RSS

ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ (ตอนที่ 2)

16 ก.ย.

Hewlett-Packard
ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ
(ตอนที่ 2 : การฮัจรฺไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นวิธีการ)
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

พี่น้องของเราบางคนทำการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺอย่างบ้าบิ่น โดยไม่พิจารณาและชั่งน้ำหนักระหว่างผลได้(มัศละหะฮฺ)และผลเสีย(มัฟสะดะฮฺ) พวกเขาคิดว่าการฮัจรฺที่พวกเขากระทำนั่นคือเป้าหมาย(ฆอยะฮฺ) การฮัจรฺอย่างบ้าบิ่นนั้นสร้างผลเสียอย่างมากมายและเป็นเหตุให้งานดะอฺวะฮฺของอะฮฺลุสสุนนะฮฺต้องหยุดชะงักไป และยิ่งทำให้สังคมมองภาพงานดะอฺวะฮฺของอะฮฺลุสสุนนะฮฺว่าเป็นงานดะอฺวะฮฺที่น่ากลัวและหยาบกร้าน
ท่านอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า การฮัจรฺ(ประเภทที่ 2)นั้นแตกต่างกันไปในเรื่องการบังคับใช้ ขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำการฮัจรฺ ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งหรืออ่อนแอของพวกเขา รวมถึงว่าพวกเขามีจำนวนมากหรือน้อยด้วย เพราะเป้าหมายของการฮัจรฺคือเพื่อลงโทษและให้บทเรียนแก่ผู้ที่ถูกฮัจรฺ ตลอดจนเพื่อให้คนทั่วไปไม่กระทำเช่นเดียวกับการกระทำของผู้ที่ถูกฮัจรฺนั้น หากผลดีมีมากกว่า(คือ เมื่อการฮัจรฺต่อผู้กระทำความผิดทำให้ความชั่วลดลง) เมื่อนั้นการฮัจรฺก็ถูกต้องตามหลักการศาสนา แต่หากผู้ที่ถูกฮัจรฺหรือคนอื่นๆไม่หยุดฝ่าฝืน อีกทั้งยังทำความชั่วเพิ่มขึ้น และผู้ทำการฮัจรฺนั้นเองที่อ่อนแอ จนทำให้ผลเสียมากกว่าผลดี การฮัจรฺก็ไม่ได้รับการอนุญาต และความนุ่มนวลอ่อนโยนต่อคนบางคนนั้นมีประโยชน์กว่าการฮัจรฺในสภาพการณ์แบบนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นบางครั้งการฮัจรฺต่อคนบางคนก็มีประโยชน์กว่าการใช้ความอ่อนโยน
ด้วยเหตุนี้เอง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงอ่อนโยนกับบางคน(ที่กระทำความผิดและการฝ่าฝืน) และทำการฮัจรฺกับบางคน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ทำการฮัจรฺเศาะหาบะฮฺ 3 คนที่ไม่เข้าร่วมสงครามตะบู๊ก ทั้งๆที่พวกเขาดีกว่ามุอัลลัฟหลายคนที่หัวใจของพวกเขาเพิ่งโน้มเอียงมารับอิสลาม แต่เป็นเพราะมุอัลลัฟเหล่านั้นคือบรรดาผู้นำผู้ปกครองของเผ่าต่างๆและได้รับการเคารพเชื่องฟัง ผลประโยชน์ของศาสนาจึงได้มาด้วยการอ่อนโยนนุ่มนวลกับพวกเขา ส่วน 3 คนที่ไม่เข้าร่วมญิฮาดในสงครามตะบู๊กนั้น พวกเขาคือผู้ศรัทธา และผู้ศรัทธาอื่นจากพวกเขานั้นมีจำนวนมากกว่า การฮัจรฺพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและเกียรติของศาสนา อีกทั้งเพื่อชำระล้างพวกเขาจากมลทินบาปด้วย
เรื่องนี้เหมือนกันกับเรื่องท่าทีต่อศัตรู บางครั้งก็บัญญัติให้ทำสงครามต่อสู้ บางครั้งก็ให้ปรองดองกับพวกเขา และบางครั้งก็ด้วยการรับญิซยะฮฺจากพวกเขา ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพการณ์และผลประโยชน์ที่จะได้รับ
คำตอบของอิมามอะหฺมัดและบรรดาอิมามคนอื่นๆเกี่ยวกับการฮัจรฺนั้นวางอยู่บนรากฐานนี้(คือการพิจารณาผลได้-ผลเสีย) ดังนั้นอิมามอะหฺมัดจึงจำแนกระหว่างพื้นที่ที่เกิดบิดอะฮฺมาก(เช่นบิดอะฮฺเกาะดะรียะฮฺและตันญีมที่คุรอซาน รวมถึงบิดอะฮฺตะชัยยุอฺ(ชีอะฮฺ)ที่กูฟะฮฺ) กับพื้นที่ที่เกิดบิดอะฮฺน้อย และท่านยังแยกแยะระหว่างบรรดาแกนนำบิดอะฮฺที่เป็นต้นแบบกับคนอื่นๆ
เมื่อคนๆหนึ่งได้รู้ถึงเป้าประสงค์ของชะรีอะฮฺแล้ว เขาก็ควรพยายามไปให้ถึงเป้านั้นด้วยการเลือกเดินไปบนเส้นทางที่นำพาเขาไปสู้เป้าหมายได้เร็วที่สุด
เมื่อเรื่องนี้ชัดเจน ดังนั้นพึงรู้เถิดว่า การฮัจรฺที่ถูกต้องตามหลักการศาสนานั้นถือเป็นการเคารพภักดีที่อัลลอฮและเราะสูลของพระองค์สังใช้ และการฏออะฮฺนั้นจะต้องกระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮและสอดคล้องกับคำสั่งใช้ของพระองค์ ใครก็ตามที่ทำการฮัจรฺเพราะอารมณ์ใฝ่ต่ำของเขา หรือทำการฮัจรฺที่ไม่มิได้ถูกสั่งใช้ให้กระทำ(ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ อีกทั้งยังสร้างความเสียหายด้วย) เขาก็ได้หลุดออกจากการฮัจรฺที่ถูกต้องตามบทบัญญัติ มากมายเหลือเกินผู้คนที่กระทำสิ่งที่อารมณ์ใฝ่ต่ำของเขาต้องการ แต่พวกเขาคิดว่าพวกเขาทำสิ่งนั้นเพื่ออัลลอฮ (มัจญ์มูอฺ อัลฟะตาวา 28/203-210)

ท่านผู้อ่านพิจารณาคำพูดของอิบนุตัยมียะฮฺข้างต้นให้ดีๆ ท่านอธิบายอย่างชัดเจนว่า การฮัจรฺนั้นขึ้นอยู่กับการชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีกับผลเสีย และต่อไปนี้คือสิ่งที่มาสนับสนุนยืนยันว่า การฮัจรฺนั้นวางอยู่บนหลักการชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชนที่ได้รับกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

หนึ่ง : การฮัจรฺถือเป็นส่วนหนึ่งของการห้ามปราความชั่ว
กฎข้อหนึ่งที่เป็นมติเอกฉันท์ของบรรดาอุละมาอ์ คือการห้ามปรามความชั่วนั้นวางอยู่บนการพิจารณาถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ หากการห้ามปรามความชั่วนั้นยิ่งเพิ่มความเสียหาย และยิ่งทำให้ความชั่วเพิ่มขึ้น หุกุ่มของการห้ามปรามนั้นคือหะรอม
การฮัจรฺ(ตามที่ท่านอิบนุตัยมียะฮฺได้อธิบายไว้)ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบของการห้ามปรามความชั่ว เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็จะต้องวางมันไว้บนการชั่งน้ำหนักผลดีและผลเสีย
ท่านอิบนุตัยมียะฮฺกล่าวว่า “การตะหฺซีรนั้นใช้กับผู้ที่ละทิ้งหน้าที่จำเป็น(ฟัรฎู)และกระทำสิ่งหะรอม เช่น ทิ้งการละหมาด , ไม่จ่ายซะกาต , อธรรม , ทำสิ่งที่ชั่วช้า และเรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺที่ขัดแย้งกับอัลกุรอาน สุนนะฮฺ และอิจญ์มาอ์ของชาวสะลัฟที่ได้ชี้แจงอธิบายไว้
และนี่คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำพูดของชาวสะลัฟและบรรดาอิมามบางส่วนที่กล่าวว่า บรรดาผู้เรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺ การเป็นพยานของพวกเขาไม่ถูกยอมรับ ไม่มีการละหมาดตามหลังพวกเขา ไม่มีการรับความรู้จากพวกเขา และไม่มีการแต่งงานกับพวกเขาด้วย
นี่คือการลงโทษสำหรับพวกเขาจนกว่าพวกเขาจะหยุด ฉะนั้นบรรดาอุละมาอ์ชาวสะลัฟจึงแยกแยะระหว่างอะฮฺลุลบิดอะฮฺที่เรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺของเขา กับอะฮฺลุลบิดอะฮฺที่ไม่ได้เรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺ เพราะอะฮฺลุลบิดอะฮฺที่เรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺของเขานั้น พวกเขาได้แสดงความชั่วออกมา เขาจึงต้องได้รับการลงโทษที่แตกต่างจากคนที่ปกปิดความชั่วที่กระทำ เขาไม่ได้ชั่วร้ายกว่าพวกมุนาฟิกที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ยอมรับพฤติกรรมภายนอกที่พวกเขาแสดงออกมา และท่านนบีก็มอบหมายสิ่งที่พวกเขาปกปิดไว้แก่อัลลอฮ ทั้งที่ท่านก็รู้ดีเกี่ยวกับสภาพของพวกเขา
หะดีษบทหนึ่งระบุว่า แท้จริงเมื่อผู้คนพบเห็นความชั่ว แต่พวกเขาไม่พยายามเปลี่ยนแปลงมัน เกรงว่าอัลลอฮจะทรงลงโทษพวกเขาทุกคน (หะดีษเศาะฮีหฺ ดูอัศเศาะฮีหะฮฺ หมายเลขที่ 1564)
ความชั่วร้ายที่กระทำอย่างโจ่งแจ้งนั้นจะต้องถูกห้ามปราม ซึ่งแตกต่างจากที่ปกปิดไว้ เพราะความชั่วที่กระทำอย่างลับๆนั้น อัลลอฮจะทรงลงโทษผู้กระทำเป็นการเฉพาะ” (มัจญ์มูอฺ อัลฟะตาวา 28/205)

สอง : การฮัจรฺต่อผู้กระทำความชั่วนั้นถูกบัญญัติเช่นเดียวกับการฮัจรฺต่อมุบตะดิอฺ
สิ่งที่ถูกละเลยและหลงลืมกันคือ การฮัจรฺต่อผู้กระทำความชั่ว(มะอฺศิยะฮฺ)นั้นก็มีบัญญัติในศาสนาเช่นกัน(คือ การฮัจรฺไม่ได้ถูกบัญญัติใช้เฉพาะกับมุบตะดิอฺเท่านั้น แต่รวมถึงผู้กระทำความชั่วอื่นๆด้วย – ผู้แปล) หนึ่งในหลักฐานที่เป็นที่รู้กันคือ เรื่องที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่าน ได้ทำการฮัจรฺต่อกะอบฺ บิน มาลิก และเพื่อน 2 คนของเขา ที่ไม่ได้เข้าร่วมในสงครามตะบู๊กเป็นเวลา 50 วัน
แน่นอน เราทุกคนต่างเข้าใจดีว่า สิ่งที่กะอบฺ บิน มาลิก และเพื่อน 2 คนของเขากระทำนั้นไม่ใช่บิดอะฮฺ แต่เป็นความผิดเนื่องจากพวกเขาไม่เข้าร่วมในสงครามตะบู๊ก บรรดาอุละมาอ์(เช่น อิบนุตัยมียะฮฺ)ใช้หลักฐานนี้ในเรื่องบัญญัติการฮัจรฺต่อมุบตะดิอฺ ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วมันคือการฮัจรฺต่อผู้กระทำความผิด และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ต่อมาหลักฐานเกี่ยวกับการฮัจรฺต่อผู้กระทำความชั่วนั้นก็ถูกใช้ในการบัญญัติการฮัจรฺต่อผู้กระทำบิดอะฮฺ
แต่หากเราจะทำการฮัจรฺต่อผู้กระทำความชั่วในปัจจุบันนี้ มันเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะผู้กระทำความชั่วนั้นมีมากกว่าผู้ที่เชื่อฟัง และหากเราต้องการทำฮัจรฺต่อผู้กระทำความชั่วด้วยการบอยคอตพวกเขาหรือไม่พูดคุยกับพวกเขา เราก็จะสับสนไม่รู้จะอยู่ที่ไหน… หรือเราจะต้องไปอาศัยอยู่บนภูเขาที่ห่างไกลจากผู้กระทำความชั่ว? เราจะไปซื้อขายที่ตลาดก็ลำบาก เพราะส่วนมากของคนขายคือผู้หญิงที่ไม่สวมฮิญาบ?? จะไปศึกษาเล่าเรียนก็ยากมาก เพราะเมื่อขึ้นรถโดยสารก็จะต้องขึ้นรถโดยสารร่วมกับคนที่ทำความชั่ว??? จะกินก็ลำบาก เพราะผู้ที่ขายอาหารนั้นคือคนที่ทำความชั่ว???!!!
ด้วยเหตุนี้ โดยทั่วไปแล้วการฮัจรฺต่อผู้กระทำความชั่วในยุคนี้อยากที่จะทำได้ เพราะไม่มีประโยชน์ใดๆ แต่หากการฮัจรฺต่อผู้กระทำความชั่วก่อเกิดประโยชน์ในขอบเขตพื้นที่เฉพาะ(เช่น สามีฮัจรฺต่อภรรยาหรือต่อลูกที่ทำความผิด) เช่นนี้ก็เชิญทำได้เลย
จาก 2 ข้อสนับสนุนข้างต้นนั้น ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การฮัจรฺจะต้องวางอยู่บนการพิจารณาและชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์และความเสียหาย
ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ เป้าหมายของการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺนั้นคือ เพื่อให้บรรลุถึงผลประโยชน์ ได้แก่ (1) ผู้กระทำบิดอะฮฺหยุดการทำบิดอะฮฺนั้น หรือลดการทำบิดอะฮฺนั้นลง หรือ (2) สังคมไม่ถลำตกลงไปในการทำบิดอะฮฺนั้น
การฮัจรฺถือเป็นวิธีการเพื่อการบรรลุถึงผลประโยชน์ มันไม่ใช่เป้าหมาย(ฆอยะฮฺ) เป็นเพียงแค่วิธีการ(วะสีละฮฺ) วิธีการนั้นถูกบัญญัติเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ดี ในทางกลับกันหากมันมิได้นำไปสู่เป้าหมายที่ดี มันก็ไม่ถูกบัญญัติไปปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ ขณะนี้เราก็ได้รู้แล้วถึงความผิดพลาดของบางคนที่เข้าใจว่าการฮัจรฺคือเป้าหมายมิใช่วิธีการ เขาคิดว่าตัวการฮัจรฺเองนั้นคือผลประโยชน์(มัศละหะฮฺ) คิดว่าการฮัจรฺคืออิบาดะฮฺโดยยตัวมันเอง(อิบาดะฮฺ ลิ ซาติฮี) ไม่ใช่โดยสิ่งอื่น(ลิ ฆ็อยริฮี) สุดท้ายการฮัจรฺจึงถูกปฏิบัติโดยไร้หลักการการเปรียบเทียบระหว่างผลได้กับผลเสีย
ชัยคฺ อิบนุอุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “สภาพการณ์ของการฮัจรฺนั้นมี 3 รูปแบบ ได้แก่
1. ผลประโยชน์มากกว่าความเสียหาย การฮัจรฺเช่นนี้ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติ

  1. หรือความเสียหายมากกว่าผลประโยชน์ การฮัจรฺนี้ต้องห้ามโดยไม่ต้องสงสัย
  2. หรือยังไม่สามารถระบุได้ว่าระหว่างความเสียหายกับผลประโยชน์นั้นอย่างไหนมากกว่ากัน ดังนั้นที่ใกล้เคียง(ความถูกต้อง)กว่าคือ ห้ามการฮัจรฺ เนื่องด้วยคำกล่าวโดยทั่วไปของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า

لاَ يَحِلُّ لِمُسْلِمٍ أَنْ يَهْجُرَ أَخَاهُ فَوْقَ ثَلاَثٍ يَلْتَقِيَانِ فَيَصُدُّ هَذَا وَيَصُدُّ هَذَا وَخَيْرُهُمَا الَّذِىْ يَبْدَأُ بِالسَّلاَمِ

            ไม่อนุญาตให้มุสลิมทำการฮัจรฺต่อพี่น้องของเขาเกิน 3 วัน ทั้งสองคนพบเจอกัน แต่คนหนึ่งผินหลังให้ และอีกคนหนึ่งก็ด้วย และคนที่ดีกว่าจากทั้งสองนั้นคือ คนที่เริ่มให้สลามก่อน (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ 5/2302 , 5879 และมุสลิม 4/1984 , 2560 ส่วนคำพูดของชัยคฺ อิบนุอุษัยมีน นั้นอยู่ในมัจญ์มูอฺ ฟะตาวา ชัยคฺ อิบนุอุษัยมัน 3/17 คำถามหมายเลขที่ 385 นอกจากเพราะความหมายที่ครอบคลุมของหะดีษแล้ว ยังเป็นเพราะว่าหุกุ่มเดิมของการดะอฺวะฮฺคือด้วยความนุ่มนวลอ่อนโยน  ดังที่บรรดาอุละมาอ์สะลัฟได้ระบุเอาไว้)

ท่านยังกล่าวอีกว่า “พึงทราบเถิดว่า การฮัจรฺนั้นเปรียบเสมือนยารักษา หากมีประโยชน์ก็ทำเถิด แต่หากยิ่งทำให้โรคเพิ่มขึ้น ก็อย่าได้ใช้เด็ดขาด…หากท่านทำการฮัจรฺต่อเขา แต่เขายิ่งกำเริบและเกลียดชังท่าน…ท่านก็อย่าได้ฮัจรฺต่อเขาเลย” (ลิกออ์ อัลบาบ อัลมัฟตูหฺ หมายเลขที่ 200)
ท่านกล่าวอีกว่า “อะฮฺลุลบิดอะฮฺนั้น หากเขาเชิญชวนไปยังบิดอะฮฺ และการฮัจรฺเขาก่อเกิดประโยชน์ ก็จงอย่าได้ให้สลามแก่เขา แต่หากไม่มีผลประโยชน์ใดในการฮัจรฺเขา ก็จงให้สลามแก่เขา” (ลิกออ์ อัลบาบ อัลมัฟตูหฺ หมายเลขที่ 145)
จึงไว้ว่า การฮัจรฺนั้นวางอยู่บนฐานการพิจารณาผลดีและผลเสีย ดังนั้นจึงไม่ใช่ทุกคนที่ทำความชั่วแล้วจะถูกฮัจรฺ เช่นเดียวกันกับผู้กระทำบิดอะฮฺ ทั้งหมดนี้ย้อนกลับไปยังการพิจารณาผลได้ผลเสียทั้งสิ้น
ชัยคฺ ศอลิหฺ อาลุ ชัยคฺ กล่าวว่า “สภาพของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ต่อผู้กระทำความผิด พวกมุนาฟิก และบรรดาผู้ตั้งภาคี(มุชริก)ทั้งหลายนั้นแตกต่างกันไป คนที่ถูกท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ทำการฮัจรฺนั้นคือเพียงแค่ส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมด เพียงบางส่วนเท่านั้น เช่นเดียวกับพวกมุนาฟิก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มิได้ทำการฮัจรฺต่อพวกเขา บรรดาผู้ตั้งภาคีที่มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านก็ไม่ได้ฮัจรฺพวกเขาเช่นกัน เช่นเดียวกับชาวคริสเตียนที่มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านไม่ได้ฮัจรฺพวกเขา เรื่องนี้ย้อนกลับไปยังหลักการที่บรรดาอุละมาอ์และอิมามในหมู่ผู้เชี่ยวชาญได้ระบุไว้ และเช่นเดียวกับที่ท่านชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ ได้นำเสนอไว้ในคำพูดส่วนหนึ่งของท่านว่า การฮัจรฺนั้นเป็นไปตามผลประโยชน์ที่ถูกต้องตามหลักการศาสนา ผู้ที่(จะ)ถูกฮัจรฺนั้นคือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการฮัจรฺเท่านั้น ส่วนคนที่ไม่สามารถได้รับประโยชน์ใดๆจากการฮัจรฺนั้น พวกเขาจะไม่ถูกฮัจรฺ เพราะการฮัจรฺคือการลงโทษเพื่อทำให้ถูกต้อง หากการลงโทษไม่ก่อประโยชน์ใดๆ มันก็ไม่ถูกบัญญัติให้กระทำ เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไม่ได้ฮัจรฺ(ผู้กระทำความชั่ว)ทุกคน” (จากบรรยายของท่านหัวข้อ อันนะศีหะฮฺ ลิช ชะบ๊าบ)

การพิจารณาผลประโยชน์เมื่อต้องการฮัจรฺ

ผลประโยชน์ของการฮัจรฺสามารถคาดการณ์ได้ด้วยการพิจารณาเรื่องต่างๆดังต่อไปนี้
1. ความเข้มแข็งของผู้ทำการฮัจรฺ เช่น ด้วยการมองที่ปริมาณของพวกเขา หากจำนวนของพวกเขาน้อยกว่า ก็อยากที่จะบรรลุผลประโยชน์ที่คาดหวัง
2. อิทธิพลของผู้ทำการฮัจรฺ ฝ่ายของผู้ทำการฮัจรฺจะต้องสามารถส่งอิทธิพลไปยังผู้ถูกฮัจรฺ จนกระทั่งเขายุติจากความผิดนั้น หรือลดระดับการทำความผิด หรืออย่างน้อยที่สุดคือสามารถทำให้สังคมละทิ้งผู้ที่ถูกฮัจรฺนั้นได้ แม้ว่าผู้ที่ถูกฮัจรฺนั้นจะไม่หยุดจากการทำความผิดก็ตาม ดังนั้น ถือเป็นความผิดหากคนบางคนที่มีชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยอะฮฺลุลบิดอะฮฺ และแกนนำบิดอะฮฺก็เป็นคนที่มีอิทธิพล เช่น นักพูดที่มีชื่อเสียง หรือผู้ใหญ่บ้าน แล้วเขาก็ทำการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺเหล่านั้น ทั้งงๆที่สังคมให้การสนับสนุนแก่อะฮฺลุลบิดอะฮฺแก่พวกเขา หรือเป็นผู้ปฏิบัติตามพวกเขา ผลประโยชน์ที่คาดหวังไหว้ย่อมไม่มีทางได้รับมาอย่างแน่นอน อีกทั้งยังทำให้ผู้ทำการฮัจรฺคนนั้นถูกขับไล่จากหมู่บ้านด้วยซ้ำไป และเขาก็ไม่สามารถทำงานดะอฺวะฮฺที่นั่นได้อีกต่อไป ครั้งหนึ่งอิสหาก บิน มันศูร ถามอิมามอะหฺมัดว่า อะฮฺลุลสุนนะฮฺจะต้องแสดงความเป็นศัตรูต่อพวกเขา(พวญะฮฺมียะฮฺที่บอกว่าอัลกุรอานคือสิ่งถูกสร้าง) หรือเขาควรมุดาอะเราะฮฺ?  อิมามอะหฺมัดตอบว่า ชาว(สุนนะฮฺที่อาศัยอยู่ที่)คุรอซานไม่เข้มแข็งที่จะเผชิญหน้ากับพวกเขา(ญะฮฺมียะฮฺ)
ดังนั้น การฮัจรฺประเภทนี้จึงไม่ใช่ว่าใครจะทำก็ได้ คนที่อนุญาตให้กระทำคือคนที่มความสามารถในการเปรียบเทียบผลได้และผลเสียเท่านั้น แต่น่าเศร้าเหลือเกินที่มีบางคนที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้ ยังไม่มีความสามารถในการชั่งน้ำหนักระหว่างผลได้กับผลเสีย แต่กลับเข้าร่วมในการฮัจรฺต่อคนที่พวกเขาคิดว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ(ทั้งที่ข้อกล่าวหาเป็นบิดอะฮฺนั้นจะยังไม่แน่นอนว่าจริงหรือไม่ก็ตาม)ด้วย จนกระทั่งสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือฟิตนะฮฺ และยิ่งเพิ่งอุปสรรค์แก่งานดะอฺวะฮฺของอะฮฺลุสสุนนะฮฺ นี่คือความผิดพลาดที่ต้องได้รับการแก้ไข

ชัยคฺ อิบนุบาซ กล่าวว่า “หากการฮัจรฺต่อคนๆหนึ่งทำให้เกิดสิ่งที่เลวร้ายกว่าการกระทำ(ความผิด)ของเขา เนื่องจากคนๆนั้นมีสถานะในรัฐหรือเผ่าของเขา เช่นนั้นก็ไม่มีการฮัจรฺต่อเขา เขาจะถูกปฏิบัติด้วยการปฏิสัมพันธืด้วยดีและอ่อนโยน จนกระทั่งไม่ทำให้เกิดความชั่วที่รุนแรงกว่าหรือเกิดสิ่งที่เลวร้ายกว่าการงานของเขา หลักฐานคือ ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไม่ได้กระทำต่อหัวหน้าของพวกมุนาฟิกฮฺ คืออับดุลลอฮ บิน อุบัย บิน สะลูล เช่นเดียวกับที่ท่านได้กระทำต่อเศาะหาบะฮฺ 3 ท่าน คือกะอบฺ(บิน มาลิก) และเพื่อน 2 คนของเขา แต่ทว่าท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กลับแสดงความอ่อนโยนต่ออับดุลลอฮ บินอุบัย และไม่ได้ทำการฮัจรฺต่อเขาแต่อย่างใด เพราะว่าเขาคือผู้นำกลุ่มชนของเขา หากเขาถูกจับขังและถูกฮัจรฺแล้วไซร้ เกรงว่าจะเกิดฟิตนะฮฺกับสังคมที่มะดีนะฮฺ ด้วยเหตุนี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงแสดงความอ่อนโยนต่อเขาจนกระทั่งเขาเสียชีวิตบนความกลับกลอก และเราขอความปลอดภัยจากอัลลอฮ และยังมีกรณีอื่นๆอีกที่ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มิได้ทำการฮัจรฺต่อคนจำนวนหนึ่ง อีกทั้งยังแสดงความอ่อนโยน จนกระทั่งอัลลอฮทรงชี้แนะนำทางพวกเขา ดังนั้นความนุ่มนวลอ่อนโยนในการดะอฺวะฮฺนั้น ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก” (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา วะ มะกอลาต มุตะเนาวิอะฮฺ 4/234-235 หมายเลขที่ 8)

Right vs Wrong Way - Two-Way Street Signใคร่ครวญ

เพราะเอาแต่อ่านหนังสือที่กล่าวถึงท่าทีที่แข็งกร้าวของชาวสะลัฟต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ คนส่วนหนึ่งจึงแข็งกร้าวตามด้วย โดยอ้างท่าทีดังกล่าวของชาวสะลัฟ เขาอ้างท่าทีที่แข็งกร้าวของอิมามอะหฺมัดเป็นหลักฐาน และท่าทีของบรรดาอิมามคนอื่นๆด้วย ทั้งที่มีประเด็นบางอย่างที่เขาต้องพิจารณา ได้แก่

ก. สมัยของชาวสะลัฟในอดีตนั้นไม่เหมือนกับสมัยปัจจุบัน โดยภาพรวมแล้วสามารถพูดได้ว่ายุคสมัยของชาวสะลัฟนั้นคือยุคสมัยที่สุนนะฮฺแพร่หลาย ซึ่งแตกต่างจากยุคสมัยของเรานี้
ชัยคฺ อับดุลมะลิก เราะมะฎอนีย์ เคยถามชัยคฺ อัลอัลบานีย์ ว่า “วิธีการปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่สวนทาง(แนวทางของชาวสะลัฟ)นั้นเป็นอย่างไร ระหว่างท่าทีของพวกเขาที่ง่ายๆ จนกระทั่งท่าทีดังกล่าวนั้นนำพาพวกเขาไปสู่การตะมัยยุอฺ กับผู้ที่มีท่าทีเลยเถิด(แข็งกร้าว) จนกระทั่วท่าทีดังกล่าวนั้นนำพาไปสู่การไม่นำเสนอหลักฐาน(แก่ผู้ที่ขัดแย้งนั้น) เช่นที่ท่านกล่าวเสมอๆ…แต่ทว่ามีข้อคลุมเครือ(ชุบฮาต)บางอย่างในท่าทีของชาวสะลัฟ(ที่ทำให้พวกเขามีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อผู้ขัดแย้ง) ดังเช่นคำพูดของชาวสะลัฟบางส่วนที่ว่า

الْقُلُوْبُ ضَعِيْفَةٌ والشُّبْهَةُ خَطَّافَة

หัวใจนั้นอ่อนแอ ส่วนชุบฮะฮฺ(ความครุมเครือ)นั้นคือผู้จู่โจมที่ร้ายกาจ

            คือ เมื่อนั่งชุมนุมกับอะฮฺลุลบิดอะฮฺ เช่นเดียวกับท่าทีของอิมามอะหฺมัดที่เตือนอุมมะฮฺให้ออกห่าง(ตะหฺซีร)จากอัลหาริษ อัลมุหาสิบีย์….เช่นเดียวกับท่าทีของชาวสะลัฟบางท่านที่เตือนอุมมะฮฺให้ออกห่างจากบรรดาอะฮฺลุลบิดอะฮฺ ทั้งที่อะฮฺลุลบิดอะฮฺคนนั้นก็มีความดีงาม?
ชัยคฺ กล่าวว่า “ทัศนะของฉัน(และอัลลอฮทรงรู้ดีที่สุด) คือ คำพูดของชาวสะลัฟ(ที่แข็งกร้าวต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ)นั้นเกิดขึ้นกับอัลเญาอุส สะละฟีย์(อารมณ์/สภาพแบบชาวสะลัฟ) คือในสภาพที่เต็มไปด้วยอีมานที่เข้มแข็งและการปฏิบัติตามที่ถูกต้องต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และบรรดาเศาะหาบะฮฺ เรื่องนี้เหมือนกันกับเรื่องการตัดขาด(มุกอเฏาะอะฮฺ/ฮัจรฺ)ของมุสลิมคนหนึ่งต่อมุสลิมอีกคนหนึ่งเพื่ออบรมและให้บทเรียนแก่เขา สิ่งนี้ถือเป็นสุนนะฮฺที่รู้จักโดยทั่วกัน แต่ความเชื่อของฉัน-และฉันมักจะถูกถามถึงเรื่องนี้เสมอ- ฉันพูดว่ายุคสมัยของเรานี้ไม่เหมาะสมที่จะทำการตัดขาด(มุกอเฏาะอะฮฺ/ฮัจรฺ) ยุคสมัยของเรานั้นไม่เหมาะสมที่จะทำการตัดขาดกับอะฮฺลุลบิดอะฮฺ เพราะมันหมายความว่า ท่านจะต้องอาศัยอยู่บนยอดเขา ท่านจะต้องออกไปให้ไกลจากสังคม นี่เป็นเพราะว่า หากท่านทำการฮัจรฺต่อสังคม(เนื่องจากความผิดหรือบิดอะฮฺของพวกเขา) มันมิได้ให้ผล(ที่ดี)เช่นเดียวกับผลที่เกิดขึ้นในสมัยของชาวสะลัฟที่กล่าวคำต่างๆเหล่านั้น(หมายถึง คำพูดที่แข็งกร้าวต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ) และการผลักดันของพวกเขาต่อสังคมที่ให้ห่างไกลจากอะฮฺลุลบิดอะฮฺ…” (สิลสิละฮฺ อัลฮุดา วัน นูร เทปหมายเลขที่ 511)

ข. ผู้ที่ทำการฮัจรฺนั้นคือบรรดาอิมามชาวสะลัฟที่มีสถานะในสังคม สังคมรับฟังเสียงของพวกเขา อีกทั้งอิมามบางท่านยังได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ทางราชการในสมัยของพวกเขาด้วย เมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว การฮัจรฺของพวกเขาจะก่อเกิดผลที่ดี ซึ่งแตกต่างจากบางคนที่ทำการฮัจรฺในปัจจุบันนี้ พวกเขาไม่มีอิทธิพล เสียงของพวกเขาไม่ถูกรับฟัง อีกทั้งบางทีพวกเขายังเป็นคนที่ไม่มีมารยาทอีกด้วย แล้วผลประโยชน์อะไรล่ะที่จะสามารถคาดหวังได้จากการฮัจรฺของเขา?
ชัยคฺ อับดุลมุหฺสิน อัลอับบาด กล่าวว่า “การฮัจรฺที่เป็นประโยชน์ระหว่างอะฮฺลุสสุนนะฮฺนั้น คือสิ่งที่สามารถให้ประโยชน์แก่ผู้ที่ถูกฮัจรฺ เช่น พ่อแม่ฮัจรฺต่อลูกของตนเอง และชัยคฺ(ครู-อาจารย์)ฮัจรฺต่อลูกศิษย์ และเช่นการฮัจรฺที่มาจากผู้ที่มีเกียรติและมีตำแหน่งที่สูงศักดิ์ แน่นอนยิ่งการฮัจรฺของพวกเขาเป็นประโยชน์มากต่อผู้ที่ถูก(พวกเขา)ฮัจรฺ แต่หากสิ่งดังกล่าว(การฮัจรฺ)ได้ปรากฏขึ้นมาโดยนักศึกษาบางคนต่ออีกบางคน    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่เป็นประเด็นที่ไม่ควรมีการฮัจรฺเกิดขึ้น มันก็จะไม่นำประโยชน์ใดๆมาให้แก่ผู้ที่ถูกฮัจรฺ อีกทั้งยังทำให้เกิดการแบ่งแยก ความขัดแย้ง และความแตกแยกด้วย” (ริฟก็อน อะฮฺลัสสุนนะฮฺ บิ อะฮฺลิสสุนนะฮฺ หน้าที่ 56)
มีคำถามหนึ่งที่ส่งไปยังชัยคฺ อัลอัลบานีย์ ว่า จริงหรือไม่ว่าเราได้ยินจากชัยคฺว่า การฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺในยุคสมัยนี้นั้นไม่สามารถกระทำได้?
ชัยคฺ อัลอัลบานีย์ ตอบว่า “ผู้ต้องการบอกว่า การฮัจรฺไม่เหมาะสมที่จะถูกปฏิบัติใช่หรือไม่? เป็นแบบนั้นหรือเปล่า? (คำตอบคือ ใช่) การฮัจรฺไม่(เหมาะสมที่จะ)ถูกปฏิบัติอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันนี้ บรรดามุบตะดิอฺ คนชั่ว และคนเลว และผู้ฝ่าฝืนนั้นมีอำนาจ

(ผู้ถาม)ต้องการบอกว่า “ไม่เหมาะสม” ที่จะปฏิบัติ ขณะถามนั้นเสมือนว่าผู้ถามหมายถึงตัวฉันด้วยกับคำถามนั้น คำตอบก็คือ “ถูกต้องตามที่ท่านถามเลย นั่นคือ การฮัจรฺไม่ควรถูกปฏิบัติ และฉันเพิ่งกล่าวมันอย่างชัดเจน เมื่อตอนที่ฉันเอ่ยสภาษิตของชาวชามที่ว่า


أَنْتَ مُسَكِّر وَأَنا مُبَطِّل

ท่านปิด(ประตูมัสญิด) ฉันจึงไม่ได้ละหมาด

(สุภาษิตนี้เกี่ยวกับคนชั่วคนหนึ่งอีกทั้งยังทิ้งละหมาดด้วย แล้ววันหนึ่งที่เขาต้องการเตาบะฮฺและต้องการละหมาดครั้งแรกของเขา เขาจะก้าวเท้าเดินไปยังมัสญิด แต่เมื่อเขาไปถึงมัสญิด เขาพบว่ามัสญิดปิด เขาจึงพูดว่า ท่านปิด(ประตูมัสญิด) ฉันจึงไม่ได้ละหมาดความหมายของสุภาษิตนี้คือ ผู้คนมากมายที่กระทำความชั่วหรือบิดอะฮฺไม่อาจกลับมายังเส้นทางที่เที่ยงตรงและถูกต้อง หรือไม่อาจละทิ้งความชั่วหรือบิดอะฮฺได้ เนื่องจากพบเจอกับท่าทีที่หยาบกร้านของคนที่ยืนยันบนแนวทางที่ถูกต้อง (ดูคำอธิบายของชัยคฺ อัลอัลบานีย์ ต่อคำสุภาษิตนี้ได้ใน สิลสิละฮฺ อัลฮุดา วันนูร เทปหมายเลขที่ 735))

ผู้ถามกล่าวว่า “ชัยคฺครับ แต่หากมีพื้นที่หนึ่งที่อะฮฺลุสสุนนะฮฺมีอำนาจที่นั้น แล้วมีคนกลุ่มหนึ่งทำบิดอะฮฺ สามารถทำการฮัจรฺได้หรือไม่…?”
ชัยคฺ อัลอัลบานีย์ ตอบว่า “กลุ่มคนที่ทำบิดอะฮฺนั้นมาจากพื้นที่นั้นด้วยหรือไม่?”
“ใช่ครับ ถูกต้อง สิ่งที่มีความโดดเด่นที่นั่นคือความจริง แล้วความเท็จหรือบิดอะฮฺก็เกิดขึ้นมา ในสภาพเช่นนี้ทำการฮัจรฺได้หรือไม่…?”
ชัยคฺ อัลอัลบานีย์ กล่าวว่า “ที่จำเป็นต้องกระทำคือใช้หิกมะฮฺ หากกลุ่มที่เข้มแข็งคือ กลุ่มที่มีอำนาจทำการฮัจรฺต่อกลุ่มที่เบี่ยงเบน สิ่งนี้ให้ประโยชน์กับกลุ่มที่ยึดมั่น(กับสุนนะฮฺ) หรือทำให้เกิดความเสียหาย? นี่คือในแง่หนึ่ง หรืออีกแง่หนึ่ง การฮัจรฺของฏออิฟะฮฺ อัลมันศูเราะฮฺ(คืออะฮฺลุสสุนนะฮฺ)ให้ประโยชน์กับกลุ่มที่ถูกฮัจรฺหรือไม่? หรือก่อให้เกิดผลเสียแก่พวกเขา? ต้องได้รับคำตอบในเรื่องนี้เสียก่อน เกี่ยวกับปัญหาต่างๆเช่นนี้นั้น เราอย่าได้ยึดเอาความมุ่งมั่นและความรู้สึกเป็นหลัก เราจะต้องรอบคอบ ไม่รีบร้อน และมีหิกมะฮฺ เช่นพวกเราที่นี่ มีคนหนึ่งในหมู่พวกเขาที่สวนทางกับญะมาอะฮฺ (เราจะพูดว่าอะไร) “โอ้ผู้ที่มีความหวงแหนต่อศาสนา จงทำการฮัจรฺต่อเขาเถิด?!” แน่นอนว่าไม่ แต่พวกท่านจะต้องอ่อนโยนต่อเขา ตักเตือนเขา แนะนำและเป็นเพื่อนกับเขา และอื่นๆ หากไม่สามารถคาดหวัง(การเปลี่ยนแปลง)จากเขาได้อีก นี่คือจุดแรก จุดที่สองคือเกรงว่า(ความชั่วของเขา)จะระบาดไปยังซัยดฺ บักรฺ และคนอื่นๆ สภาพเช่นนี้แล้วเขาก็จะต้องถูกฮัจรฺ หากมั่นใจว่าการฮัจรฺ(มีประโยชน์)ในขณะนั้น ดังที่มีกล่าวว่า ยารักษาสุดท้ายคือเคย์”

(เคย์ คือ การรักษาด้วยเหล็กร้อน โดยวางไปบนร่างกายในส่วนที่เจ็บ คำพูดของชัยคฺ อัลอัลบานีย์ นั้นบ่งชี้ว่าท่านมิได้ปฏิเสธการฮัจรฺโดยสิ้นเชิง ท่านเพียงมอว่า ในยุคปัจจุบันนี้ส่วนมากของการฮัจรฺนั้นไม่มีประโยชน์ ส่วนคำพูดของชัยคฺ อัลอัลบานีย์ ที่ว่า ยารักษาสุดท้ายคือเคย์นั้นหมายถึง วิธีการสุดท้ายคือการฮัจรฺ หมายความว่า ชัยคฺมองว่าสำหรับยุคนี้นั้นควรหลีกเลี่ยงการฮัจรฺให้ได้มากที่สุด เนื่องจากมองเห็นความเสียหายมากมายที่จะเกิดขึ้นจากการฮัจรฺ แน่นอนว่าชัยคฺกล่าวเช่นนั้นออกมาหลังจากที่ได้ประมวลผลจากประสบการณ์อันยาวนานของท่านในสนามการดะอฺวะฮฺ)

ชัยคฺ อัลอัลบานีย์ กล่าวต่อไปว่า โดยทั่วไปแล้ว ยุคสมัยนี้ฉันไม่แนะนำให้ใช้วิธีการฮัจรฺเป็นทางออก เพราะความเสียหายมีมากกว่าประโยชน์ หลักฐานที่สำคำญที่สุดคือ ฟิตนะฮฺที่เกิดขึ้นตอนนี้ที่ฮิญาซ(ซาอุดี้ฯ) พวกเขาทั้งหมดเป็นปึกแผ่นเดียวด้วยดะอฺวะฮฺเตาฮีด คืองานดะอฺวะฮฺไปสู่กิตาบุลลอฮและอัสสุนนะฮฺ แต่เพราะพวกเขาส่วนหนึ่งมีกิจกรรมเฉพาะ ไม่ว่าจะด้านการเมือง หรือพวกเขามีแนวคิดบางอย่างที่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครในหมู่ผู้รู้สักคนเดียวที่รู้จัก บางทีแนวคิดนั้นก็ผิดและบางครั้งก็ถูก เนื่องากท่าทีของพวกเราที่ไม่อดทนในการรับฟังสิ่งใหม่ โดยเฉพาะเมื่อสิ่งใหม่นั้นคือสิ่งที่เรามองว่าเป็นความชั่ว เราจึงต่อต้าน(โจมตี)มัน นี่คือท่าทีที่ผิดพลาด โอ้พี่น้องของฉัน! นี่คือความผิดพลาด!!
ท่านหวังที่จะมีเพื่อนที่ไม่มีข้อบกพร่องเลยกระนั้นหรือ?! ท่านต้องการไม้กฤษณาที่ให้กลิ่นหอมโดยปราศจากควันหรือ??!!
เราหวังให้พี่น้องมุสลิมของเราเหมือนกับเราในเรื่องเตาฮีด แค่นั้นเอง(ก็เพียงพอแล้ว)…เหมือนกันในเรื่องเตาฮ๊ดเท่านั้น!! จนกระทั่งพวกท่านสามารถร่วมกับพวกเขาได้ เพราะพวกเขาไม่พอใจที่จะร่วมกับพวกเรา แม้กระทั้งในเรื่องอะกีดะฮฺด้วย พวกเขาพูดว่าการทำให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นรั้งแต่จะทำให้แถวแตกกระเจิง และอื่นๆ
พวกเขา หมายถึงพี่น้องของเรา(ที่ซาอุดี้ฯ)ดังกล่าว เกิดกลุ่มหนึ่งที่แตกออกจากพวกเขา หรือพวกเขานั่นแหล่ะที่แยกตนเองจากกลุ่ม(วัลลอฮุอะอฺลัม) พวกเขาเหมือนกับเรา พวกเขาอยู่บนแนวทางที่เราเดิน คือกิตาบุลลอฮ , อัสสุนนะฮฺ และบนแนวทางของอัสสะละฟุศศอลิหฺ แต่พวกเขานำพาแนวความคิดหนึ่งที่ส่วนหนึ่งของมันนั้นผิดและอีกส่วนหนึ่งถูก แล้วทำไมพวกเราในวันนี้จึงแพร่กระจายความแตกแยก การแบ่งพรรคแบ่งพวก และการคลั้งไคล้(ตะอัศศุบ)ในหมู่พวกเรา คือพวกเราบางคนต่ออีกบางคน ทั้งที่เมื่อก่อนนั้น พวกเราอะฮฺลุสสุนนะฮฺ มีเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น แต่มาก็กลายเป็น 2 กลุ่ม และต่อมาก็เป็น 3 กลุ่ม จนกลายเป็นอะฮฺลุสสุนนะฮฺสะฟะริยยีน , สุรูริยยีน และอื่นๆ อัลลอฮุอักบัร! สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกแยกนั้นก็คือสิ่งที่ไม่ควรเลยที่จะเป็นเหตุให้พวกเขาแตกแยกกัน ความขัดแย้งของพวกเขาไม่ใช่สิ่งที่ใหญ่เลย (ไม่น่าเชื่อว่ากลุ่มสะละฟียีนจะขัดแย้งกันในเรื่องเช่นนี้) เราต่างก็รู้กันว่า บรรดาเศาะหาบะฮฺขัดแย้งกันในหลายเรื่องๆ แต่แนวทางของพวกเขายังคงหนึ่งเดียว ดังนั้น เมื่อมีกลุ่มอะฮฺลุสสุนนะฮฺหรือฏออิฟะฮฺ อัลมันศูเราะฮฺ แล้วต่อมาก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่แตกแยกจากพวกเขา เราจะต้องกระทำกับพวกเขาด้วยความอ่อนโยนและสุภาพ เราจะต้องพยายามรักษาพวกเขาเพื่อให้ยังคงอยู่กับญะมาอะฮฺ(อะฮฺลุสสุนนะฮฺ) เราไม่บอยคอตและทำการฮัจรฺต่อพวกเขา เว้นแต่หากเราเกรงว่าจะเกิดสิ่งหนึ่ง(ความชั่ว)จากพวกเขา แต่ทว่าความหวั่นเกรงนี้มิได้เกิดขึ้นและปรากฏเช่นนั้นเท่านั้น ไม่ใช่ว่าคนๆหนึ่งเห็นความคิดหนึ่งที่แตกแยกออกจากญะมาอะฮฺ แล้วเราก็บอยคอตทันที เราจะต้องตรวจสอบก่อน เราจะต้องไม่รีบร้อน ขออัลลอฮทรงประทานทางนำแก่หัวใจแก่เขา หรือทำให้ชัดเจนแก่เราว่า การผลักเขาออกไป(การฮัจรฺ)นั้นดีกว่า” (สิลสิละฮฺ อัลฮุดา วันนูร เทปหมายเลขที่ 666 ; 7 ชะอฺบาน 1413)

และมีคำถามอื่นที่ส่งไปยังชัยคฺ อัลอัลบานีย์ อีกว่า “ชัยคฺครับ ท่านมองว่าไม่อนุญาตให้ทำการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ ต่อสู้กับพวกเขา และต้องไม่พูดคุยกับพวกเขาใช่ไหมครับ?”
ชัยคฺ อัลอัลบานีย์ ตอบว่า “เราไม่มองว่าเป็นที่อนุญาตในการปฏิบัติเรื่องนี้…หากเราขณะนี้ต้องการปฏิบัติตามแนวทางของชาวสะลัฟที่เรารับมาจากอุละมาอ์ชาวสะลัฟของเรา ในรูปของการแข็งกร้าวต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ การฮัจรฺพวกเขา บอยคอตพวกเขา และไม่รับฟังพวกเขา เราก็จะถอยกลับไปข้างหลังแน่นอน

(จดจำคำพูดข้างต้นของชัยคฺอัลอัลบานีย์ให้ดี ความหมายของท่านคือ เมื่อเรามีท่าทีที่แข็งก้ราวเหมือนกับอุละมาอ์ชาวสะลัฟในอดีต ทั้งที่สภาพของพวกเราในวันนี้แตกต่างจากพวกเขา งานดะอฺวะฮฺของเราจะถดถอย เพราะความก้าวหน้าของงานดะอฺวะฮฺนั้นวางอยู่บนหิกมะฮฺและผลประโยชน์ และอัลลอฮคือผู้ทรงรู้ดีที่สุด)

อย่างที่เราได้กล่าวไป หากเรามีเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่กับเราบนทางเดียวกัน แล้วเขาก็เบี่ยงเบนไปจนกระทั่งสุดท้ายก็ไม่ละหมาด “แล้วจะบอยคอตเขาไหม?” คำถามมากมายในแนวนี้มีมาจากคนที่มีความมุ่งมั่นในอิสลามสูง เราขอกล่าวว่า “เราจะไม่บอยคอตเขา แต่จงใส่ใจเขาด้วยการให้คำแนะนำและตักเตือนเขาต่อไป เราได้บอกแก่ท่านแล้วเกี่ยวกับสุภาษิตของชาวซีเรียนเกี่ยวคนๆหนึ่งที่ไม่ละหมาด แต่เมื่อเขาต้องการละหมาดครั้งแรก เขาพบว่ามัสญิดถูกปิด แล้วเขาก็พูดว่า “ท่านปิด(ประตูมัสญิด) ฉันจึงไม่ได้ละหมาด” …ดังนั้นจำเป็นต้องวางสิ่งหนึ่งในที่ของมัน คนที่ทิ้งการละหมาด…เมื่อเราบอยคอตเขา นั่นหมายความว่าทำให้เขายิ่งหลงผิดไปอีก ที่เราต้องทำคือ ให้คำแนะนำและตักเตือนเขาต่อไป มีความอ่อนโยนและสภาพนุ่มนวลกับเขา ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กระทำกับชาวยิว เช่นเดียวกับที่เรากระทำกับอะฮฺลุลบิดอะฮฺ หากเราทิ้งพวกเขา เราปล่อยให้พวกเขาอยู่ในสภาพและความหลงผิดนั้น แล้วใครล่ะที่จะพยายามมอบทางนำแก่พวกเขา??”

            (ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ประหลาดมาก หากดาอีย์ที่ยึดมั่นในแนวทางสะลัฟได้รับโอกาสให้ทำการดะอฺวะฮฺในสถานที่ของกลุ่มฮิซบิยยีน(คือ กลุ่มคนที่คลั่งไคล้ในกลุ่มหรือพรรคพวกของตนเอง) แต่เขากลับปล่อยโอกาสทองนี้ไป ที่ถูกต้องนั้นคือ หากมีโอกาสเผยแผ่ความจริงแก่กลุ่มฮิซบิยยีน เราก็ไม่ควรปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไปโดยเด็ดขาด และที่แปลกประหลาดยิ่งกว่านั้นอีกก็คือ ท่าทีของบางคนที่ทำการฮัจรฺต่อพี่น้องของเขาที่ใช้โอกาสที่มีทำการดะอฺวะฮฺในพื้นที่ของอะฮฺลุลบิดอะฮฺ มันเป็นเรื่องที่น่าขันมากหากเราจะเอาแต่รอให้อะฮฺลุลบิดอะฮฺในยุคนี้มาหาเราและรับฟังการบรรยายของเรา มิใช่ว่าท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และบรรดานบีคนอื่นๆ เดินทางไปยังสถานที่แห่งการตั้งภาคีเพื่อเผยแผ่สัจธรรมหรอกหรือ? พวกเขาหาได้แน่นิ่งอยู่ในมัสญิดรอคอยให้ผู้ตั้งภาคีมารับฟังสัจธรรมที่พวกเขาเผยแผ่ไม่)

ผู้ถามถามอีกว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงไม่อนุญาตให้ทำการฮัจรฺต่อพวกเขา(อะฮฺลุลบิดอะฮฺ)ใช่ไหมครับ?”
ชัยคฺ อัลอัลบานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ตอบว่า “สำหรับปัจจุบันนี้นั้น ไม่เป็นที่อนุญาต” (สิลสิละฮฺ อัลฮุดา วันนูร เทปหมายเลขที่ 611)

ชัยคฺ อิบนุอุษัยมีน กล่าวว่า “ในยุคนี้ ส่วนมากของผู้กระทำความผิดนั้น หากถูกฮัจรฺแล้ว พวกเขาจะยิ่งยโสและทำความผิดมากขึ้น ยิ่งห่างไกลจากผู้รู้ และยิ่งทำให้ผู้อื่นห่างไกลจากผู้รู้ด้วย จนกระทั่งการฮัจรฺต่อพวกเขานั้นไม่ได้ให้ประโยชน์ใดๆสำหรับพวกเขาเลย และกับผู้อื่นจากพวกเขาก็เช่นกัน” (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 2/11 คำถามหมายเลขที่ 382)

ค. สภาพของฝ่ายที่ถูกฮัจรฺ เพราะระดับความเข้มข้นของการฮัจรฺ ไม่ว่าจะด้านปริมาณหรือคุณภาพ จะต้องเหมาะสมกับสภาพของฝ่ายที่ถูกฮัจรฺ ระดับของการฮัจรฺจะต้องไม่น้อยกว่าที่ควรเป็น จนกระทั่งผู้ที่ถูกฮัจรฺนั้นไม่รู้สึกอะไร และเช่นเดียวกันจะต้องไม่สูงเกินไป จนก่อให้เกิดความเสียหาย ท่านอิบนุลก็อยยิม กล่าวว่า


وَيَكُوْنُ هُجْرَانُهُ دَوَاءً لَهُ بِحَيْثُ لاَ يَضْعُفُ عَنْ حُصُوْلِ الشِّفَاءِ بِهِ وَلاَ يَزِيْدُ فِي الْكَمِّيَّةِ وَالْكَيْفِيَّةِ عَلَيْهِ فَيُهْلِكَهُ إِذ الْمُرَادُ تَأْدِيْبُهُ لاَ إِتْلاَفُهُ ….

…เพื่อให้การฮัจรฺนั้นเป็นยารักษาสำหรับฝ่ายที่ถูกฮัจรฺ ยานั้นจะต้องไม่อ่อนจนไม่เกิดผลใดๆในการรักษา ในทางกลับกันก็จะต้องไม่เกินไปด้วย ไม่ว่าจะในด้านปริมาณหรือคุณภาพ จนกระทั่งก่อให้เสียหายให้ฝ่ายที่ถูกฮัจรฺ เพราะเป้าหมายของการฮัจรฺนั้นคือเพื่อให้บทเรียนแก่เขา ไม่ใช่เพื่อทำลายเขา (ซาดุล มะอาด 3/578)
          ส่วนหนึ่งของการฮัจรฺที่ผิด คือการฮัจรฺกระทำโดยคนบางส่วนด้วยสภาพเดียวเท่านั้น คือ ด้วยความแข็งกร้าวและต่อเนื่องไม่มีหยุด โดยไม่พิจารณาข้อแตกต่างของผู้ที่ถูกฮัจรฺ ระดับการฮัจรฺที่พวกเขากระทำนั้นเกิดเลยจากที่ควร จนกระทั่งบ่อยครั้งเราพบว่า สุดท้ายคนที่ถูกฮัจรฺนั้นก็ไม่เข้าร่วมรับฟังบรรยายอีกต่อไปเลย และมีบางคนที่กลับไปทำความชั่วใหม่อีกครั้ง การฮัจรฺแบบนี้คือการฮัจรฺที่บ่อนทำลายอย่างชัดเจน ไม่ใช่การฮัจรฺที่สร้างสรรค์และเพื่อการอบรม เช่นเดียวกันนั้นก็มีคนที่อ่อนแรงเกินไปในการฮัจรฺ โดยไม่พิจารณาดูสภาพของฝ่ายที่จะถูกฮัจรฺเลย สุดท้ายการฮัจรฺของเขาก็ไม่สามารถเยียวยารักษาผู้อื่นได้ การฮัจรฺที่ถูกต้องนั้นคือการฮัจรฺที่พิจารณาผลประโยชน์ พร้อมกับการมองดูสถานการณ์และสภาพของฝ่ายที่จะถูกฮัจรฺ ด้วยเหตุนี้…
บางครั้งการอ่อนโยนต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺมีประโยชน์มากกว่า

เป็นไปว่าท่าทีที่อ่อนโยนต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺนั้นมีประโยชน์กว่าความแข็งกร้าว ดังคำพูดของชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮ ที่ว่า เมื่อผู้ที่ถูกฮัจรฺ ตลอดจนคนอื่นๆไม่หยุดจาการความผิดของเขา อีกทั้งยังรุนแรงกว่าเดิม และผู้ทำการฮัจรฺก็มีสภาพที่อ่อนแอ โดยที่ความเสียที่เกิดขึ้นนั้นมีมากกว่าผลประโยชน์ การฮัจรฺก็ไม่ถูกบัญญัติให้กระทำ และในสภาพการณ์เช่นนี้นั้นการอ่อนโยนต่อบางคนนั้นมีประโยชน์กว่าการฮัจรฺ (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 28/206)

คำถามสำคัญที่เราต้องใคร่ครวญคือ มีอะฮฺลุลบิดอะฮฺและฮิซบิยยีนมากน้อยแค่ไหนที่สำนึกตัวและหันกลับมาหาสุนนะฮฺ เนื่องด้วยการฮัจรฺของอะฮฺลุสสุนนะฮฺ? หรือที่เกิดขึ้นนั้นคือสิ่งที่กลับกัน คือพวกเขายิ่งออกห่างจากสุนนะฮฺและยิ่งกำเริบมากขึ้น? แน่นอนว่าเราต่างรู้คำตอบดี เราเห็นแล้วมิใช่หรือว่า ในยุคนี้นั้นส่วนมาก(หรือแทบทั้งหมด)ของอะฮฺลุลบิดอะฮฺและฮิซบิยยีนที่ได้รับทางนำนั้น เป็นเพราะความอ่อนโยนของอะฮฺลุสสุนนะฮฺที่ได้อธิบายสัจธรรมแก่พวกเขา
ดังนั้น ความอ่อนโยนจึงเป็นวิธีการสำคัญที่สุดในการทำให้งานดะอฺวะฮฺสำเร็จ

ชัยคฺ อิบนุบาซ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “ปรากฏพบว่ามีหลายสภาพการณ์ที่ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไม่ได้ทำการฮัจรฺต่อคนบางคน อีกทั้งท่านยังแสดงความอ่อนโยนต่อพวกเขาด้วย จนกระทั่งอัลลอฮทรงประทานทางนำแก่งพวกเขา ดังนั้นความอ่อนโยนในการดะอฺวะฮฺจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด” (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา วะ มะกอลาต มุตะเนาวิอะฮฺ 4/235 คำถามหมายเลขที่ 8)

อัลลอฮุ ตะอาลา ตรัสว่า


فَبِمَا رَحْمَةٍ مِنَ اللَّهِ لِنْتَ لَهُمْ وَلَوْ كُنْتَ فَظّاً غَلِيظَ الْقَلْبِ لانْفَضُّوا مِنْ حَوْلِكَ.

            เนื่องด้วยความเมตตาจากอัลลอฮนั่นเอง เจ้า(มุหัมมัด)จึงได้สุภาพอ่อนโยนแก่พวกเขา และถ้าหากเจ้าเป็นผู้ประพฤติหยาบช้าและมีใจแข็งกระด้างแล้วไซร้ แน่นอนพวกเขาก็ย่อมแยกตัวออกไปจากรอบๆเจ้ากันแล้ว (อาลิอิมรอน 3 : 159)

สังเกตให้ดีพี่น้องของผม บรรดาเศาะหาบะฮฺรู้จักบุคลิกของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เป็นอย่างดี พวกเขารู้ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม คือคนที่สัจจริง ซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบ และหวังแต่ความดีงามแก่อุมมะฮฺของท่าน และบรรดาเศาะหาบะฮฺเองก็เป็นกลุ่มชนที่ดีที่สุดของอุมมะฮฺนี้ มีมารยาทที่ประเสริฐ ให้ความถูกมาก่อนสิ่งใด พร้อมต่อสู้ปกป้องอิสลาม และเชื่อมั่นในตัวท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม แต่ถึงกระนั้นแล้ว อัลลอฮก็ยังตรัสว่าหากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ประพฤติหยาบคายและมีหัวใจที่แข็งกระด้างแล้วไซร้ บรรดาเศาะหาบะฮฺก็จะหนีห่างจากท่าน
และลองเปรียบเทียบกับสภาพของพวกเราในวันนี้ สภาพของเรานั้นแตกต่างและเทียบไม่ได้เลยกับตัวท่านนบีอย่างแน่นอน และคนที่เราทำการดะอฺวะฮฺนั้นก็ไม่อาจเทียบเคียงกับบรรดาเศาะหาบะฮฺได้ด้วย นอกจากนี้พวกเขายังไม่เชื่อมั่นในตัวเราด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นหากเรามีท่าทีที่หยาบกร้านในการดะอฺวะฮฺ? หากบรรดาเศาะหาบะฮฺยังอาจจะหนีห่างจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม หากท่านประพฤติหยาบคายในการดะอฺวะฮฺ แล้วคนสมัยนี้ล่ะจะเป็นอย่างไร?!
ชัยคฺ ศอลิหฺ อาลุ ชัยคฺ กล่าวว่า “มารยาทประการหนึ่งของดาอีย์คือ เขาจะต้องเป็นคนที่เมตตาและอ่อนโยน ความเมตตา ความรักใคร่ และความอ่อนโยนถือเป็นผลของความอิคลาศและความบริสุทธิ์(ในการดะอฺวะฮฺไปสู่อัลลอฮ) หากคนๆนั้นบริสุทธิ์ในการดะอฺวะฮฺไปสู่อัลลอฮ หรือในการสั่งใช้ความดีห้ามปรามความชั่ว หากเขาอิคลาศ เขาก็จะเป็นคนที่เมตตาและอ่อนโยน….อัลลอฮได้ตรัสไว้เป็นบัญชาแก่ท่านนบีมูซา อะลัยฮิ วะสัลลัม และฮารูน พี่น้องของเขาว่า

فَقُولَا لَهُ قَوْلاً لَّيِّناً لَّعَلَّهُ يَتَذَكَّرُ أَوْ يَخْشَى

            แล้วเจ้าทั้งสองจงพูดกับเขาด้วยคำพูดที่อ่อนโยน บางทีเขาอาจจะรำลึกขึ้นมาหรือเกิดความยำเกรงขึ้น (ฏอฮา 20 : 44)

และอัลลอฮยังตรัสถึงลักษณะของท่านบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ด้วยดำรัสของพระองค์ว่า

لَقَدْ جَاءكُمْ رَسُولٌ مِّنْ أَنفُسِكُمْ عَزِيزٌ عَلَيْهِ مَا عَنِتُّمْ حَرِيصٌ عَلَيْكُم بِالْمُؤْمِنِينَ رَؤُوفٌ رَّحِيمٌ

            แท้จริงมีเราะสูลคนหนึ่งจากพวกท่านเองได้มาหาพวกท่านแล้ว เป็นที่ลำบากใจแก่เขาในสิ่งที่พวกท่านได้รับความทุกข์ยาก เป็นผู้ห่วงใย เป็นผู้เมตตา ผู้กรุณาสงสารต่อบรรดาผู้ศรัทธา (อัตเตาบะฮฺ 9 : 128)
หากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม คือผู้ที่ห่วงใยและเมตตา ทำไมเราถึงไม่เลียนแบบท่านล่ะ?

لَقَدْ كَانَ لَكُمْ فِي رَسُولِ اللَّهِ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ لِمَنْ كَانَ يَرْجُو اللَّهَ وَالْيَوْمَ الآخِرَ وَذَكَرَ اللَّهَ كَثِيراً

            โดยแน่นอนในเราะสูลของอัลลอฮฺมีแบบฉบับอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้ว สำหรับผู้ที่หวัง(จะพบ)อัลลอฮฺและวันปรโลกและรำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมาก (อัลอะหฺซาบ 33 : 21)
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวหะดีษบทหนึ่ง ซึ่งบันทึกโดยอิมามอัลบุคอรีย์ ในเศาะฮีหฺของท่าน ท่านนบีกล่าวว่า

إنمَّا يَرْحَمُ اللهُ مِنْ عِبَادِهِ الرُّحَمَاء

            แท้จริงผู้ที่อัลลอฮทรงเมตตาในหมู่ปวงบ่าวของพระองค์นั้นคือ บรรดาผู้มีความเมตตา

และอีกหะดีษหนึ่งในหนังสือสุนัน ระบุบว่า

الرَّاحِمُوْنَ يَرْحَمُهًمُ الرَّحْمَنُ، اِرْحَمُوْا مَنْ فِي الأرْضِ يَرْحَمْكُمْ مَنْ فِي السَّمَاءِ

            บรรดาผู้มีความเมตตานั้นอัลลอฮผู้ทรงเมตตาทรงเมตตาพวกเขา พวกท่านทั้งหลายจงเมตตาต่อผู้ที่อยู่บนโลก แล้วผู้ทรงอยู่ในชั้นฟ้าจะทรงเมตตาพวกท่าน (บันทึกโดยอบูดาวูด 4/285 หมายเลขที่ 4941 และอัตติรมิซีย์ 4/323 หมายเลขที่ 1924 และชัยคฺอัลอัลบานีย์รับรองว่าเศาะฮีหฺ ในอัศเศาะฮีหะฮฺ 2/594 หมายเลขที่ 935)

ท่านจะต้องมีความรัก ความเมตตาต่อคนที่ท่านดะอฺวะฮฺ เมื่อท่านดะอฺวะฮฺ ท่านต้องการอะไรจากการดะอฺวะฮฺล่ะ? ท่านต้องการให้เขาได้รับทางนำมิใช่หรือ? ท่านต้องการปรับปรุงสภาพของเขาให้ดีขึ้นใช่ไหม? ท่านต้องการให้เขายืนหยัดบนทางที่เที่ยงตรงไหนหรือปล่า? ท่านต้องการให้หัวใจของเขามั่นคงใช่ไหม? หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ทำไมท่านไม่รักใคร่เขาล่ะ? ทำไมท่านต้องใช้ความแข็งก้ราว หยาบกร้านที่ไม่ถูกที่ของมันด้วย? ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้ในหะดีษบทหนึ่ง มีบันทึกในหนังสือเศาฮีหฺทั้งสอง รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านนบีกล่าวว่า

يا عائشةُ، إِنَّ الرِّفْقَ مَا كَانَ فِي شَيْءٍ إِلا زَانَهُ، وَلا نُزِعَ مِنْ شَيْءٍ إلا شَانَه

          โอ้อาอิชะฮฺ แท้จริงความอ่อนโยนนั้นจะไม่อยู่กับสิ่งใด นอกจากจะทำให้สิ่งนั้นงดงาม และจะไม่ถูกถอดถอนจากสิ่งใด เว้นแต่จะทำให้สิ่งนั้นน่ารังเกียจ
ความอ่อนโยน หากมีอยู่ในทุกสิ่ง แน่นอนว่าทุกสิ่งนั้นจะสวมงาม และหากถูกถอนออกจากสิ่งใดก็ตาม สิ่งนั้นจะน่ารังเกียจ ส่วนหนึ่งก็คือการทำงานดะอฺวะฮฺและการสั่งใช้ความดีห้ามปรามความชั่ว เพราะทั้งสองจำเป็นจะต้องกระทำด้วยความอ่อนโยน การมีความหยาบกระด้างในเรื่องดังกล่าวนั้นคือสิ่งที่ถูกตำหนิ อัลลอฮุ ตะอาลา ตรัสว่า

فَبِمَا رَحْمَةٍ مِنَ اللَّهِ لِنْتَ لَهُمْ وَلَوْ كُنْتَ فَظّاً غَلِيظَ الْقَلْبِ لانْفَضُّوا مِنْ حَوْلِكَ

            เนื่องด้วยความเมตตาจากอัลลอฮนั่นเอง เจ้า(มุหัมมัด)จึงได้สุภาพอ่อนโยนแก่พวกเขา และถ้าหากเจ้าเป็นผู้ประพฤติหยาบช้าและมีใจแข็งกระด้างแล้วไซร้ แน่นอนพวกเขาก็ย่อมแยกตัวออกไปจากรอบๆเจ้ากันแล้ว (อาลิอิมรอน 3 : 159)

บรรดาผู้รู้กล่าวว่า “เกี่ยวกับดำรัสของอัลลอฮที่ว่า

فَبِمَا رَحْمَةٍ مِنَ اللَّهِ لِنْتَ لَهم

          เนื่องด้วยความเมตตาจากอัลลอฮนั่นเอง เจ้า(มุหัมมัด)จึงได้สุภาพอ่อนโยนแก่พวกเขา

ความหมายของมันคือ ‘เนื่องด้วยความเมตตาจากอัลลอฮนั่นเอง เจ้าจึงได้สุภาพอ่อนโยนต่อพวกเขา’ เพราะตัว มา (مَا) ในคำว่า ฟะบิมา (فَبِمَا)  ถือเป็นศิลาหฺ และศิลาหฺคือการตอกย้ำความหมาย กระทั่งความหมายของมันนั้นเสมือนการทบทวนคำพูดซ้ำไปซ้ำมา” (หมายถึง ด้วยความเมตตาของอัลลอฮ “จริงๆ” ท่านนบีมุหัมมัดจึงมีความสุภาพอ่อนโยนต่อบรรดาเศาะหาบะฮฺ – ผู้แปล)
เช่นนั้นแล้ว ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม อ่อนโยนต่อพวกเขาอย่างไร? คำตอบก็คือ ด้วยกับการรักใคร่พวกเขา
ครั้งหนึ่ง ฮารูน อัรเราะชีด เราะหิมะฮุลลอฮ ได้ทำการเฏาะวาปที่กะอฺบะฮฺ แล้วมีชายคนหนึ่งที่รู้จักเขาและพูดว่า โอ้ฮารูน ฉันจะพูดกับท่านและจะหยาบคายกับท่าน ฉันคือผู้ตักเตือนท่าน… ฮารูน อัรเราะชีดจึงพูดว่า โอ้ท่าน ฉันจะไม่รับฟังคำพูดของท่าน เพราะฉันไม่ได้เลวไปกว่าฟิรเอานฺ และท่านก็ไม่ได้ดีกว่าท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสะลาม และอัลลอฮได้สั่งให้มูซาพูดกับฟิรเอานฺด้วยคำพูดที่นุ่มนวล (ดูเรื่องนี้ใน อัลมุนตะซอม ฟี ตารีคิล คุละฟาอ์ วัลอุมัม 8/328 และตารีค อัฏเฏาะบะรีย์ 5/22)12856091441664175474right-way-wrong-way-hi

ดังนั้น เริ่มแรกของการดะอฺวะฮฺนั้นคือคำพูดที่อ่อนโยนและความรักใคร่ หากหลังจากนั้นเกิดการแสดงความโอหังและการต่อต้าน และเขาก็ดูแคลนความดีงามและศาสนาอิสลาม ปรากฏให้เห็นว่าเขาเหยีดหยามโองการของอัลลอฮ ก็ไม่มีเกียรติใดๆอีกแล้วสำหรับเขา และหลักการอัลวะลาอ์ วัลบะรออ์ (การเป็นมิตรและการเป็นศัตรู) ก็บังคับให้ออกห่างจากคนๆนั้น ด้วยเหตุนี้แหล่ะ ท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสะลาม จึงเริ่มต้นงานดะอฺวะฮฺของท่านในช่วงแรกด้วยคำพูดที่นุ่มนวล แต่เมื่อปรารฏชัดว่าฟิรเอานฺไม่ยอมน้อมรับ ท่านนบีมูซาจึงพูดว่า

وَإِنِّي لَأَظُنُّكَ يَا فِرْعَونُ مَثْبُوراً

          และแท้จริงฉันคิดว่าแน่นอนท่าน โอ้ฟิรเอานเอ๋ย เป็นผู้หายนะแล้ว (อัลอิสรออ์ 17 : 102)

ด้วยคำพูดดังกล่าวนั้นเองชัยชนะและความเข้มแข็งจึงประจักษ์ แต่ไม่ใช่ในช่วงต้นของการดะอฺวะฮฺ
ฉันพูดเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่เสมอในฐานะเป็นคำตักเตือนให้ใส่ใจ เพราะเรากำลังสูญเสียเรื่องนี้ คนๆหนึ่งทำการสั่งใช้ในความดีและห้ามปรามความชั่ว ทำงานดะอฺวะฮฺ แต่ตัวเขาเองกลับไม่เคยวิงวอนขอต่อัลลอฮให้ประทานทางนำแก่คนที่เขาดะอฺวะฮฺเลย…
คนๆหนึ่งเล่าว่า “ครั้งหนึ่ง มีพี่น้องจากญะมาอะฮฺของมัสญิดออกมาพบเรา ขณะนั้นเรากำลังนั่งรวมกันอยู่ เขาตักเตือนเราและสั่งให้เราละหมาดด้วยคำพูดที่ดี แล้วทุกคนก็ด่าว่าเขา นอกจากผมและเพื่อนของผม พวกเขาต่อว่าและหัวเราะเยาะเขา แต่ชายคนนั้นไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากทบทวนคำพูดของเขา…พวกเขายังคงต่อว่าเขา แต่เขาก็อดทนดะอฺวะฮฺพวกเขาด้วยความนุ่มนวล…หลังจากนั้นผมและเพื่อนของผมก็ไปพบเขาและกล่าวขอโทษ….เราขอโทษเขาในการกระทำของเพื่อนๆของเรา เขาจึงพูดกับเราว่า ‘ท่านทั้งสองคิดว่าผมได้รับผลกระทบ เสียใจ และคับใจเนื่องด้วยคำด่าทอของพวกเขาหรือ? เปล่าเลย ผมทำงานดะอฺวะฮฺโดยหวังผลบุญตอบแทน และเมื่อผมเงียบ ผมก็หวังในผลบุญตอบแทน และเช่นเดียวกัน ผมพูดและผมก็ให้อภัย แล้วทำไมผมต้องเสียใจด้วย?’

وَلا تَحْزَنْ عَلَيْهِمْ وَلا تَكُ فِي ضَيْقٍ مِمَّا يَمْكُرُونَ

            และอย่าเศร้าโศกต่อพวกเขา และอย่าคับใจในสิ่งที่พวกเขาวางกลอุบาย (อันนะหฺลุ 16 : 127)

คำพูดดังกล่าวของเขากระทบกระเทือนหัวใจของผม มากกว่าตอนที่มองเห็นเขาอดทนในการตักเตือนพวกเราเสียอีก…”
วิธีการที่จะทำให้ท่านสามารถมอบสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับสังคมได้นั้นเป็นอย่างไร? ท่านให้ประโยชน์แก่พวกเขาด้วยการเอาชนะพวกเขา(ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว)หรือ? ทั้งที่เขาก็คือลูกของท่านเอง ที่บ้านของท่าน ที่ออกมาจากก้นกบของท่านเอง ที่ได้รับการอบรมจากตัวท่านเอง เมื่อท่านใช้วิธีการรุนแรงกับเขา เขาย่อมไม่พอใจ แล้วกับคนอื่นล่ะจะเป็นอย่างไร?” (จากบรรดาของท่าน หัวข้อ อะหฺกาม อัลอัมรุ บิล มะอฺรูฟ วันนะฮฺยุ อะนิล มุงกัร)

ชัยคฺ อัลอัลบานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “พี่น้องเราหลายท่านที่มุ่งมั่นในการปฏิบัติอิสลามด้วยกับอิสลามที่ถูกต้อง เมื่อเห็นมุสลิมคนอื่นๆที่เบี่ยงเบนออกจากกิตาบุลลอฮและสุนนะฮฺ เนื่องด้วยความโง่เขลา เราก็พบการดูถูก ดูแคลน อิจฉา และเกลียดชัง(จากพวกเขา)ต่อผู้คนที่หลงทางนั้น (ทั้งที่)มีชัยคฺ(ที่หลงผิด)หลายคนที่อนุญาตให้อิสติฆอษะฮฺ(ขอความคุ้มครอง)จากบรรดาวลีและคนดีทั้งหลาย แล้วนับประสาอะไรกับ(ความหลงผิด)ที่น้อยกว่านั้น เช่น การตะวัสสุลต่อพวกเขา…พวกเขายังอนุญาตให้เยี่ยมเยียนกุบูรให้บ่อยครั้งและขอความสิริมงคลจากกุบูร และอื่นๆ และอีกส่วนหนึ่งห้ามมิให้ปฏิบัติตามอัลกุรอานและอัสสุนนะฮฺ โดยอ้างว่าคนทั่วไป(เอาวาม)นั้นไม่สามารถเข้าใจอัลกุรอานและอัสสุนนะฮฺได้ และพวกเขาจะได้ต้องตักลีดตามเท่านั้น จงเกิดพฤติกรรมของกลุ่มๆหนึ่ง ที่พวกเขาเหมือนกับเราในเรื่องอัลกุรอานและอัสสุนนะฮฺ บนแนวทางของอัสสะละฟุศศอลิหฺ คือเกลียดชังและการเป็นศัตรูของพวกเขาที่รุนแรงยิ่ง จนกระทั่งไม่อาจพบเจอกันได้เลยระหว่างฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง นี่คือความผิดพลาด ฉันพูดว่าพวกเขาคือคนที่หลงไปจากสัจจธรม พวกเขาสวนทางกับอัลกุรอานและอัสสุนนะฮฺ พวกเขาหลงผิดอย่างแน่นอน….เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาคือคนป่วยที่เราจะต้องเอ็นดูและใส่ใจ เราปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาด้วยความอ่อนโยน เราดะอฺวะฮฺพวกเขาเหมือนกับ(ที่มีระบุ)ในอายะฮฺที่ผ่านมา

ادْعُ إِلِى سَبِيلِ رَبِّكَ بِالْحِكْمَةِ وَالْمَوْعِظَةِ الْحَسَنَةِ وَجَادِلْهُم بِالَّتِي هِيَ أَحْسَنُ إِنَّ رَبَّكَ هُوَ أَعْلَمُ بِمَن ضَلَّ عَن سَبِيلِهِ وَهُوَ أَعْلَمُ بِالْمُهْتَدِينَ

            จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของสูเจ้าโดยสุขุม และการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า แท้จริงพระเจ้าของพระองค์และพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงบรรดาผู้ที่อยู่ในทางที่ถูกต้อง (อันนะหฺลุ 16 : 125)

เราแสดงออกเช่นนั้นต่อไปจนกว่าจะเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่เราว่า คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขาหัวแข็ง(ในความหลงผิด)และต่อต้านสัจธรรม และความนุ่มนวลอ่อนโยนไม่มีประโยชน์ใดๆกับเขาแล้ว เมื่อนั้นแหล่ะเราจึงปฏิบัติตามดำรัสของอัลลอฮ ที่ว่า

وَأَعْرِضْ عَنِ الْجَاهِلِينَ

            และจงผินหลังให้แก่ผู้โฉดเขลาทั้งหลายเถิด (อัลอะอฺร็อฟ 7 : 199) (สิลสิละฮฺ อัลฮุดา วันนูร เทปหมายเลขที่ 735)
คำเตือน
คำอธิบายข้างต้นนั้นไม่ได้ต้องการบอกว่าไม่อนุญาตให้ดาอีย์ใช้วิธีแข็งกร้าวในการทำงานดะอฺวะฮฺ เพราะแท้จริงแล้ว ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม บรรดาเศาะหาบะฮฺ และบรรดาชาวสะลัฟนั้น บางครั้งก็ใช้วิธีการที่ดุดันในการดะอฺวะฮฺ หากว่ามันนำมาซึ่งผลดีจริงๆ(ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ การฮัรฺที่พวกเขาได้กระทำ)
แต่คำอธิบายข้างต้นนั้นต้องการบอกว่า ฐานเดิมของการดะอฺวะฮฺนั้นคือด้วยความอ่อนโยน ซึ่งบ่งชี้ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม บรรดาเศาะหาบะฮฺ และชาวสะลัฟนั้นพวกเขาทำการดะอฺวะฮฺด้วยความนิ่มนวลอ่อนโยน แต่บางครั้งพวกเขาก็ใช้วิธีการที่ดูแข็งกร้าวดุดัน เพื่อผลประโยชน์ของงานดะอฺวะฮฺ
สิ่งนี้บ่งบี้ว่า การดะอฺวะฮฺด้วยความแข็งกร้านนั้นไม่ใช่การดะอฺวะฮฺที่ดีที่สุด และในทางกลับกันนั้นงานดะอฺวะฮฺที่นุ่มนวลอ่อนโยนก็ไม่ใช่การดะอฺวะฮฺที่ดีที่สุดเช่นกัน แต่ที่ดีและถูกต้องที่สุดคือ การวางทั้งสองวิธีการให้ถูกที่ของมัน(หมายถึง การเลือกใช้วิธีการทั้งสองแบบให้ถูกต้องเหมาะสมกับเวลา สถานที่ โอกาส และบริบทต่างๆ – ผู้แปล)
ท่านอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า “และชัยคฺต้องการให้มนุษย์เลยเถิดในทุกๆเรื่อง เมื่อชัยคฺเห็นว่าเขาโน้มเอียงไปทางความเมตตา(นุ่มนวลอ่อนโยน) มันก็จะประดับประดาความนุ่มนวลนั้นจนกระทั่งเขาไม่รังเกียจสิ่งที่อัลลอฮรังเกียจ และไม่รู้สึกโกรธเกลียดต่อสิ่งที่อัลลอฮโกรธกริ้ว และหากชัยฏอนเห็นว่าเขาโน้มเอียงไปทางความแข็งกร้าว มันก็จะประดับประดาความแข็งกร้าวนั้นในทุกๆสิ่งที่ไม่ใช่เพื่ออัลลอฮ จนกระทั่งเขาละทิ้งความสวยงาม การทำดี ความอ่อนโยน การสานสัมพันธื ความรักใคร่ที่อัลลอฮและเราะสูลได้สั่งใช้ เขาเลยละเมิดขอบเขตในความแข็งกร้าว เขาจึงเลยเถิดในการด่าทอ การเกลียดชัง และการตัดสินเกินไปจากที่อัลลอฮและเราะสูลพอใจ คนๆนี้ได้ละทิ้งสิ่งที่อัลลอฮสั่งใช้ คือความรักและการทำดี เขาจึงถูกตำหนิในเรื่องนี้ และเขายังเลยเถิดในเรื่องที่อัลลอฮและเราะสูลบัญญัตให้แข็งกร้าว จนกระทั่งเกินขอบเขตไป…” (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 15/292-293)
ดังนั้น ที่ถูกต้องคือ การอ่อนโยนในที่ของมัน และแข็งกร้าวในที่ของมัน แต่พึงจำให้ดีว่า พื้นฐานของการดะอฺวะฮฺคือ ความอ่อนโยน

ชัยคฺ อิบนุบาซ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “แท้จริง ชะรีอะฮฺอิสลามที่สมบูรณ์มาด้วยกับความอ่อนโยนในที่ของมัน และความแข็งกร้าวและหยาบกระด้างก็อยู่ในที่ของมันอย่างเหมาะสมด้วย มีคำสั่งใช้จากศาสนาแก่นักดาอีย์ที่เรียกร้องไปสู่อัลลอฮให้มีความอ่อนโยน นุ่มนวล ฉลาด และอดทน เพราะสิ่งเหล่านั้นมีความสมบูรณ์กว่าในการให้ประโยชน์และผลลัพท์ผ่านการดะอฺวะฮฺของเขา ดังที่อัลลอฮได้สั่งใช้ในเรื่องนี้ และท่านเราะสูลุลลอฮ ก็ได้แนะนำเราในเรื่องนี้เช่นกัน ดาอีย์จะมีความรู้และทางนำในเรื่องที่เขาทำการเรียกร้องและเรื่องที่เขาห้ามปราม เพราะอัลลอฮได้ตรัสว่า

قُلْ هَـذِهِ سَبِيلِي أَدْعُو إِلَى اللّهِ عَلَى بَصِيرَةٍ

            จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด “นี่คือแนวทางของฉัน ฉันเรียกร้องไปสู่อัลลอฮ์อย่างประจักษ์แจ้ง (ยูสุฟ 12 : 108)
ไม่ใช่เรื่องถูกต้องเลยที่ดาอีย์คนหนึ่งจะใช้วิธีการแข็งกร้าวและหยาบกระด้าง นอกจากเมื่อจำเป็นและในสถานการณ์บังคับ และช่องทางแรก(คือด้วยความอ่อนโยน)ไม่สามารถพาไปสู่เป้าหมายได้แล้ว ดังนั้นแหล่ะ ดาอีย์ที่เรียกร้องไปสู่อัลลอฮจึงปฏิบัติ 2 ด้านดังกล่าว(คือความแข็งกร้าวและความอ่อนโยน) สอดคลองกับสิทธิของมัน และเดินอยู่บนทางนำของชะรีอะฮฺใน 2 ด้านข้างต้น” (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา วะ มะกอลาต มุตะเนาวิอะฮฺ 3/207)
ชัยคฺ อิบนุอุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “เมื่อผลประโยชน์สามารถได้รับมาด้วยท่าทีดุดันและแข็งกร้าว ก็จำเป็นสำหรับท่านที่จะต้องกระทำ แต่หากกลับกัน ก็จำเป็นสำหรับท่านที่จะต้องอ่อนโยนและสุภาพ แต่หากเทียบเท่ากันระหว่างความสุภาพอ่อนโยนกับความดุดันแข็งกร้าว ก็จำเป็นสำหรับท่านที่จะต้องอ่อนโยน เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า ‘แท้จริงอัลลอฮทรงอ่อนโยน และรักความอ่อนโยนในทุกๆเรื่อง’” (ชัรหฺ อัลอัรบะอีน อันนะวะวิยยะฮฺ หน้าที่ 223)

บางคนทำให้หลักการพื้นฐานในการดะอฺวะฮฺของพวกเขาคือความแข็งกร้าว อีกทั้งพวกเขายังคิดว่าความแข็งกร้าวนั้นคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ยิ่งคนๆหนึ่งแข็งกร้าวในการดะอฺวะฮฺมากเท่านั้น งานดะอฺวะฮฺก็ยิ่งถูกต้องมากเท่านั้น สิ่งนี้ปรากฏชัดในการดะอฺวะฮฺที่พวกเขาดำเนิน แม้ว่าลิ้นของพวกเขาจะปฏิเสธก็ตาม นอกจากนี้พวกเขายังต่อว่าคนที่อ่อนโยนในการดะอฺวะฮฺด้วย พวกเขาไม่พอใจนอกจากคนที่ทำงานดะอฺวะฮฺด้วยวิธีการแบบพวกเขาเท่านั้น แล้วพวกเขาก็ใส่ร้ายคนที่ดะอฺวะฮฺด้วยความอ่อนโยนด้วยข้อหาต่างๆมากมาย
ชัยคฺ อัสสะอฺดีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ ครั้งที่ท่านได้แสดงความเห็นต่ออายะฮฺต่างๆที่เกี่ยวกับความอ่อนโยนของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านกล่าวว่า “นี่คือมารยาทของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ซึ่งถือเป็นมารยาทที่สมบูรณ์แบบ ด้วยมารยาทนั้นแหล่ะที่ทำให้ได้รับผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ต่างๆและทำให้ความเสียหายทั้งหลายถูกปัดป้องไป สิ่งนี้สามารถมองเห็นได้ในการแสดงออกที่ชัดเจน แล้วสมควรหรือที่มุอ์มินที่ศรัทธาต่ออัลลอฮและเราะสูล อ้างว่าปฏิบัติและเจริญรอยตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม แต่กลับเป็นภาระที่หนักอึ้งแก่ชาวมุสลิม มีความประพฤติที่น่ารังเกียจ หยาบคายต่อชาวมุสลิม หัวใจกระด้าง อีกทั้งยังพูดหยาบและแข็งกร้านอีกด้วย? เมื่อเขาเห็นชาวมุสลิมกระทำความผิดหรือประพฤติไม่ดีอย่างหนึ่ง เขาก็รีบทำการฮัจรฺต่อพวกเขา โกรธ และเกลียดพวกเขา ไม่มีความสุภาพและอ่อนโยนในตัวเขาเลย ไม่มีมารยาท และไม่ได้รับเตาฟีกจากอัลลอฮ ผลก็คือเกิดความเสียหาย เนื่องจากรูปแบบการปฏิสัมพันธ์เช่นนี้ อีกทั้งยังทำให้สูญเสียผลประโยชน์ต่างๆอีกด้วย เฉกเช่นที่เกิดขึ้น เช่นนั้นแล้ว ท่านยังพบว่าเขาดูถูกดูแคลนคนที่มีบุคลิกลักษณะของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม อีกด้วย เขากล่าวหาคนๆนั้นว่ามีลักษณะของพวกมุนาฟิกหรือมุดาฮะนะฮฺ ในขณะเดียวกันเขากลับคิดว่าตัวเขาสมบูรณ์และเขาก็ยกยอตัวเอง เขาพยองกับการงานของตัวเอง สิ่งนี้มิได้เกิดขึ้นกับตัวเขา นอกจากเพราะความโง่เขลา และเพราะชัยฏอนตบแต่งการงานของเขาและหลอกลวงเขา” (ตัยสีร อัลกะรีม อัรเราะหฺมาน ฟี ตัฟสีร กะลาม อัลมันนา หน้าที่ 599 ตัฟสีรสูเราะฮฺอัชชูรอ : 215)

คำเตือนอีก
เป้าหมายของการฮัจรฺ คือเป็นการทำดีและรักใคร่ต่อคนที่ถูกฮัจรฺ ไม่ใช่สนองความพอใจและการแก้แค้น
ท่านอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า “และเช่นเดียวกับการตอบโต้อะฮฺลุลบิดอะฮฺ ไม่ว่าจะเป็นพวกรอฟิเฏาะฮฺหรืออื่นๆ หากการตอบโต้นั้นกระทำโดยคนที่ไม่ได้มีเจตนาเพื่ออธิบายสัจธรรม มอบทางนำแก่ผู้คน รักใคร่ และกระทำดีต่อพวกเขา การงานนั้นก็ไม่ใช่การงานที่ดี…และบางที่คนๆหนึ่งก็ถูกฮัจรฺเพื่อเป็นการลงโทษและเป็นคำเตือนสำหรับเขา และเจตนาของการฮัจรฺนั้นคือเพื่อให้เขาและคนที่เหมือนกับเขายุติจากการกระทำของพวกเขา เนื่องด้วยความรักใคร่และการทำดี(ต่อพวกเขาที่ถูกฮัจรฺ) ไม่ใช่เพื่อสนองความพอใจและแก้แค้น” (มินฮาญุส สุนนะฮฺ 5/239)

ท่านยังกล่าวอีกว่า “ดังนั้น คนที่ตัดสินมนุษย์เนื่องด้วยบาปต่างๆที่พวกเขากระทำนั้น จะต้องปรับเจตนาในการตัดสินนั้นของเขาให้เป็นไปเพื่อการทำดีและรักใคร่พวกเขา เฉกเช่นเดียวกับตอนที่คนเป็นพ่อลงโทษลูกของเขา เช่นเดียวกับตอนที่คุณหมอรักษาคนไข้ของเขา เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยกล่าวว่า

إِنَّمَا أَنَا لَكُمْ بِمَنْزِلَةِ الْوَالِدِ

            แท้จริงตัวฉันสำหรับพวกท่านนั้นเสมือนบิดา (บันทึกโดยอบูดาวูด 1/3 หมายเลขที่ 8 และชัยคฺอัลอัลบานีย์รับรองว่าหะสัน)

อัลลอฮได้ตรัสว่า

النَّبِيُّ أَوْلَى بِالْمُؤْمِنِينَ مِنْ أَنفُسِهِمْ وَأَزْوَاجُهُ أُمَّهَاتُهُمْ

 นะบีนั้นเป็นผู้ใกล้ชิดกับบรรดาผู้ศรัทธายิ่งกว่าตัวของพวกเขาเอง และบรรดาภริยาของเขา (นะบี) คือมารดาของพวกเขา (อัลอะหฺซาบ 33 : 6)

…แท้จริง บรรดาภรรยาของท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เป็นมารดาของผู้ศรัทธา เนื่องด้วยตาม(ตำแหน่งของ)ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม (ที่เสมือนเป็นบิดาของผู้ศรัทธา) หากมิใช่เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เป็นเสมือนบิดาแล้ว ภรรยาของท่านก็จะไม่เป็นเสมือนมารดา บรรดานบีคือคุณหมอในด้านศาสนา และอัลกุรอานที่ถูกประทานลงมานั้นถือเป็นยารักษาที่พบในหัวใจ คนๆหนึ่งที่ตัดสินผู้คนด้วยการตัดสินที่ถูกต้องตามหลักการศาสนา เสมือนเป็นตัวแทนของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ดังนั้นเขาก็จะต้องปฏิบัติเหมือนที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ปฏิบัติไว้ด้วย” (มินฮาญุส สุนนะฮฺ 5/237-238)

ติดตามตอนต่อไป…

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Blog Abu Umamah™

Media Belajar Dan Berbagi Ilmu Islam Ahlussunnah Wal Jama'ah

Attachment Parenting by Baannada : บ้านณดา

เพจเลี้ยงลูกเชิงบวกแนว Attachment Parenting และรวมไอเดียการเล่นในครอบครัว และไฟล์กิจกรรมปริ๊นฟรีสำหรับเด็ก

Insyaflah, wahai Salafy!

Kalau tidak ada yang menjelaskan ... bagaimana ummat bisa tahu ?

faham.wordpress.com

Tugas pertama kita adalah memahami Islam, bukan sekedar mengetahui dalilnya

irwandizakaria-blog

Berikan yang Terbaik, Insya Allah akan Dapat Yang Terbaik

LA TAHZAN

ไม่จุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด

Terjemah Kitab Salaf

membumikan dakwah ahlus sunnah

Bahasa Arab Jarak Jauh at-Taisir

Mempelajari Bahasa al-Qur'an dan as-Sunnah

abusaifillah

Islam is the way of life.

Ibnu Taimiyah

Menguak keagungan seorang Syaikhul Islam

Abu Salma

Homepage Pribadi Abu Salma Muhammad

ABU MUSA AL-ATSARI

Belajar Islam, Menikmati Alam

Meniti Jalan menuntut Ilmu

Membuka Jalan Menuju Surga...

bushrohouse

ห้องสมุดบ้านบุชรอ : ห้องสมุดเพื่ออุมมะฮฺ

Para Ulama Ahlul Hadits

Biografi Ahlul Hadits, Para Sahabat, Tabi’in dan Tabiut Tabi’in beserta Keluarga Rasulullah صلى ا لله عليه وسلم

Salafy

Meneladani Generasi Terdahulu yang Shalih

%d bloggers like this: