได้หลุดออกจากการฮัจรฺที่ถูกต้องตามบทบัญญัติ มากมายเหลือเกินผู้คนที่กระทำสิ่งที่อารมณ์ใฝ่ต่ำของเขาต้องการ แต่พวกเขาคิดว่าพวกเขาทำสิ่งนั้นเพื่ออัลลอฮ (มัจญ์มูอฺ อัลฟะตาวา 28/203-210)

อิบนุ ชัยคฺ อัลหัซซะมียีน กล่าวว่า “ความรู้นี้(การอธิบายและหักล้างความหลงผิดของฝ่ายอื่นๆ) หุกุ่มของมันคือหะรอมสำหรับผู้ที่ต้องการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพื่อสนองตอบความต้องการที่เสียหายหรือเพื่อสนับสนุนอารมณ์ใฝ่ต่ำที่ถูกตาม และความรู้นี้นั้นหุกุ่มของมันคือมุบาหฺ(อนุญาต) อีกทั้งยังมุสตะหับ(สนับสนุน)สำหรับคนที่ต้องการปกป้องตัวเองไม่ให้ได้รับผลกระทบจากความผิดต่างๆหรือถลำตกลงไปในความผิดพลาดทั้งหลาย ความรู้นี้ไม่เป็นที่อนุญาตและไม่ได้รับการสนับสนุนสำหรับคนที่เพียงต้องการด่าทอและเยาะเย้ย จนกระทั่งทำให้การพูดถึงความผิดของคนอื่นเป็นเรื่องตลกโปกฮาและหัวเราะขบขัน ไม่ใช่เป็นสื่อเพื่อการรู้จักความผิด(จะได้ไม่กระทำมัน)และเป็นบทเรียน สุดท้ายเขาก็เปิดม่านที่ปกปิดความผิดของผู้อื่นโดยปราศจากเจตนาที่ถูกต้อง ทั้งๆที่ทุกการงานนั้นขึ้นอยู่กับเจตนา และทุกคนจะได้รับผลตอบแทนตามเจตนาของเขา” (ริหฺลาตุ อัลอิมาม หน้าที่ 16)

ผลของพฤติกรรมโง่เขลาของพวกเขานั้น ทำให้คนบางส่วนที่ถูกตักเตือนยิ่งกำเริบต่อไป เนื่องจากหมดความศรัทธาเชื่อถือต่อพวกเขาแล้ว อีกทั้งยังทำให้เกิดความเกลียดชังและการเป็นศัตรูกันอีกด้วย

มารยาทในการตักเตือน(การวิพากษ์วิจารณ์)

อัลลอฮได้อธิบายวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับปวงบ่าวที่ต้องการตักเตือนพี่น้องของพวกเขาว่า


وَقُلْ لِعِبَادِي يَقُولُوا الَّتِي هِيَ أَحْسَنُ إِنَّ الشَّيْطَانَ يَنْزَغُ بَيْنَهُمْ إِنَّ الشَّيْطَانَ كَانَ لِلْإِنْسَانِ عَدُوّاً مُبِيناً{

และจงกล่าวแก่ปวงบ่าวของข้าที่พวกเขากล่าวแต่คำพูดที่ดียิ่งว่า แท้จริงชัยฏอนนั้นมันยุแหย่ระหว่างพวกเขา แท้จริงชัยฏอนนั้นเป็นศัตรูที่เปิดเผยของมนุษย์ (อัลอิสรออ์ 17 : 53)

ชัยคฺ ศอลิห อาลุ ชัยคฺ กล่าวว่า “…ท่านควรเลือกถ้อยคำที่ดี เพียงพอหรือยัง? ยังไม่เพียงพอ ท่านจะต้องเลือกถ้อยคำหรือคำพูดที่ดีที่สุด เพราะอัลลอฮสั่งใช้เช่นนั้น” (จากบรรยายของท่าน หัวข้อ หุกูกุล อุคุววะฮฺ)

ทำไมหรือ? เพราะชัยฏอนมีความพยายามอย่างมากในการสร้างความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมโดยทั่วไป และในหมู่อะฮฺลุตเตาะฮีดโดยเฉพาะ
ท่านอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า “ทั้งหมดนี้(การอธิบายความผิดและอันตรายผู้กระทำความชั่วและอะฮฺลุลบิดอะฮฺ)จะต้องกระทำในลักษณะของการตักเตือนและด้วยเจตนาที่หวังในพระพักตร์ของอัลลอฮ ไม่ใช่เพราะสนองอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองต่อคนอื่น เช่น มีความเกลียดชังเกิดขึ้นระหว่างเขาสองคนเนื่องด้วยเรื่องดุนดยา หรือเพราะความอิจฉาริษา หรือเกลียดชังกัน หรือเพราะแย้งชิงความเป็นผู้นำ แล้วเขาก็เอ่ยความผิดต่างๆของอีกฝ่ายโดยแสดงออกเหมือนว่ากำลังทำการตักเตือน ทั้งที่จุดประสงค์ภายในนั้นคือเพื่อนสนองอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง นี่ถือเป็นการกระทำของชัยฏอนและการงานนั้นขึ้นอยู่กับเจตนา และสำหรับทุกคนนั้นคือสิ่งที่เขาได้เจตนาไว้ แต่ทว่าเขาจะต้องมีเป้าหมายในการตักเตือนนั้นคือหวังให้อัลลอฮทรงนำทางแก่คนๆนั้น และเพื่อว่าอัลลอฮทรงทำให้ชาวมุสลิมห่างไกลจากความชั่วนั้น ทั้งในนเรื่องดุนยาของพวกเขา และเรื่องอาคิเราะฮฺ” (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 28/221)
ต่อไปนี้คือฟัตวาของชัยคฺ อิบนุบาซ และชัยคฺ อิบนุอุษัยมีน เกี่ยวกับมารยาทในการวิพากษ์วิจารณ์และตักเตือนกัน

625554283035
ฟัตวาของชัยคฺ อิบนุบาซ เราะหิมะฮุลลอฮ

วิธีการวิพากษ์วิจารณ์และตักตักเตือนกันในหมู่นักดาอีย์ ดู มัจญ์มูอฺ ฟัตาวา วะ มะกอลาต มุตะเนาวิอะฮฺ 7/316-321 ฟัตวานี้ยังถูกเผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์อัลญะซีเราะฮฺ อัรริยาฎ และอัชชัรกฺ อัลเอาสาฏ ในวันเสาร์ ที่ 22/6/1412 ฮิจริยะฮฺ และนักดาอีย์ในที่นี้หมายถึงนักดาอีย์อะฮฺลุสสุนนะฮฺ ดังที่มีกล่าวไว้ในฟัตวา

ท่านกล่าวว่า “มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก การสถาพรและความศานติ ขอจงมีแด่ท่านนบีมุหัมมัดของเรา นบีผู้ได้รับความไว้วางใจ และแด่วงศ์วานของท่าน , เศาะหาบะฮฺของท่าน และผู้ปฏิบัติตามแนวทางของท่าน ตราบจนถึงวันแห่งการตอบแทน

อนึ่ง แท้จริงอัลลอฮ อัซซะซะญัล สั่งใช้ให้ยุติธรรมและทำดี และห้ามปรามการอธรรม การข่มเหงรังแก และการเป็นศัตรูกัน อัลลอฮได้ส่งนบีของพระองค์ มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เช่นเดียวกับที่ได้ส่งบรรดาเราะสูลทั้งหมดเพื่อทำหน้าที่เรียกร้องไปสู่การให้เอกภาพแด่อัลลอฮ(เตาฮีด)และการมีความบริสุทธิ์ใจ(อิคลาศ)ในการอิบาดะฮฺเพื่อพระองค์แต่เพียงผู้เดียว และพระองค์ยังสั่งใช้ให้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมและสั่งห้ามจากสิ่งที่ตรงข้ามกันนั้น ทั้งการอิบาดะฮฺต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ , การแตกแยก และการอธรรมต่อสิทธิทั้งหลายของบ่าวทุกคน

แท้จริงข่าวคราวได้แพร่กระจายแล้วในปัจจุบันว่า ผู้ที่ได้ชื่อว่ามีความรู้ศาสนาและทำงานเชิญชวนไปสู่ความดีบางส่วน ได้ถลำตกลงไปในการประณาด่าทอพี่น้องของเขาซึ่งเป็นนักดาอีย์ที่มีชื่อเสียง กล่าวถึงสิ่งน่ารังเกียจของผู้แสวงหาความรู้ , นักดาอีย์ และผู้บรรยายธรรม พวกเขากระทำสิ่งนี้อย่างลับๆในสถานชุมนุมของตนเอง และบางครั้งก็บันทึกมันไว้ในเทปที่ถูกแพร่ไปยังสังคม และบางครั้งพวกเขาก็กระทำสิ่งนี้อย่างเปิดเผยในการบรรยายสาธารณะตามมัสญิดต่างๆ การกระทำเช่นนี้ละเมิดคำสั่งใช้ของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา และของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในหลายๆด้าน ได้แก่ :

          หนึ่ง : แท้จริงการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดต่อสิทธิของพี่น้องชาวมุสลิม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผู้แสวงหาความรู้และนักดาอีย์ที่ได้ทุ่มเทอุตสาหะในการมอบแสงสว่าง คำแนะนำ และการปรับปรุงหลักศรัทธา(อะกีดะฮฺ)และแนวทางชีวิต(มันฮัจญ์)แก่มวลมนุษย์ และพวกเขาได้เหนื่อยยากลำบากในการจัดการเรียนการสอน การบรรยาย และการประพันธ์ตำรับตำราต่างๆที่เป็นประโยชน์

          สอง : แท้จริงเรื่องดังกล่าวได้ถอดถอนความสามัคคีของชาวมุสลิมและได้ทำลายความเป็นหนึ่งเดียวกันของพวกเขา ทั้งที่พวกเขาคือกลุ่มชนที่ต้องการความเป็นเอกภาพ และจะต้องหลีกห่างจากความขัดแย้ง การแตกแยกมากที่สุด ตลอดจนการเผยแพร่คำพูดและข่าวลือระหว่างพวกเขาเองมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาดาอีย์ที่ถูกประณามนั้น ล้วนเป็นอะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ที่บทบาทอันเป็นที่ยอมรับในการต่อต้านอุตริกรรม(บิดอะฮฺ)และสิ่งงมงาย(คุรอฟาต) , ยืนหยัดเบื้องหน้าบรรดาผู้เรียกร้องของมัน , เปิดโปงแผนการและเกมของพวกเขา เราไม่เห็นความดีงามใดๆในการกระทำเช่นนี้ นอกจากสำหรับศัตรูที่รอคอยสิ่งดังกล่าว จากหมู่ผู้ปฏิเสธศรัทธา(กาฟิร)และผู้กลักกลอกหลอกลวง(มุนาฟิก) หรือจากบรรดาชาวอุตริกรรมและหลงผิด(อะฮฺลุลบิดอะฮฺ วัฏ-เฏาะลาล)

          สาม : แท้จริงการกระทำนี้ถือเป็นการสนับสนุนและช่วยเหลือบรรดาผู้คิดชั่วจากหมู่ผู้นิยมลัทธิโลกนิยม(เซคิวล่าร์) , พวกคลั่งไคล้ตะวันตก และคนอื่นๆจากผู้ปฏิเสธศาสนาที่มีชื่อเสียงในการด่าทอนักดาอีย์ , ใส่ร้ายพวกเขา และผลักดันการต่อต้านบรรดาอุละมาอ์ ทั้งงานเขียนและบันทึกการบรรยายของพวกเขา ไม่ถือเป็นสิทธิแห่งความเป็นพี่น้องในอิสลาม ในการที่ผู้ร้อนวิชาเหล่านี้จะช่วยเหลือเหล่าศัตรูในการเผชิญหน้ากับผู้แสวงหาความรู้ นักดาอีย์ และคนอื่นๆ

          สี่ : แท้จริง สิ่งดังกล่าวได้ทำลายหัวใจของประชาชนโดยทั่วไปและเจาะจง , (เป็นการ)แพร่กระจายและสร้างการโกหกหลอกลวงและปัญหายิบย่อยต่างๆขึ้นมา , เป็นสาเหตุให้มีการนินทา(ฆีบะฮฺ)และการยุแหย่ว่าร้าย(นะมีมะฮฺ) , เปิดประตูแห่งความชั่วร้ายอย่างกว้างขวางสำหรับหัวใจที่อ่อนแอที่มักจะเผยแพร่สิ่งคลุมเครือ(ชุบฮาต)และความวุ่นวาย(ฟิตนะฮฺ) และพยายามใส่ร้ายผู้ศรัทธาในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้กระทำ

ห้า : แท้จริง คำพูดส่วนมากที่ถูกเอ่ยกล่าวนั้น ไม่มีที่มาที่ไป แท้จริง มันเป็นเพียงข้อกล่าวหาที่ชัยฏอนประดับประดาไว้สำหรับผู้เอ่ยกล่าวมันเท่านั้น และอัลลอฮ สุบหานะฮฺ วะตะอาลา ตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اجْتَنِبُوا كَثِيرًا مِّنَ الظَّنِّ إِنَّ بَعْضَ الظَّنِّ إِثْمٌ  وَلَا تَجَسَّسُوا وَلَا يَغْتَب بَّعْضُكُم بَعْضًا

          โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย! พวกเจ้าจงปลีกตัวให้พ้นจากส่วนใหญ่ของการสงสัย แท้จริงการสงสัยบางอย่างนั้นเป็นบาป และพวกเจ้าอย่าสอดแนม และบางคนในหมู่พวกเจ้าอย่านินทาซึ่งกันและกัน (สูเราะฮฺอัล-หุญุร็อต 49 : 12)

ผู้ศรัทธาจะต้องทำความเข้าใจคำพูดของมุสลิมด้วยกันไปในทางที่ดีและนำไปใช้ในทางที่ดีด้วย และชาวสะลัฟบางคนกล่าวว่า[2]‘ท่านจงอย่าคิดร้ายต่อคำพูดที่ออกมาจากพี่น้องของท่าน ในขณะที่ท่านเองก็สามารถเข้าใจคำพูดนั้นและนำมันไปใช้ในทางที่ดีได้’

          หก : ส่วนเรื่องการวินิจฉัย(อิจญ์ติฮาต)ของบรรดาอุละมาอ์และผู้ศึกษาหาความรู้(ในเรื่องที่อนุญาตให้มีการวินิจฉัย)นั้น แท้จริง (ในกรณีที่วินิจฉัยผิดพลาด) ผู้วินิจฉัยจะไม่ถูกถือว่าทำบาป และจะไม่ถูกตำหนิ หากเขาเป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะทำการวินิจฉัยได้ เมื่อมีใครคนอื่นมีความเห็นต่างในเรื่องดังกล่าว เขาก็ควรทำการโต้แย้งด้วยวิธีการที่ดียิ่ง โดยมีเจตนาเพื่อเข้าถึงสัจธรรมด้วยเส้นทางที่ใกล้ที่สุด(แสวงหาทัศนะที่มีน้ำหนักมากที่สุด) และเพื่อป้องกันการกระซิบกระซาบของชัยฏอนที่ต้องการล่อลวงมุสลิมไปสู่การแตกแยก

หากสิ่งดังกล่าวไม่มีทางเป็นได้ และคนๆหนึ่งเห็นว่า เขาจำเป็นต้องตอบโต้การวินิจฮัยของอุละมาอ์ที่เขาไม่เห็นด้วย ก็จงกระทำมันด้วยคำพูดที่ดีที่สุด และท่าทางที่สุภาพอ่อนโยนที่สุด โดยปราศจากการโจมตี หรือการด่าทอ หรือการทำลายความน่าเชื่อถือ ที่บางครั้งอาจนำไปสู่การปฏิเสธสัจธรรมหรือการผินหลังให้ได้ และปราศจากการกล่าวเจาะจงตัวบุคคล หรือการกล่าวร้ายต่อเจตนาของผู้อื่น หรือเพิ่มเติมคำพูดที่ไร้ประโยชน์ และท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยกล่าวเกี่ยวกับปัญหาเช่นนี้เอาไว้

مَا بَالُ أَقْوَامٍ قَالُوْا كَذَا وَكَذَا

          ทำไมชนกลุ่มหนึ่งถึงได้กลาวเช่นนั้นและเช่นนี้

ดังนั้น คำตักเตือน(นะศีหะฮฺ)ของข้าพเจ้าต่อพี่น้องที่ถลำตกลงไปในการ(ละเมิด)เกียรติของนักดาอีย์และได้ทำการด่าทอพวกเขา ก็คือ พวกเขาจงกลับเนื้อกลับตัว(เตาบะฮฺ)ไปสู่อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา จากสิ่งที่มือของพวกเขาได้เขียน หรือที่ลิ้นของพวกเขาได้กล่าวไป อันเป็นสาเหตุในการทำลายหัวใจเยาวชนและปลูกฝังพวกเขาด้วยความเกลียดชังและการเป็นศัตรู และหันเหพวกเขาออกจากการศึกษาความรู้ที่มีประโยชน์และการดะอฺวะฮฺไปสู่อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา , และให้พี่น้องเหล่านั้นกลับเนื้อกลับตัวจากการดะอฺวะฮฺไปสู่อัลลอฮฺด้วยคำพูดประเภท ‘คนนั้นพูดอย่างนั้น คนนี้พูดอย่างนี้’ (กีละ วะ กอล) และการกล่าวว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ และเสาะหาสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นความผิดของผู้อื่นและเปิดเผยมัน เช่นเดียวกัน

ข้าพเจ้าขอตักเตือนให้พี่น้องเหล่านั้นไถ่โทษความผิดของตน ด้วยการเขียนหรือด้วยวิธีการอื่น ๆ ที่จะบอกให้สังคมรับรู้ว่าตนได้กลับเนื้อกลับตัวจากการกระทำดังกล่าวแล้ว และนอกจากนี้ พวกเขายังต้องเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนี้แก่ผู้คนที่เคยฟังพวกเขาหรือรับข้อมูลจากพวกเขา

และให้พวกเขาหันมาทำงานดะอฺวะฮฺในลักษณะที่ก่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้พวกเขาได้ใล้ชิดอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา และเกิดประโยชน์ต่อปวงบ่าวอย่างแท้จริง พวกเขาจงระมัดระวังการรีบร้อนตัดสินผู้อื่นว่าเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา(ตักฟีร) หรือเป็นคนชั่ว(ตัฟสีก) หรือการตัดสินผู้อื่นว่าเป็นชาวอุตริกรรม(ตับดีอฺ) โดยไม่มีหลักฐานและข้อพิสูจน์อันชัดแจ้ง และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

مَنْ قَالَ لِأَخِيْهِ: يَا كَافِرُ فَقَدْ بَاءَ بِهَا أَحَدُهُمَا

          “ผู้ใดกล่าวแก่พี่น้องของเข้าว่า : โอ้ผู้ปฏิเสธศรัทธา แท้จริงมันจะกลับไปยังคนหนึ่งจากทั้งสอง” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ 5/2263 หมายเลขที่ 6762 , 5/2264 หมายเลขที่ 5753 และมุสลิม 1/79 หมายเลขที่ 60)

และสิ่งที่เป็นข้อกำหนดสำหรับผู้เชิญชวนไปสู่สัจธรรมและผู้ศึกษาหาความรู้(เมื่อพวกเขาไม่เข้าใจถ้อยคำของเหล่าอุละมาอ์หรือคนอื่น ๆ)นั้น คือ เขาจะต้องนำมันกลับไปยังบรรดาอุละมาอ์ที่ได้รับการยอมรับ สอบถามพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพื่อที่พวกเขาจะได้อธิบายมันอย่างละเอียด และขจัดความสงสัยและคลางแคลงใจออกจากหัวใจของพวกเขา เพื่อปฏิบัติตามพระดำรัสของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ในสูเราะฮฺอัน-นิสาอ์

وَإِذَا جَاءَهُمْ أَمْرٌ مِّنَ الْأَمْنِ أَوِ الْخَوْفِ أَذَاعُوا بِهِ ۖ وَلَوْ رَدُّوهُ إِلَى الرَّسُولِ وَإِلَىٰ أُولِي الْأَمْرِ مِنْهُمْ لَعَلِمَهُ الَّذِينَ يَسْتَنبِطُونَهُ مِنْهُمْ ۗ وَلَوْلَا فَضْلُ اللَّهِ عَلَيْكُمْ وَرَحْمَتُهُ لَاتَّبَعْتُمُ الشَّيْطَانَ إِلَّا قَلِيلًا  

          และเมื่อมีเรื่องหนึ่งเรื่องใดมายังพวกเขาจะเป็นความปลอดภัยก็ดีหรือความกลัวก็ดี พวกเขาก็จะแพร่มันออกไปและหากว่าพวกเขาให้มันกลับไปยังเราะสูลและยังผู้ปกครองการงานในหมู่พวกเขาแล้ว แน่นอนบรรดาผู้ที่วินิจฉัยมันในหมู่พวกเขาก็ย่อมรู้มันได้ และหากมิใช่ความเมตตาของอัลลอฮที่มีต่อพวกเจ้าแล้ว แน่นอน พวกเจ้าก็คงปฏิบัติตามชัยตอนไปแล้ว นอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (สูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ 4 : 83)

พระองค์อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา เท่านั้นคือที่อ้อนวอน ให้ทรงปรับปรุงสภาพของชาวมุสลิมทุกคน , ผสานหัวใจและการกระทำของพวกเขาให้เป็นหนึ่งเดียวกันบนความยำเกรง(ตักวา) , ประทานเตาฟีกแก่บรรดาอุละมาอ์ และนักดาอีย์ เพื่อทุกสิ่งที่พระองค์พอพระทัย และที่เป็นประโยชน์แก่ปวงบ่าวของพระองค์ , รวมคำกล่าวของพวกเขาบนทางนำ , คุ้มครองพวกเขาจากทุกสาเหตุแห่งความแตกแยกและความขัดแย้ง , ช่วยเหลือสัจธรรมด้วยกับพวกเขา และทำลายสิ่งมดเท็จด้วยพวกเขา

แท้จริง พระองค์ทรงสามารถเหนือสิ่งนั้น และทรงอำนาจเหนือมัน ขอการสถาพรและความศานติจากอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา จงมีแด่ท่านนบีมุหัมมัดของเรา แด่ครอบครัว และบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่าน ตลอดจนผู้ที่ปฏิบัติตามพวกท่านจนถึงวันแห่งการตอบแทน

          คำถาม : สืบเนื่องจากที่ท่านได้ออกแถลงการณ์ไปเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกันในระหว่างดาอีย์นั้น ผู้คนได้ตีความกันไปต่างๆนานาว่า ท่านมีนัยยะอะไรหรือไม่ จึงอยากทราบจุดประสงค์ที่แท้จริงของท่านในการออกแถลงการณ์ดังกล่าวครับ

          คำตอบ : การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ขอพรอันประเสริฐและความสันติจงมีแด่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ตลอดจนบรรดาผู้ปฏิบัติตามแนวทางของท่าน

ในการออกแถลงการณ์ดังกล่าวนั้น ข้าพเจ้ามีเจตนาที่จะให้คำตักเตือนแก่พี่น้องของข้าพเจ้า ทั้งที่เป็นผู้รู้(อุละมาอ์) และนักทำงานศาสนา(ดาอีย์)ทั้งหลาย ว่าการวิจารณ์ของพวกเขาที่มีต่อพี่น้องของพวกเขานั้น ไม่ว่าจะออกมาในรูปของบทความ , การสัมมนา หรือการบรรยายก็ตาม จะต้องเป็นการวิจารณ์ที่สร้างสรรค์ ห่างไกลจากความต้องการที่จะลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม และจะต้องไม่เอ่ยชื่อตัวบุคคล เพราะการกระทำเช่นนั้นอาจนำไปสู่ความโกรธเคืองและการเป็นศัตรูกันได้

อันที่จริงแล้ว แนวทางและการปฏิบัติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น เมื่อท่านทราบถึงพฤติกรรมบางอย่างของเศาะหาบะฮฺบางท่านที่ไม่สอดคล้องกับชะรีอะฮฺ (และเล็งเห็นว่าอาจเป็นอันตรายต่อสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง) ท่านจะเตือนสังคมด้วยสำนวนที่ว่า

«مَا بَالُ أَقْوَامٍ قَالُوْا كَذَا وَكَذَا»

          ทำไมชนกลุ่มหนึ่งถึงได้กลาวเช่นนั้นและเช่นนี้

แล้วท่านก็จะชี้แจงถึงรายละเอียดของชะรีอะฮฺเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ว่าการกระทำที่ถูกต้องนั้นต้องเป็นอย่างไร

ส่วนหนึ่งจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม คือ ท่านได้ทราบว่ามีเศาะหาบะฮฺของท่านบางคนตั้งใจว่าจะมุ่งมั่นทำอิบาดะฮฺแต่เพียงอย่างเดียว (โดยไม่สนใจชีวิตทางโลกเลย) โดยมีคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาว่า “ฉันจะละหมาดตลอดทั้งคืนโดยไม่นอนเลย” อีกคนกล่าวว่า “ส่วนฉันก็จะถือศีลอดทุกวันโดยไม่งดเว้นเลย” และอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “และฉันก็จะไม่แต่งงานกับผู้หญิงเลย (เพื่ออุทิศตนให้แก่การอิบาดะฮฺ)” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงได้ปราศรัยกับประชาชน (เพื่อเตือนให้พวกเขาระมัดระวังจากพฤติกรรมเช่นนี้) ท่านสรรเสริญอัลลอฮฺและสดุดีพระองค์ จากนั้นจึงกล่าวว่า

ما بال أقوام قالوا كذا وكذا لكني أصلي وأنام وأصوم وأفطر وأتزوج النساء فمن رغب عن سنتي فليس مني

          เหตุใดจึงมีคนกลุ่มหนึ่งกล่าวเช่นนั้นเช่นนี้ แต่ทว่าฉันนั้นละหมาดและฉันก็นอน ฉันถือศีลอด(ที่ไม่ใช่วาญิบ) และบางครั้งฉันก็ไม่ถือ และฉันก็แต่งงานกับผู้หญิง ดังนั้น ใครที่ไม่เลื่อมใสในแนวทางของฉัน เขาก็ไม่ใช่พวกของฉัน

ฉะนั้นแล้ว จุดประสงค์ของข้าพเจ้าในการออกแถลงการณ์ดังกล่าว ก็เป็นไปตามสิ่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้ในหะดีษนี้ นั่นคือ การเตือนสังคม(ถึงพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อพวกเขา)จะต้องใช้สำนวนการเตือนเช่นที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้ใช้ เช่น “มีบางคนพูดว่า…”, “มีบางคนบอกว่า…”, “แต่สิ่งที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของชะรีอะฮฺคือ…”, “หน้าที่ของเราคือ…” เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นก็จะไม่เป็นไปในลักษณะที่ทำลายความน่าเชื่อถือของใครเป็นการเฉพาะ แต่จะเป็นไปในลักษณะการอธิบายว่าสิ่งที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของชะรีอะฮฺนั้นเป็นเช่นไร ทั้งนี้ เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความรักความเมตตาในระหว่างพี่น้องมุสลิม , นักทำงานศาสนา และอุละมาอ์ให้คงอยู่ต่อไป

และในการออกแถลงการณ์ดังกล่าว ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการจะสื่อถึงบุคคลหรือกลุ่มคนใดเป็นการเฉพาะ หากแต่ต้องการเตือนเหล่าดาอีย์และบรรดาอุละมาอ์โดยทั่วไป ทั้งในประเทศ(ซาอุดิอาระเบีย)และต่างประเทศ ดังนั้น คำตักเตือนที่ข้าพเจ้าขอมอบแก่มุสลิมทุกคนก็คือ การตักเตือนและการวิพากษ์วิจารณ์กันและกันนั้น จะต้องเป็นไปในลักษณะกว้างๆ ไม่ใช่เจาะจงตัวบุคคล เนื่องจากจุดประสงค์ของการตักเตือนนั้น คือเพื่อเตือนให้สังคมได้ระมัดระวังจากสิ่งที่ผิดหรือคลาดเคลื่อน และเพื่ออธิบายว่าสัจธรรมและความถูกต้องในเรื่องนั้นๆเป็นเช่นไร โดยไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องไปทำลายชื่อเสียงหรือความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลที่ทำความผิดนั้น ขออัลลอฮฺทรงประทานเตาฟีกให้แก่เราทุกคน”
ชัยคฺ อิบนุบาซ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “สิ่งที่ต้องเป็นเป้าหมายคือ การอธิบายสัจธรรมและความเท็จ โดยไม่จำเป็นต้องระบุชื่อของผู้ที่นำมา เว้นแต่กรณีจำเป็นที่ต้องระบุชื่อของเขาจริงๆเท่านั้น” (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา วะ มะกอลาต อิบนุบาซ 8/242)
ชัยคฺ อิบนุอุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “หากพบว่าในหมู่พวกท่านมีคนที่ลิ้นของเขาหมกมุ่นอยู่กับการพูดถึง(ความผิดของ)บรรดาอุละมาอ์ ก็จงแนะนำและตักเตือนเขา จงพูดกับเขาว่า ‘จงยำเกรงอัลลอฮเถิด ท่านไม่ได้ถูกสั่งใช้ให้ทำการอิบาดะฮฺด้วยวิธีการเช่นนี้ มันมีประโยชน์อะไรหรือคำพูดของท่านที่ว่า ‘คนนั้นมีความผิดนั่นความผิดนี่?’ แต่ท่านควรถูกว่า ‘คำพูดนี้ผิดตรงนั้นและตรงนี้’ โดยไม่เอ่ยชื่อผู้กระทำผิด’
แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องที่ดีกว่า หากเราเอ่ยชื่อของผู้กระทำตามหลังความผิดต่างๆของเขา เพื่อให้สังคมไม่ถูกเขาหลอกลวง แต่ไม่ใช่ทำอย่างนั้นเสมอๆในทุกการบรรยาย…การเอ่ยชื่อนั้นหุกุ่มของมันคือ อนุญาตเมื่อมีความจำเป็นจริง(เฎาะรูเราะฮฺ) แต่หากไม่แล้ว สิ่งสำคัญคือการหักล้างทัศนะที่ผิด(ไม่ใช่การเอ่ยชื่อผู้กระทำผิด)” (ชัรหฺ อัลอัรบะอีน อันนะวะวิยยะฮฺ หน้าที่ 317 คำอธิบายหะดีษหมายเลขที่ 28)

เรื่องนี้ไม่เหมือนกับที่บางคนกระทำ พวกเขาทำให้การเอ่ยชื่อบุคคลต่างๆซึ่งเป็นพี่น้องของเขาในสถานชุมนุมทั่วไป แล้ววิพากษ์วิจารณ์ความผิดเป็นหลักการพื้นฐาน(อุศูล)ในการดะอฺวะฮฺ แต่เมื่อถึงสถานการณ์ที่จำเป็น พวกเขากลับไม่เอ่ยชื่อพี่น้องของเขาที่กระทำความผิด
แม้ว่าถึงคราวจำเป็นต้องเอ่ยชื่อ(เช่น เพราะความผิดนั้นได้แพร่หลายและถึงระดับที่การตะหฺซีรด้วยการเอ่ยชื่อนั้นมีประโยชน์) แต่หากรู้ว่าผู้กระทำความผิด(ที่ถลำตกลงไปในบิดอะฮฺ)นั้นเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นคนที่แสวงหาความจริงและเขาได้เพียรพยายาม(อิจติฮาด)ที่จะบรรลุสัจธรรม แต่เขากลับผิดพลาด ก็จะต้องวิพากษ์วิจารณ์และเอ่ยชื่อของเขา แต่การวิพากษ์วิจารณ์ไม่อนุญาตให้กระทำด้วยรูปแบบของการด่าทอและทำลายเกียรติของเขา
ชัยคฺ อิบนุอุษัยมีน ได้กล่าวถึงสาเหตุบางประการที่ทำให้ไม่จำเป็นต้องระบุตัวตนในการหักล้างความเห็นหรือทัศนะที่ผิด ได้แก่binothaimeen-250x252

  1. ชัยคฺ อิบนุอุษัยมีน กล่าวว่า “การพูดถึงตัวบุคคลเฉพาะ บางครั้งก็ทำให้เกิดการตะฮัซซุบ(การคลั่งไคล้ในพรรคพวกหรือกลุ่ม)และตะอัศศุบ(การคลั่งไคล้ในตัวบุคคล) และสิ่งจำเป็นที่ต้องกระทำคือ เราจะต้องเชื่อมโยงปัญหากับลักษณะ ไม่ใช่เชื่อโยงปัญหากับตัวบุคคล เราพูดว่า “ใครก็ตามที่ทำอย่างนั้น เขาก็สมควรถูกหุกุ่มอย่างนี้” ไม่ว่าการกระทำนั้นจะดีหรือชั่ว แต่หากเราต้องการให้การประเมินต่อคนๆหนึ่ง เราก็จำเป็นต้องพูดถึงความดีงามต่างๆของเขาตามหลังความผิดต่างๆของเขาด้วย เพราะนี่คือการชั่งตวงที่ยุติธรรม แตกต่างกันกับตอนที่เราต้องการตะหฺซีรจากความผิดของคนๆหนึ่ง เราก็แค่เพียงพูดถึงความผิดของเขาเท่านั้น เพราะสภาพการณ์ดังกล่าวนั้นคือสภาพของการตะหฺซีร ในสภาพการตะหฺซีรนั้น ไม่ถือเป็นความชาญฉลาดเลยที่จะกล่าวถึงความดี เพราะหากพูดถึงความดีแล้ว ผู้ฟังจะรู้สึกเป็นกังวล…ใครก็ตามที่ต้องการตะหฺซีรความผิดใดความผิดหนึ่ง เขาก็จงพูดถึงความผิดนั้น หากเป็นไปได้ก็ไม่ต้องเอ่ยชื่อผู้กระทำความผิด นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเป้าหมายของตะหฺซีรคือการให้คำชี้แนะแก่ประชาชน” (จากเทป ลิกาอ์ อัลบาบ อัลมัฟตูหฺ หมายเลขที่ 67 หน้า A)
    2. ชัยคฺ อิบนุอุษัยมีน กล่าวว่า “เป็นปกติของฉันที่จะไม่เอ่ยชื่อของใครคนใด…เพราะการเชื่อมโยงปัญหากับลักษณะดีกว่าการเชื่อมโยงมันกับตัวบุคคล หากท่านเชื่อมโยงความผิดหนึ่งกับตัวบุคคล เป็นไปได้ว่า(วันหนึ่ง)คนๆหนึ่งจะเตาบะฮฺและกลับมาหาอัลลอฮ ในขณะที่คำพูดของท่านเกี่ยวกับเขานั้นยังคงอยู่ต่อไปจนถึงวันกิยามะฮฺ” (จากเทป ลิกาอ์ อัลบาบ อัลมัฟตูหฺ หมายเลขที่ 98 หน้า A)
    3. ชัยคฺยังกล่าวอีกว่า “…แต่หากท่านพูดถึงลักษณะ ลักษณะดังกล่าวนั้นก็มีอยู่กับบุคคลอื่นๆที่มีความเกี่ยวข้องด้วย(คือที่มีความผิดคล้ายๆกัน) เมื่ออัลลอฮทรงกำหนดให้เขาได้รับทางนำ เขาก็จะปลอดภัยจากการถูกเอ่ยชื่อ” (จากเทป ลิกาอ์ อัลบาบ อัลมัฟตูหฺ หมายเลขที่ 98 หน้า B)

    ท่านอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า “จำเป็นต้องทำการตะหฺซีรจากบิดอะฮฺต่างๆดังกล่าว แม้นว่าจะด้วยการเอ่ยชื่อของพวกเขา(ผู้กระทำบิดอะฮฺ) ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รับบิดอะฮฺดังกล่าวจากมุนาฟิก แต่พวกเขากล่าวบิดอะฮฺต่างๆเหล่านั้นเนื่องด้วยคิดว่าบิดอะฮฺเหล่านั้นคือสัจธรรม ทางนำ และศาสนา(ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น) จำเป็นต้องอธิบายสภาพของบิดอะฮฺดังกล่าว ดังนั้นจำเป็นต้องชี้แจงสภาพของคนที่ผิดพลาดในเรื่องหะดีษและการรายงาน คนที่ผิดพลาดในการคิดและฟัตวา คนที่ผิดพลาดในการสมถะและอิบาดะฮฺ แม้ว่าคนที่ผิดพลาดภายหลังจากการอิจติฮาดจะได้รับการอภัยโทษในความผิดของเขา และเขาก็ได้รับผลบุญจากการอิจติฮาด แต่การอธิบายคำพูดและการงาน(ที่ถูกต้อง)ที่สอดคล้องกับคัมภีร์และอัสสุนนะฮฺนั้นคือวาญิบ แม้ว่าจะสวนทางกับความคิดเห็นและการปฏิบัติของมุจตะฮิดที่ผิดพลาดคนนั้น
    1. ใครก็ตามที่เป็นที่รับรู้ถึงความพยายาม(การอิจติฮาด)ของเขาที่ยังอยู่ในขอบเขตที่ได้รับอนุมัติ ก็ไม่อนุญาตให้กล่าวถึงเขาด้วยดูแคลนและพูดว่าเขากระทำบาป เพราะแท้จริงอัลลอฮทรงอภัยโทษแก่ความผิดของเขา อีกทั้งยังจำเป็นต้องวะลาอ์(เป็นมิตร)และรักใคร่เขา เนื่องด้วยความศรัทธาและตักวาที่มีอยู่ในตัวเขา  และจำเป็นต้องดำเนินการสิ่งที่อัลลอฮทรงบัญญัติให้ปฏิบัติในเรื่องสิทธิต่างๆของเขาด้วย ทั้งการยกย่องเขา ดุอาอ์ให้แก่เขา และอื่นๆ
    2. หากรู้ถึงความกลับกลอก(นิกาฟ)ในตัวเขา เช่นที่ได้รู้ถึงลักษณะแห่งความกลับกลอกของกลุ่มคนในสมัยของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เช่น อับดุลลอฮ บิน อุบัย และซุวัยฮฺ และเช่นเดียวกับที่ชาวมุสลิมรู้ถึงความปลิ้นปล้อนของพวกรอฟิเฎาะฮฺ (เช่น อับดุลลอฮ บิน สะบะอ์ และคนที่เหมือนเขา อย่างอับดุลกุดดูส บิน อัลหัจญาจญ์ และมุหัมมัด บิน สะอีด อัลมัศลูบ) เช่นนี้นั้นความกลับกลอกของพวกเขาจะต้องถูกอธิบาย
    3. และหากเขาแสดงการบิดอะฮฺของเขา และไม่รู้ว่าเขาเป็นมุนาฟิกหรือมุอ์มินที่ผิดพลาด ก็ต้องชี้แจง(เฉพาะ)สิ่งที่รู้มาจากตัวเขา(โดยไม่มีการยกย่องและการตำหนิ) ไม่อนุญาตให้คนๆหนึ่งติดตามสิ่งที่เขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้น ไม่อนุญาตสำหรับเขาที่จะพูดคุยในเรื่องเช่นนี้ เว้นแต่ด้วยเจตนาที่แสวงหาพระพักต์ของอัลลอฮ เพื่อเชิดชูพระดำรัสของอัลลอฮ และเพื่อให้ศาสนาทั้งหมดเป็นของอัลลอฮเท่านั้น ใครก็ตามที่พูดเรื่องนี้โดยไร้ความรู้หรือพูดด้วยสิ่งหนึ่งที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เขาก็ได้ทำความผิดบาปแล้ว” (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 28/233-234)
    ท่านอิบนุลก็อยยิม กล่าวว่า “ข้อแตกต่างระหว่างการตักเตือน(นะศีหะฮฺ)และการนินทา(ฆีบะฮฺ) คือ เป้าหมายของการตักเตือนคือเพื่อเตือนมุสลิมจาก(อันตรายของ)มุบตะดิอฺ….ดังนั้นท่านก็อธิบายสภาพของมุบตะดิอฺคนนั้น(แก่เขา) หากเขาขอความเห็นของท่านเพราะต้องการคบหากับมุบตะดิอฺคนนั้น หรือเพื่อปฏิสัมพันธ์กับเขา หรือเพื่อสานสัมพันธ์ เช่นที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวกับฟาฏิมะฮฺ บินติ ก็อยสฺ…
    หากการนินทาถูกถ่ายทอดไปในรูปแบบของการตักเตือนเพื่ออัลลอฮ เราะสูลของพระองค์ และปวงบ่าวชาวมุสลิม การนินทานั้นก็จะกลายเป็นกุรบะฮฺ(การอิบาดะฮฺ , การเข้าใกล้ชิด)ต่ออัลลอฮซึ่งเป็นความดีอย่างหนึ่ง และหากการนินทาถูกนำเสนอไปในรูปแบบของการตำหนิต่อพี่น้องของท่าน และเพื่อฉีกศักดิ์ศรีของเขา และสนุกสนานกับการกัดกินเนื้อ ตลอดจนเพื่อลดเกียรติของเขา โดยหวังขจัดฐานะของเขาในดวงใจของผู้คน นี่ถือเป็นโรคร้ายและคือไฟที่เผาไหม้ความดีงาม เฉกเช่นไฟที่เผาไหม้ไม้ฟืน” (รูหฺ หน้าที่ 240)
    ชัยคฺ อิบนุอุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “ฉันหวังจากพี่น้องของฉัน บรรดาเคาะฏีบและอิมาม ให้ใส่ใจกับเรื่องนี้ ฉันหวังให้พวกเขามุ่งมั่นรวมถ้อยคำและหัวใจให้เป็นหนึ่งเดียว หลีกห่างจากความแตกแยกที่เกิดขึ้นเนื่องจากเรื่องที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆที่ถือเป็นเสาหลักของศาสนา เพราะศาสนาอิสลามมาเพื่อรวมประชาชาติให้เป็นหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อแบ่งแยกพวกเขา ดังดำรัสของอัลลอฮุ ตะอาลา ที่ว่า

وَاذْكُرُواْ نِعْمَتَ اللّهِ عَلَيْكُمْ إِذْ كُنتُمْ أَعْدَاء فَأَلَّفَ بَيْنَ قُلُوبِكُمْ

            และจำรำลึกถึงความเมตตาของอัลลอฮที่มีแต่พวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้าเป็นศัตรูกันแล้วพระองค์ได้ทรงให้สนิทสนมกันระหว่างหัวใจของพวกเจ้า (อาลิอิมรอน 3 : 103)

ดังนั้น การรวมหัวใจเป็นหนึ่งจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และเรื่องนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยหัวใจที่ต่างหนีห่างกัน เรากล่าวอย่างนั้นไม่ได้หมายความว่าต้องการนิ่งเงียบต่อความผิด แต่สิ่งที่เราต้องการคือการแสดงออกต่อความผิดที่เราบางคนได้กระทำได้ด้วยกับ(สิ่งต่างๆดังต่อไปนี้) :

หนึ่ง : ตะษับบุต (ตรวจสอบความถูกต้องแน่ชัดเสียก่อน) บุคคลที่เกี่ยวกับได้กระทำผิดจริงหรือไม่? เพราะเราได้ยิน(โดยเฉพาะท่ามกลางความวุ่นวายและความยุ่งเหยิง)คำพูดหรือการกระทำที่ถูกใส่ความแก่คนบางส่วน ทว่าหลังจากได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าไม่พบอะไรเลย(คือไม่เป็นจริงตามข้อกล่าวหา-ผู้แปล) ดังนั้นจำเป็นสำหรับเราที่จะต้องมีมารยาทด้วยมารยาทที่อัลลอฮได้สอนแก่พวกเรา

وَلا تَقْفُ مَا لَيْسَ لَكَ بِهِ عِلْمٌ إِنَّ السَّمْعَ وَالْبَصَرَ وَالْفُؤَادَ كُلُّ أُولَئِكَ كَانَ عَنْهُ مَسْؤُولاً

                และอย่าติดตามสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น แท้จริงหู และตา และหัวใจ ทุกสิ่งเหล่านั้นจะถูกสอบสวน (อัลอิสรออ์ 17 : 36)

สอง : หากเขาได้กระทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นความผิดจริง เราควรไตร่ตรองให้ดีก่อนพูดคุยกับผู้กระทำความผิดนั้น เราไตร่ตรองใคร่ครวญว่า สิ่งที่เขากระทำนั้นเป็นความผิดจริงหรือ? มีส่วนที่ถูกต้องไหม? เป็นไปได้ว่าความผิดนั้นมีส่วนที่ถูกต้อง และส่วนที่ถูกต้องนี้ก็สามารถแข็งแรงและอ่อนแอได้

สาม : หลังจากนั้นเราก็ติดต่อมผู้กระทำความผิด(หลังจากที่มั่นใจว่าสิ่งที่เขากระทำนั้นเป็นความผิดจริง) ด้วยความสงบและเคารพ ด้วยเจตนาพูดคุยเรื่องนั้นกับเขา เราไม่ได้ติดต่อกับเขาเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ และไม่ใช่เพื่อด่าว่าเขา แต่เพื่อปรับปรุงเขาและบรรลุความถูกต้อง อัลลอฮตรัสว่า

إِنْ يُرِيدَا إِصْلاحاً يُوَفِّقِ اللَّهُ بَيْنَهُمَا

            หากทั้งสองปรารถนาให้มีการประนีประนอมกันแล้ว อัลลอฮฺก็จะทรงให้ความสำเร็จในระหว่างทั้งสอง (อันนิสาอ์ 4 : 35)

เมื่อเราพูดคุยกับคนอื่นด้วยเจตนาปรับปรุงให้ถูกต้องและปฏิบัติตามความจริง ไม่ใช่เพื่อการวิพากษ์วิจารณ์และระบายอารมณ์โมโห ด้วยเจตนาที่ดีนี้ควบคู่กับการใช้วิธีการที่ชาญฉลาด แน่แท้เป้าหมายย่อมบรรลุถึงด้วยอนุมัติของอัลลอฮ อัลลอฮทรงสัญญาแล้วและพระองค์ไม่ผิดสัญญาอย่างแน่อน
แต่น่าเศร้าเหลือเกิน บางคนเพียงแค่ฟังความผิดของคนๆหนึ่ง แต่เขาก็แพร่กระจายทันที(ก่อนจะได้ตรวจสอบความถูกต้องเสียอีก) เขาแพร่กระจายเรื่องนั้นไปทั่วมุมโลก แล้วเขาก็ลืมความดีงามที่มากมายที่คนๆนั้นมี ทั้งๆที่ความดีงามต่างๆที่มากมายนั้นมีมากกว่าความผิดเดียวนั้น หรือกระทั่งลบล้างความผิดพลาดต่างๆของเขาด้วยซ้ำ นี่คือความยุติธรรมหรือ? คือความยุติธรรมกระนั้นหรือ หากเรารับเอาแต่ความไม่ดีต่างๆของคนๆหนึ่งโดยมิได้เปรียบเทียบกับความดีงามทั้งหลายของเขา? นี่คือการอธรรมโดยแท้ อัลลอฮได้ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า

وَنَضَعُ الْمَوَازِينَ الْقِسْطَ لِيَوْمِ الْقِيَامَةِ

            และเราตั้งตราชูที่เที่ยงธรรมสำหรับวันกิยามะฮฺ (อัลอัมบิยาอ์ 21 : 47)

อัลลอฮตรัสอีกว่า

وَأَقِيمُوا الْوَزْنَ بِالْقِسْطِ

            และจงธำรงไว้ซึ่งการชั่งด้วยความเที่ยงธรรม (อัรเราะหฺมาน 55 : 9)

คนๆหนึ่งจำเป็นต้องได้รับการชั่ง จำเป็นสำหรับเราที่จะต้องตระหนักว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นคือมนุษย์ปุถุชน เขาไม่มีวันหลุดพ้นจากความผิด ดังนั้นยารักษาที่มีประโยชน์คือการทำให้เจตนาของเราเป็นเจตนาที่ดีและปรับปรุงวิธีการ(ตักเตือน) ที่ทำให้ความผิดนั้นได้รับแก้ไขโดยผู้กระทำความผิดเอง

ต่อมา พบสิ่งต่างๆที่ถูกถือว่าเบาหวิว(คือถูกมอง)หากเทียบกับเสาหลักที่ยิ่งใหญ่ในศาสนาอิสลาม หนึ่งในเสาหลักสำคัญ อีกทั้งยังเป็นเสาหลักที่ยิ่งใหญ่ถัดจากเตาฮีดคือ ความเป็นปึกแผ่นเดียวกันบนสัจธรรม เช่น ท่านพบคน 2 คนที่ขัดแย้งกันในเรื่องฟิกฮฺ จนกระทั่งเกิดการอริต่อกันหัวใจของทั้งสองก็แตกแยกกันเนื่องจากปัญหาฟิกฮฺนั้น แล้วต่างฝ่ายต่างก็พยายามรวบรวมเยาวชนและคนอื่นๆ(เพื่อให้การสนับสนุน) สุดท้ายอุมมะฮฺนี้ก็แตกกระจาย ขอสาบานต่ออัลลอฮ นี่ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง แนวทางที่ถูกต้องคือการที่เรารวมกันบนความถูกต้อง คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเราพบเจอพี่น้องของเขา(ที่เขามองว่าเขาได้กระทำความผิด)เพื่อพูดคุยกับเขาด้วยความสงบและเคารพ เมื่อพี่น้องคนนั้นมีความรู้หรืออาวุโสกกว่าเขา เขาก็จงพูดคุยกับพี่น้องด้วยมารยาทและความอ่อนโยน อย่าได้คุยกับเขาเสมือนว่าเขาอยู่ในระดับเดียวกับตนเอง เพราะพี่น้องของเขาคนนั้นอาวุโสกว่าหรือมีความรู้มากกว่าเขา…” (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา อิบนุอุษัยมีน ฉบับที่ 15 หัวข้อ นะศีหะฮฺ ลิลอะอิมมะฮฺ วัลคุเฏาะบาอ์)

ติดตามตอนต่อไป…

__________________________________

[1] คือ เป็นการเล่นคำล้อเลียนนามสกุลของผู้เขียน คือ อันดิรญา เปลี่ยนเป็น อันดุรญานา โดยคำว่า ดุรญานา(Durjana) หมายถึง คนชั่ว

[2] คำพูดนี้รายงานมาจากท่านอุมัร บิน อัล-ค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ , ดู : ตารีค มะดีนะฮฺ ดิมัชกฺ (44/360) และ อะดับ ชัรอิยยะฮฺ เขียนโดย อิบนุ มุฟลิหฺ (2/295)

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Blog Abu Umamah™

Media Belajar Dan Berbagi Ilmu Islam Ahlussunnah Wal Jama'ah

Attachment Parenting by Baannada : บ้านณดา

เพจเลี้ยงลูกเชิงบวกแนว Attachment Parenting และรวมไอเดียการเล่นในครอบครัว และไฟล์กิจกรรมปริ๊นฟรีสำหรับเด็ก

Insyaflah, wahai Salafy!

Kalau tidak ada yang menjelaskan ... bagaimana ummat bisa tahu ?

faham.wordpress.com

Tugas pertama kita adalah memahami Islam, bukan sekedar mengetahui dalilnya

irwandizakaria-blog

Berikan yang Terbaik, Insya Allah akan Dapat Yang Terbaik

LA TAHZAN

ไม่จุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด

Terjemah Kitab Salaf

membumikan dakwah ahlus sunnah

Bahasa Arab Jarak Jauh at-Taisir

Mempelajari Bahasa al-Qur'an dan as-Sunnah

abusaifillah

Islam is the way of life.

Ibnu Taimiyah

Menguak keagungan seorang Syaikhul Islam

Abu Salma

Homepage Pribadi Abu Salma Muhammad

ABU MUSA AL-ATSARI

Belajar Islam, Menikmati Alam

Meniti Jalan menuntut Ilmu

Membuka Jalan Menuju Surga...

bushrohouse

ห้องสมุดบ้านบุชรอ : ห้องสมุดเพื่ออุมมะฮฺ

Para Ulama Ahlul Hadits

Biografi Ahlul Hadits, Para Sahabat, Tabi’in dan Tabiut Tabi’in beserta Keluarga Rasulullah صلى ا لله عليه وسلم

Salafy

Meneladani Generasi Terdahulu yang Shalih

%d bloggers like this: