RSS

มุวาซะนะฮฺ : ระหว่างการตัดสินและการตะหฺซีร

17 มิ.ย.

ميزان-العدلมุวาซะนะฮฺ : ระหว่างการตัดสินและการตะหฺซีร
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

 

มุวาซะนะฮฺ : ระหว่างการตัดสินและการตะหฺซีร(การเตือนให้ออกห่าง)

ความจริงอย่างหนึ่งที่น่าสลดใจ ก็คือ เมื่อเราได้เห็นพฤติกรรมของพี่น้องบางคนที่มักง่ายในการตัดสินพี่น้องของเขาว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ(ชาวบิดอฺ) (เพียงเพราะมีข้อแตกต่างกับตัวเองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น) ทั้งๆที่โดยพื้นฐานแล้ว พี่น้องผู้ถูกตั้งข้อหามีความเหมือนกันกับตัวเขาเองทั้งในเรื่องอะกีดะฮฺ วิธีการอิบาดะฮฺ วิธีการอ้างอิงหลักฐาน และวิธีการเข้าใจหลักฐานจากอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ หนังสือต่างๆที่ยึดถือ(มาศึกษา)ก็เหมือนกัน อุละมาอ์อาวุโสที่เป็นแหล่งอ้างอิงกลับก็เหมือนกัน แม้กระทั่งการแต่งกายก็ด้วย เราอาจพูดได้ว่า พวกเขามีความเหมือนกันถึง 95 เปอร์เซ็นต์ และทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือ ในเรื่องที่ไม่ใช่หลักการพื้นฐาน ไม่ใช่เรื่องอะกีดะฮฺ แต่เป็นเรื่องของการมุอามะละฮฺ

ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของพี่น้องของเขานั้น ทำให้เขาจะต้องถูกตัดสินว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺเลยหรือ? ความดีงามต่างๆของเขา ทั้งในเรื่องอะกีดะฮฺที่ถูกต้องและการยึดมั่นบนสุนนะฮฺของท่านนบีนั้น จะต้องถูกทิ้งและลืมไปอย่างนั้นหรือ? และสุดท้าย เขากถูกตัดสินว่าเป็นมุบตะดิอฺอย่างรวดเร็ว? ผลจากการรีบร้อนตัดสิน ทำให้เกิดการฮัจรฺ(การตัดความสัมพันธ์-บอยคอต)อย่างหน้ามืดตามัว จนกระทั่งชาวสุนนะฮฺ หรือชาวสะละฟีย์ หรือแม้กระทั่งนักดาอีย์สะละฟีย์ ก็ถูกปฏิบัติเหมือนกับมุบตะดิอฺ หรืออาจจะถูกปฏิบัติเหมือนเป็นผู้กราบไหว้กุบูร??!! มินำซ้ำอาจจะรุนแรงกว่านั้นเสียด้วยซ้ำไป…!!

และความผิดพลาดประการหนึ่งของพี่น้องของเราบางคน ก็คือ ความมักง่ายในการตับดีอฺ(การตัดสินว่าเป็นชาวบิดอะฮฺ)ต่อพี่น้องของเขา การปฏิบัติเช่นนี้หาได้ถูกปฏิบัติโดยบางคนที่มีความรู้ในหมู่พวกเขาไม่ แต่ยังถูกนำไปปฏิบัติโดยคนที่เพิ่งเรียนรู้(ศาสนา) ที่ยังไม่รู้จักเตาฮีดและบิดอะฮฺอย่างดีเลยด้วย ทว่ากลับกล้าหาญว่ากล่าวต่อพี่น้องของเขาว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ น่าเศร้าจริงๆ

ในหมู่พวกเขา มีผู้ที่กล่าวหาพี่น้องของตนเองว่าเป็นสุรูรีย์ แต่เมื่อถามว่าสุรูรีย์คืออะไร? มีลักษณะอย่างไร? เขาก็จะนิ่งเป็นปากใบ้ หรือไม่ก็กล่าวว่า “เขาเป็นสุรูรีย์ ตามที่อาจารย์นั้นคนนี้ได้กล่าวไว้….” สุบหานัลลอฮ นั่นคือท่าทีของชาวอะฮฺลุสสุนนะฮฺในการตับดีอฺพี่น้องของเขาโดยไร้หลักฐานและความชัดเจนกระนั้นหรือ?  ด้วยการตักลีดอย่างหูหนวกตาบอดอย่างนั้นรึ? มิใช่ว่า ที่เราได้รู้จักแนวทาง(มันฮัจญ์)สะลัฟ ก็ด้วยกับการหนีห่างจากการตักลีดดอกหรือ?  แล้วทำไมเมื่อเรารู้จักแนวทางสะลัฟแล้ว เรายังตักลีดอย่างหูหนวกตาบอดอีก? หากตักลีกในเรื่องบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับตัวเราเอง มันเป็นเรื่องที่ไม่หนักหนานัก แต่การตักลีดในการตัดสินและการตับดีอฺผู้อื่นนั้น ในขณะที่มีข้อตัดสินที่รุนแรงมากเบื้องหลังการตัดสิน ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ใหญ่ เขาจะพูดอย่างไรในวันอาคิเราะฮฺ เมื่ออัลลอฮให้เขารับผิดชอบในสิ่งที่ได้กล่าวไป? เป็นไปได้อย่างไรที่คนๆหนึ่งกล่าวหาคนอื่นด้วยกับถ้อยคำที่เขาเองยังไม่เข้าใจมันเลย? เหมาะสมแล้วหรือที่คนๆหนึ่งจะกล่าวว่าเป็นมุชริก หากเขาเองก็ยังไม่เข้าใจนิยามของชิรกฺ สมควรแล้วหรือ ในการที่เขากล่าวหาพี่น้องว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ ในขณะที่เขาเองก็ไม่เข้าใจคำว่าบิดอะฮฺ? เกรงว่า ตัวเขาเองนั่นแหล่ะที่เป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ อันเนื่องจากการตับดีอฺที่ไม่สมเหตุสมผลที่ได้กระทำไป และเหมาะสมแล้วหรือ ที่เขาจะกล่าวหาพี่น้องของเขาว่าเป็นสุรูรีย์ ทั้งๆที่เขาเองก็ไม่เข้าใจความหมายของสุรูรีย์? บางทีตัวเขาเองนั่นแหล่ะที่เป็นสุรูรีย์ โดยไม่รู้ตัว  มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่ก็คือข้อเท็จที่เกิดขึ้น

คนที่ฉลาดหน่อยในหมู่พวกเขาพูดว่า “ฉันมีหลักฐานว่าคนนั้นเป็นสุรูรีย์ หลักฐานก็คือคนนั้นมีความสัมพันธ์องค์กรเพื่อสังคม ‘แห่งหนึ่ง’ ที่คูเวต” มันน่าประหลาดใจ แต่ก็คือความจริง มีด้วยหรือ อุละมาอ์ที่กล่าวว่า ใครก็ตามที่ไปมีความสัมพันธ์กับองค์กรดังกล่าวแล้ว เขาก็จะคือสุรูรีย์ในทันที? หากเป็นเช่นนั้น นั่นก็หมายความว่า อุละมาอ์อาวุโสที่ได้แนะนำ(และมีความสัมพันธ์กับ)องค์กรนี้ก็เป็นสุรูรัย์ด้วยสิ! สุบหานัลลอฮ…

คนบางคนที่งานอดิเรกของเขานั้นคือการตัดสินพี่น้องของตนเองว่าเป็นสุรูรีย์นั้น สุดท้ายก็ตัดสินพวกเขาว่าเป็นมุบตะดิอฺด้วย อาวุธที่เขาใช้เพื่อทิ่มแทงพี่น้องสะละฟีย์ด้วยกันอย่างบ้าบิ่นนั้น สุดท้ายมันก็ย้อนกลับใส่ตัวเขาเอง หรือที่เราเรียกว่า “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง”

            พวกเขาบางคน(หลังจากที่ได้ไปศึกษาในต่างประเทศ) แล้วก็ได้กลับมายังบ้านเกิด สุดท้ายก็ทำการตัดสินอาจารย์ของตัวเองว่าเป็นสุรูรีย์และอะฮฺลุลบิดอะฮฺ และแน่นอน…เรื่องดังกล่าวนี้ก็เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง ลูกศิษย์ของพวกเขาที่กลับมาจากต่างประเทศเช่นกัน ก็กล่าวหาพวกเขาว่าเป็นอะฮฺลุลอะฮฺวาอ์(พวกตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ)

และที่รุนแรงกว่านั้น มิใช่แค่ถูกลูกศิษย์ของตนเองตะหฺซีรและตับดีอฺเท่านั้น แม้กระทั่งครูของพวกเขาเองที่เมื่อก่อนถูกเรียกว่าเป็น อัล-อาลิม(ผู้รู้) อัล-มุหัดดิษ(ผู้รู้วิชาหะดีษ) อัล-ฟะกีฮฺ(ผู้มีความเข้าใจศาสนาอย่างลึกซึ้ง) ที่พวกเขาต่อต้านนั้น แต่ครูของเขาที่เป็นอัล-มุหัดดิษ อัล-ฟะกีฮฺกลับไม่ยอมรับพวกเขา และสุดท้ายก็ตะหฺซีรพวกเขา ทำให้สภาพของพวกเขานั้นเลวร้ายยิงกว่าการกระทำของพวกเขาเองเสียอีก

พวกเขาที่เมื่อกลับมาจากเมืองนอกแล้วทำการกล่าวหาครูของตนเองที่อยู่ในบ้านเกิดว่าเป็นสุรูรีย์นั้น สุดท้ายพวกเขาเองก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกทำตามอารมณ์ใฝ่ต่ำและพวกหลอกลวง โดยลูกศิษย์ของตนเอง หรือแม้กระทั่งโดยครูของพวกเขาเอง ที่พวกเขาเคยเชิดชูชมเชย วัลลอฮุล มุสตะอาน…!!

 

อย่าได้รีบร้อนในการตับดีอฺ 

ชัยคฺ ศอลิหฺ อลู ชัยคฺ กล่าวว่า “ใครกันที่ถูกตัดสินว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ? บิดอะฮฺคือข้อตัดสินของศาสนา การตัดสินผู้กระทำบิดอะฮฺว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺนั้น เป็นการตัดสินทางศาสนาที่รุนแรง เพราะจะมีข้อตัดสินทางศาสนาติดตามคำตัดสินต่อผู้กระทำด้วย คนนั้นเป็นกาฟิร(ผู้ปฏิเสธศรัทธา) คนนี้เป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ(ชาวบิดอะฮฺ) คนโน้นเป็นฟาสิก(คนชั่ว) การตัดสินเหล่านี้ มีเพียงผู้รู้เท่านั้นที่กระทำได้ เพราะการกุฟรฺและผู้ที่ทำการกุฟรฺเป็นเรื่องที่ต้องแยกกัน ไม่ใช่ทุกคนที่กระทำการกุฟรฺ แล้วเขาจะเป็นกาฟิรในทันที สองสิ่งนี้มิใช่สิ่งเดียวกัน  เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ทุกคนที่ทำบิดอะฮฺ แล้วเขาจะเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺโดยอัตโนมัติ และไม่ใช่ทุกคนที่ทำความชั่ว แล้วเขาจะเป็นคนชั่วในทันที….เพราะฉะนั้น การตับดีอฺ ตัดสินว่าคนที่บางสิ่งบางอย่างว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ หรือตัดสินการคำพูดของเขานั้นเป็นบิดอะฮฺ จึงไม่ใช่สิทธิของทุกคนจากชาวสุนนะฮฺ นี่คือสิทธิของผู้มีความรู้ เพราะการตัดสินดังกล่าวจะไม่เป็นผล นอกจากภายหลังที่เงื่อนไขต่างๆได้ครบถ้วนสมบูรณ์ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางคำตัดสินนั้น(หรือที่เรียกว่า อิสติฟาอ์ อัช-ชุรูฏ วะ อินติฟาอ์ อัล-มะวานีย์) ปัญหาเหล่านี้จะต้องกลับไปยังอะฮฺลุลฟัตวา(ผู้มีสิทธิให้คำฟัตวา) ซึ่ง(มีความรู้ในการ)ทำการรวบรวมเงื่อนไขและขจัดสิ่งขัดขวางต่างๆ สิ่งนี้คืองาน(-หน้าที่)ของมุฟตีย์(อะฮฺลุลฟัตวา)

          ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ควรประมาทในการตับดีอฺคนๆหนึ่งที่บรรดาอุละมาอ์ผู้มีความรู้หนักแน่นยังไม่ได้ตัดสินพวกเขาว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ เขาควรถูกตัดสินด้วยการตัดสินของบรรดาผู้มีความรู้ ตามสิ่งที่เขาได้พูดและได้กระทำไป ใครที่ทำการตัดสิน(ว่าคนนั้นคนนี้เป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ) ดังนั้น นี่เป็นเพียงการอิจติฮาด(วินิจฉัย)จากตัวเขาเอง หากเขามีความสามารถในการอิจติฮาด นั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขา เขาจะได้การผ่อนปรน แต่ไม่สามารถเชื่อ/ปฏิบัติตามได้ เพราะที่อนุญาตให้เชื่อ/ปฏิบัติตามนั้น คือ บรรดาอุละมาอ์ที่มีความรู้แตกฉาน และหากเขาไม่ใช่อะฮฺลุลอิจติฮาด(ผู้มีสิทธิ์ทำการอิจติฮาด) คำพูดของเขาก็จะถูกปฏิเสธ และการอิจติฮาดดังกล่าวก็ไม่ถูกที่ของมัน” (จากการบรรดาของชัยคฺ ศอลิหฺ อลู ชัยคฺ หัวข้อ ‘อัน-นะศีหะฮฺ ลิช ชะบ๊าบ’)

 

มุวาซะนะฮฺ หลักการสำคัญที่ถูกลืมtumblr_lo1fjeV3US1ql5xago1_400

ต่อไปนี้ ผู้เขียนจะขออธิบายแนวทาง(มันฮัจญ์)ที่ได้รับการเลือกสรรจากบรรดาอุละมาอ์สะลัฟในการตัดสินคนๆหนึ่งว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺหรือไม่ใช่ ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว แนวทางของพวกเขาวางอยู่บนการ ‘มุวาซะนะฮฺ’ (การพิจารณาบิดอะฮฺและสุนนะฮฺที่มีอยู่ในคนๆหนึ่งที่พวกเขาจะทำการตัดสิน)

แต่พึงทราบเถิดว่า มุวาซะนะฮฺที่หมายถึงนี้ หาใช่อย่างที่คนบางคน(เข้าใจและ)หมายความถึงไม่ คือที่ว่า จำเป็นต้องกล่าวคุณงามความดีของคนที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ และไม่อนุญาตให้กล่าวถึงความผิดของเขาเพียงอย่างเดียว หลักการดังกล่าวนั้น เป็นหลักการที่ถูกอุตริกรรมขึ้นมา(บิดอะฮฺ) ซึ่งทำให้คำตักเตือนของบรรดาอุละมาอ์ต่อความผิดต่างๆของอะฮฺลุลบิดอะฮฺนั้นเป็นสิ่งที่หยาบ แต่ทว่า มุวาซะนะฮฺที่กำลังหมายถึงในที่นี้ ก็คือ การมุวาซะนะฮฺในการตัดสินผู้คนว่า เขาคืออะฮฺลุสสุนนะฮฺ หรือเป็นอะฮฺลุสบิดอะฮฺ ในการนี้นั้นเราจำเป็นต้องเปรียบเทียบระหว่างความดีและความผิด หากคนๆหนึ่งเป็นที่รู้จักว่าเป็นคนที่ปฏิบัติตามหลักฐานและรักในสุนนะฮฺ แล้วเขาก็พลาดไปทำบิดอะฮฺอย่างหนึ่ง เช่นนี้ เขาจะไม่ถูกกล่าวว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ เพราะความดีงามของเขานั้นมีมากมาย

จงพิจารณา(และเข้าใจ)การมุวาซะนะฮฺทั้ง 2 แบบนี้ให้ดี เพราะหลายคนแล้วที่สับสนในการเข้าใจเรื่องนี้

ชัยคฺ อิบนุ อุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “หากคนๆหนึ่งประสงค์ทำการประเมินต่อฝ่ายหนึ่ง เขาจะต้องกล่าวถึงคุณงามความดีทั้งหลายและความชั่วต่างๆของคนๆนั้น เพราะอัลลอฮตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُونُوا قَوَّامِينَ لِلَّهِ شُهَدَاءَ بِالْقِسْطِ  وَلَا يَجْرِمَنَّكُمْ شَنَآنُ قَوْمٍ عَلَىٰ أَلَّا تَعْدِلُوا  اعْدِلُوا هُوَ
 أَقْرَبُ لِلتَّقْوَىٰ  وَاتَّقُوا اللَّهَ  إِنَّ اللَّهَ خَبِيرٌ بِمَا تَعْمَلُونَ 

          โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรมและจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใดทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรงอัลลอฮเถิด แท้จริงอัลลอฮนั้ เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน (สูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ 5 : 8) 

          ดังนั้น เมื่อบรรดาอุละมาอ์พูดถึงสภาพของคนๆหนึ่ง พวกเขาก็จะกล่าวทั้งความดีและความชั่วของเขา 

          แต่หากท่านอยู่ในฐานะของผู้ที่กำลังตอบโต้ความผิดต่างๆของเขา ก็ไม่ต้องกล่าวถึงความดีงามของเขา…เพราะหากท่านกล่าวถึงความดีงามต่างๆของเขาแล้ว การตอบโต้ของท่านก็จะไม่มีน้ำหนัก และผู้คนอาจจะหลงใหลในความดีงามของเขา จนลืมความผิดต่างๆของคนๆนั้นได้

            แต่ทว่า หากท่านพูดถึงคนๆนี้ในมัจญ์ลิสใดก็ตามแต่ แล้วท่านเห็นว่า การพูดถึงความดีงามของเขานั้นจะก่อให้เกิดประโยชน์ ก็ไม่เป็นไร หากท่านจะกล่าวถึงความดีของเขา แต่หากท่านเกรงว่าจะเกิดผลเสีย ก็ไม่ต้องพูดถึงมัน…” (ลิกออ์ อัล-บาบ อัล-มัฟตูหฺ หมายเลขที่ 128)

 

เมื่อปริมาณของน้ำครบ 2 บ่อ ก็จะไม่สกปรก(นะญิส)อีกต่อไป

การอธิบายของชัยคฺ อิบนุ อุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ ข้างต้นนั้น เป็นการเตือนให้เราไม่มักง่ายในการตัดสินใครคนหนึ่งว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ โดยเฉพาะอย่างเมื่อเขาคนนั้นเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีอะกีดะฮฺสะลัฟและยืนอยู่บนแนวทาง(มันฮัจญ์)สะลัฟ  และแม้นว่าคนๆหนึ่งจะพลาดพลั้งทำความผิดอย่างชัดเจน แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดที่ร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับหลักการเชื่อมั่น           บรรดาอุละมาอ์ยุคก่อนได้ตักเตือนถึงเรื่องนี้ไว้นานมากแล้ว เพราะความผิด 1 อย่าง หรือ 2 หรือ 3 หรือ 4 อย่างนั้น ย่อมไม่ทำให้ความดีงามเป็นสิบเป็นร้อยถูกลบเลือนและหายไปได้

ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “เมื่อ(ปริมาณของ)น้ำครบ 2 บ่อ ก็จะไม่สกปรกอีกต่อไป”

ชัยคฺ อัล-อุษัยมีน กล่าวว่า “อิบนุ เราะญับ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ‘เกาะวาอิด’ ของทานว่า : ‘ผู้ที่ยุติธรรมนั้น คือผู้ที่ให้อภัยในความผิดที่น้อยนิดต่อความถูกต้องที่มากมายของผู้คน’ ไม่มีใครที่ยึดเอาความผิดและหลงลืมความดีงาม นอกจากเขาได้เลียนแบบสตรี เพราะหากท่านทำความดีต่อสตรีคนหนึ่งมาโดยตลอด แล้วเธอก็เห็นสิ่งไม่ดีประการหนึ่งของท่าน เธอก็จะพูดว่า ‘ฉันไม่เคยเห็นความดีของคุณเลย’ ไม่ใครชายใดที่อยากมีสภาพเช่นนี้ คือ เหมือนสตรี ที่เอายึดเอาความผิดอย่างหนึ่ง แล้วลืมความดีงามที่มากมาย” (ลิกออ์ อัล-บาบ อัล-มัฟตูหฺ หมายเลขที่ 120 หน้า A)

อิมามอัซ-ซะฮะบีย์ กล่าวว่า “หากทุกคนที่ผิดพลาดในการอิจติฮาด ทั้งๆที่การศรัทธาของเขาถูกต้อง และพยายามปฏิบัติตามสัจธรรมอยู่เสมอ แล้วเราก็ ’คร่า’ เขา และกล่าวว่าเขาคืออะฮฺลุลบิดอะฮฺ อิมามที่จะรอดจากเรื่องนี้ ก็จะมีอยู่น้อยมาก…” (สิยัร อะอฺลาม อัน-นุบะลาอ์ 16/376 , ประวัติของอิบนุ คุซัยมะฮฺ)

ท่านยังกล่าวอีกว่า “หากทุกครั้งที่อิมามคนหนึ่งผิดพลาดในการอิจติฮาดต่อปัญหาบางอย่าง ด้วยความผิดที่เขาได้รับการให้อภัย แล้วเราก็ตอบสนองและตับดีอฺเขา ตลอดจนทำการฮัจรฺต่อเขา ก็จะไม่มีใครในหมู่พวกเราเลยที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นอิบนุ นัศรฺ(หมายถึง มุหัมมัด บิน นัศรฺ อัล-มัรวะซีย์) , อิบนุ มันดะฮฺ หรือคนที่อาวุโสกว่าทั้งสอง…ดังนั้น เราจึงขอความคุ้มครอง(ต่ออัลลอฮ)จากอารมณ์ใฝ่ต่ำ…”(สิยัร อะอฺลาม อัน-นุบะลาอ์ 16/40 , ประวัติของมุหัมมัด บิน นัศรฺ อัล-มัรวะซีย์)

และท่านได้กล่าวไว้ในประวัติของเกาะตาดะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮ ว่า “เป็นไปได้ว่าอัลลอฮจะผ่อนปรนให้แก่ผู้คนที่เหมือนเกาะตาดะฮฺ ที่พวกเขาได้พลาดพลั้งไปกระทำสิ่งบิดอะฮฺด้วยเจตนาที่ต้องการเทิดทูนและมอบความบริสุทธิ์ให้อัลลอฮ ในขณะที่เขาก็อุตสาหะและพยายาม(ในการแสวงหาสัจธรรม)…ดังนั้น หากอิมามใหญ่จากบรรดาอุละมาอ์ เมื่อพวกเขามีความถูกต้องมากมาย และเป็นที่รู้กันว่าเขามีความพยายามในการแสวงหาสัจธรรม มีความรู้กว้างขวาง มีสติปัญญาเฉียบแหลม เป็นที่รู้กันดีถึงความเป็นคนดีของเขา มีความสำรวมตน(วะรออฺ) และปฏิบัติตามสุนนะฮฺของท่านนบี ความผิดพลาดของพวกเขาจะได้รับการให้อภัย เราจะไม่บอกว่าเขาหลงผิด ไม่ปฏิเสธเขา และไม่ลืมความดีงามต่างๆของเขา เราจะไม่ปฏิบัติตามเขาในสิ่งบิดอะฮฺและความผิดของเขา และเราหวังว่าเขาจะกลับเนื้อกลับตัวจากเรื่องดังกล่าว” (สิยัร อะอฺลาม อัน-นุบะลาอ์ 5/271 , ประวัติของเกาะตาดะฮฺ บิน ดิอามะฮฺ อัส-สะดุสีย์)

ชัยคฺ อับดุลมุหฺสิน อัล-อับบาด กล่าวว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่ทำบิดอะฮฺ แล้วเขาจะเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺทันที อะฮฺลุลบิดอะฮฺนั้น(จะถูกใช้)สำหรับคนที่มีความชัดเจนและเป็นที่รู้จักด้วยกับการบิดอะฮฺของเขาเท่านั้น คนบางคนอาจหาญมากในการตับดีอฺ จนกระทั่งได้ทำการตับดีอฺต่อคนที่มีความดีงามและมีคุณูปการที่มากมายต่อสังคม และมีบางคนกล่าวว่า ทุกคนที่ขัดแย้งกับเขานั้น เป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺทั้งสิ้น” (เป็นคำพูดของชัยคฺที่ได้กล่าวไว้ที่มัสญิดนะบะวีย์ คืนวันพุธ ที่ 12 กันยายน 2005 ขณะอธิบายสุนัน อัต-ติรมีซีย์)

 

การตับดีอฺเหมือนกับการตักฟีร?

ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ กล่าวว่า “เราจะต้องรู้ว่า คนที่จะถูกตัดสินว่าเป็นมุบตะดิอฺได้นั้นคือใคร? เช่นเดียวกับที่เราจำเป็นต้องรู้ว่า คนที่จะถูกตัดสินว่ากาฟิรได้นั้นคือใคร? จึงมีคำถามหนึ่งเกิดขึ้น….(คือ) ‘ทุกคนที่ทำกุฟรฺ เขาจะตกเป็นกาฟิรในทันที?’และ ‘คนที่กระทำสิ่งบิดอะฮฺ เขาก็จะตกเป็นมุบตะดิอฺในทันที?’ หรือไม่ใช่อย่างนั้น?”(สิลสิละฮฺ อัล-ฮุดา วัน-นูร เทปหมายเลขที่ 666)

ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ ยังกล่าวอีกว่า “อุละมาอ์ที่พลาดพลั้งไปทำบิดอะฮฺ เขาจะไม่ตกเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺในทันที และการพลาดพลั้งไปกระทำสิ่งหะรอมของพวกเขานั้น ก็มิได้หมายความว่า พวกเขาได้กระทำสิ่งที่หะรอม ฉันขอกล่าวว่า รายงานของอบูฮุร็อยเราะฮฺที่ระบุว่า ท่านยืนขึ้นในวันศุกร์ ก่อนที่จะมีการละหมาดญุมุอะฮฺ เพื่อมอบคำแนะนำและทำการตักเตือนต่อผู้คนนั้น น่าจะเป็นตัวอย่างอันดีว่า บิดอะฮฺบางอย่างที่อุละมาอ์คนหนึ่งกระทำไปนั้น มิได้หมายความว่า เขาเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ ก่อนที่เราจะตอบคำถามนี้อย่างละเอียดต่อไปนั้น ฉันขอกล่าวว่า : หนึ่ง อะฮฺลุลบิดอะฮฺนั้นหมายถึง ผู้ที่โดยปกติของเขาคือคนที่ทำสิ่งอุตริกรรมในศาสนา คนที่ทำบิดอะฮฺเพียงประการหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว เขาไม่ได้ทำบิดอะฮฺดังกล่าวเพราะความหลงลืม แต่ทำไปเพราะอารมณ์ใฝ่ต่ำก็ตาม แม้จะเป็นเช่นนี้ เขาก็จะไม่ถูกเรียกว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ ตัวอย่างที่ใกล้เคียงมากในเรื่องนี้ ก็คือ ผู้พิพากษาที่อธรรม บางครั้งก็มีความยุติธรรมในการตัดสินปัญหาบางอย่าง แต่ก็จะไม่เรียกเขาว่าเป็นผู้พิพากษาที่ยุติธรรม  เช่นเดียวกับที่ผู้พิพากษาที่ยุติธรรม บางครั้งก็อธรรมในการตัดสินปัญหาบางอย่าง แต่ก็จะไม่ถูกเรียกว่าเป็นผู้พิพากษาที่อธรรม สิ่งนี้ตอกย้ำหลักการข้อหนึ่งทางนิติศาสตร์อิสลามว่า “คนๆหนึ่งนั้นจะถูกตัดสินตามสภาพส่วนมากที่เขาเป็น ไม่ว่าจะเป็นความดีหรือความชั่ว”

          เมื่อเรารู้ข้อเท็จจริงแล้ว เราก็ได้รู้ว่าใครคือคนที่ถูกเรียกว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ มีเงื่อนไข 2 ประการที่จะทำให้คนๆหนึ่งถูกเรียกว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ ดังนี้ :

         1. เขาไม่ใช่มุจตะฮิด แต่เป็นคนที่ปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ

          2- เขาทำบิดอะฮฺเป็นปกติวิสัย

          เมื่อเรายึดเอา 2 เงื่อนไขดังกล่าว แล้วนำมาประยุกต์เข้าด้วยกันกับรายงานของท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺก่อนหน้านี้ เราก็จะพบว่า เงื่อนไขดังกล่าวนี้ ไม่มีอยู่ในตัวท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราขอกล่าวว่า การกระทำของท่านเป็นบิดอะฮฺจริง เพราะสวนทางกับสุนนะฮฺ(ของท่านนบี) แต่เราจะไม่กล่าวว่า ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ”(สิลสิละฮฺ อัล-ฮุดา วัน-นูร เทปหมายเลขที่ 785)

 

คำเตือน

คนบางคนมีความคิดเห็นว่า การตับดีอฺ(การตัดสินว่าเป็นชาวบิดอะฮฺ)นั้นไม่เหมือนกับการตักฟีร(การติดสันว่าเป็นกาฟิร) คนที่กระทำกุฟรฺเนื่องด้วยการตีความ(ที่ผิด)นั้น จะได้รับการผ่อนปรนและจะไม่ถูกตักฟีร ต่างกับคนที่ก่อบิดอะฮฺ แม้ว่าเขาจะกระทำไปเพราะการตีความ เขาก็จะไม่ได้รับการผ่อนปรนและจะถูกตัดสินว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ ความคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง และถูกชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ ตอบโต้แล้ว

ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ เคยถูกถามว่า “ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับคำพูดที่ว่า ‘การตีความนั้น ขัดขวางการตักฟีร แต่มิได้ขัดขวางการตับดีอฺ?’ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทุกคนที่ทำการตีความ(มะตะเอาวิล)นั้น คืออะฮฺลุลบิดอะฮฺ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ทำการตีความ จะเป็นกาฟิร คำพูดเช่นนี้ถูกต้องโดยสมบูรณ์หรือไม่? หรือมีรายละเอียด? ขออัลลอฮทรงประทานบะรอกะฮฺแก่ท่าน”

ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ ตอบว่า “คำพูดข้างต้นนั้นไม่ถูกต้อง….ความเห็นของเราเกี่ยวกับการตับดีอฺนั้น เหมือนกับความเห็นของเราเกี่ยวกับการตักฟีร ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นของการเรียนการสอน เราจะไม่ตักฟีรใคร นอกจากบุคคลที่หลักฐานได้ถูกนำเสนอแก่เขาแล้ว และเราจะไม่ตับดีอฺใคร นอกจากบุคคลที่หลักฐานได้ถูกนำเสนอแก่เขาแล้วเช่นกัน แม้ว่าเขาจะกระทำบิดอะฮฺ แต่บิดอะฮฺที่เขากระทำนั้น บางทีเป็นเพราะการอิจติฮาดที่ผิดพลาด…เช่นเดียวกับมุจตะฮิด(ผู้วินิจฉัย)คนหนึ่งที่บางครั้งก็พลาดพลั้งไปอนุมัติในสิ่งที่อัลลอฮได้บัญญัติห้ามไว้ โดยเขามิได้ตั้งใจจะอนุมัติในสิ่งที่อัลลอฮได้ทรงบัญญัติห้าม….ถ้าเช่นนั้น ก็ไม่มีข้อแตกต่างใดๆเลย ระหว่างผู้ที่(พลาดไป)อนุมัติในสิ่งที่ต้องห้าม(หะรอม) เนื่องจากการอิจติฮาดของเขา กับผู้ที่กระทำบิดอะฮฺ เนื่องจากการอิจติฮาดของเขาเช่นกัน เช่นเดียวกับผู้ที่พลาดพลั้ง(ไปกระทำ)ในสิ่งกุฟรฺ เนื่องจากอิจติฮาดของเขา แน่นอนทีเดียวว่า ไม่มีข้อแตกต่างใดๆเลย ทุกคนที่สร้างข้อแตกต่างระหว่างกันของสามประการนี้ แท้จริงแล้ว คำพูดของเขาคลุมเครือและขัดแย้งกันเอง” (สิลสิละฮฺ อัล-ฮุดา วัน-นูร หมายเลขที่ 782)

ชัยคฺ อิบนุ อุษัยมีน ถูกถามว่า “คนๆหนึ่งจะไม่ถูกตัดสินว่าเป็นกาฟิรหรือฟาสิก นอกจากภายหลังที่หลักฐานได้ถูกนำเสนอแก่เขาแล้ว และคำถามก็คือ การตับดีอฺนั้นเหมือนกับการตักฟีรและตัฟสีกหรือไม่ กล่าวคือ จำเป็นที่หลักฐานจะต้องถูกนำเสนอก่อนหรือไม่?”           ชัยคฺ ตอบว่า “ใช่แล้ว , การที่คนๆหนึ่งถูกตราหน้าด้วยข้อหาใด ๆ มันจะต้องมีองค์ประกอบต่างๆที่ครบถ้วนสมบูรณ์เสียก่อนจึงจะทำให้เขาถูกตีตราด้วยความอับอายนั้น การตัดสินคนๆหนึ่งว่าเขาเป็นมุบตะดิอฺ หรือเป็นคนที่หลงผิด โดยปราศจากหลักฐานนั้น สิ่งนี้ไม่เป็นที่อนุญาต” (ฟะตาวา อัล-หะรอม อัน-นะบะวีย์ เทปหมายเลขที่ 64 หน้า B)

ชัยคฺ อิบนุ อุษัยมีน ยังเคยกล่าวอีกว่า “การอธิบายของอิมาม นะวะวีย์(ในการตีความหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของอัลลอฮ)นั้น ถือเป็นบิดอะฮฺอย่างหนึ่ง แต่ตัวท่านนั้นไม่ใช่อะฮฺลุลบิดอะฮฺ เพราะโดยแท้จริงแล้ว ท่านพลาดพลั้งในสิ่งบิดอะฮฺนั้น เพราะเมื่อคน ๆ หนึ่งได้ทำการตีความในเรื่องหนึ่งใด หากผิดพลาดเนื่องจากอิจติฮาด เขาจะได้รับผลบุญ แล้วเป็นไปได้อย่างไรที่เรากล่าวว่า ท่านคืออะฮฺลุลบิดอะฮฺ และจะต้องเตือนสังคมให้ออกห่างจากท่าน ดังนั้น (หุกุ่มสำหรับ)คำพูดย่อมไม่เท่ากับ(หุกุ่มสำหรับ)ผู้พูด บางครั้ง คนๆหนึ่งกล่าวคำพูดที่เป็นกุฟรฺ แต่เขาก็ไม่ใช่กาฟิร

          ท่านไม่สังเกต(/ไม่เคยได้ยินหะดีษเศาะฮีหฺบทหนึ่งเกี่ยวกับ)ชายคนหนึ่งที่สูญเสียอูฐของตนเอง(ที่บรรทุกสัมภาระทุกอย่าง ในขณะที่เขานั้นอยู่กลางทะเลทราย) แล้วเขาก็สิ้นหัวง และได้นอนรอความตายอยู่ภายใต้ต้นไม้ ทันใดนั้น อูฐของเขาก็โผล่ออกมาอยู่เบื้องหน้า เขาจึงรีบจับอูฐของตน และกล่าวด้วยความดีใจจนเกินไปว่า “โอ้อัลลอฮ พระองค์คือบ่าวของข้า และข้าคือพระเจ้าของพระองค์”

          คำพูดนี้ คือคำพูดที่เป็นการกุฟรฺ แต่ผู้พูดหาได้เป็นกาฟิรไม่ เพราะท่านเราะสูลุลลอฮ กล่าวว่า “เขาผิดพลาด(ในคำพูด) เนื่องจากดีใจจนเกินเหตุ”

          และท่านไม่ได้พิจารณาถึง(หะดีษเศาะฮีหฺอีกบทหนึ่งเกี่ยวกับ)ชายคนหนึ่งที่เคยกระทำบาปมากมาย แล้วเขาก็กล่าวกับครอบครัวว่า “เมื่อฉันตายไป พวกท่านจงเผาฉัน และโปรยเถ้ากระดูกของฉันลงในทะเล ขอสาบานต่ออัลลอฮ หากพระองค์สามารถที่จะนำฉันกลับมา พระองค์จะต้องลงโทษฉันด้วยการลงโทษที่รุนแรง ที่พระองค์ไม่เคยลงโทษใครในสากลโลกนี้ด้วยกับการลงโทษนั้นเป็นแน่” ชายคนนี้คิดว่า ด้วยการเผาและการโปรยเถ้ากระดูกของตนเองลงในทะเลนั้น จะทำให้เขาปลอดภัยจากการลงโทษของอัลลอฮ สิ่งนี้ถือเป็นการสงสัยในเดชานุภาพของอัลลอฮ ในขณะที่การสงสัยในพระเดชานุภาพของพระองค์นั้น เป็นการกุฟรฺอย่างหนึ่ง แต่ทว่า ชายคนนี้หาได้เป็นกาฟิรไม่ ต่อมาอัลลอฮก็ได้รวบรวมร่างกายของเขากลับคืนมา และถามเขาว่า “ทำไมเจ้าถึงทำเช่นนั้น?” เขาตอบว่า “ฉันกลัวพระองค์”อัลลลอฮจึงอภัยโทษให้แก่เขา“ (ดู ชัรหฺ อัล-อัรบะอีน อัน-นะวะวียยะฮฺ หน้า 314-315 อธิบายหะดีษหมายเลขที่ 28)

 

200px-Fatholbariการมุวาซะนะฮฺของบรรดาอุละมาอ์ต่ออิมามอัน-นะวะวีย์และอิมามอิบนุ หะญัร เราะหิมะฮุมัลลอฮ

ด้วยเหตุนี้ อิมามอัน-นะวะวีย์และอัล-หาฟิซ อิบนุ หะญัร จึงไม่ออกนอกอะฮฺลุสสุนนะฮฺ แม้ว่าพวกเขาจะพลาดพลั้งในสิ่งบิดอะฮฺบางประการที่เกี่ยวกับเรื่องอะกีดะฮฺ ทั้งในเรื่องเตาฮีด อัสมาอ์ วัศ-ศิฟาต และเตาฮีด อุลูฮียยะฮฺ ทั้งสองมิได้พลาดในเรื่องที่เป็นปัญหาปลีกย่อยเท่านั้น แต่ยังพลาดพลั้งสวนทางในเรื่องอะกีดะฮฺที่เป็นมติเอกฉันท์ของชาวสะลัฟด้วย แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น ทั้งสองก็ยังเป็นอุละมาอ์อะฮฺลุสสุนนะฮฺ เนื่องด้วยเพราะทั้งสองนั้น เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะของผู้ที่ยึดมั่นต่ออัล-กิตาบและอัส-สุนนะฮฺ และมุ่งมั่นแสวงหาสัจธรรม ไม่เหมือนกับพวกหัดดาดิยยูนที่ทำการเผาหนังสือต่างๆของอิมามอัน-นะวะวีย์และอิบนุ หะญัร เนื่องเพราะความสุดโต่ง และการ(เข้าใจ)ตับดีอฺและฮัจรฺที่ผิดเพี้ยน

ชัยคฺ อิบนุ อุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “ท่านไม่เห็น(ได้ยิน)หรือ เมื่อคนๆหนึ่งในมัซฮับหัมบะลีย์ ได้เลือกปฏิบัติตามทัศนะหนึ่งของมัซฮับชาฟิอีย์ แล้วเราก็กล่าวว่าเขาเป็นคนในมัซฮับชาฟิอีย์อย่างนั้นหรือ? คำตอบก็คือ ไม่….” และชัยคฺ อิบนุ อุษัยมีน ก็ได้อธิบายต่อไปว่า ด้วยเหตุนี้ อิมามอัน-นะวะวีย์และอิมาม อิบนุ หะญัร จึงไม่ถูกเรียกว่าเป็นอัล-อัชอะริยยะฮฺ(อะชาอิเราะฮฺ) แม้ว่าทั้งสองจะมีความเข้าใจบางอย่างเหมือนพวกอัล-อัชอะริยยะฮฺ  (ดู ชัรหฺ อัล-อัรบะอีน อัน-นะวะวิยยะฮฺ หน้า 316-317 อธิบายหะดีษหมายเลขที่ 28)

ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ ถูกถามเช่นกันว่า “ความผิดของอิบนุ หะญัร ในเรื่องอะกีดะฮฺ ในหนังสือฟัตหุล บารีย์ของท่านนั้น ทำให้ท่านหลุดออกจากการเป็น อะฮฺลุลสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺหรือไม่?”

           ท่านตอบว่า “อัล-หาฟิซ อิบนุ หะญัร และอัน-นะวะวีย์ ตลอดจนบรรดาอุละมาอ์คนอื่นๆที่ผิดพลาดในปัญหาอะกีดะฮฺบางอย่าง สิ่งนี้ไม่ทำให้พวกเขาออกจากอะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ เพราะสิ่งที่เป็นมาตรฐานนั้น คือความคิด(/ความเข้าใจ)ที่ถูกต้องและการงานที่ดีที่มีอยู่มากกว่าในคนๆหนึ่ง เมื่อไหร่ล่ะที่คนๆหนึ่งจะถูกเรียกว่าเป็นคนดี(ศอลิหฺ)? คนที่จะถูกเรียกว่าเป็นคนดีนั้น มีเงื่อนไขว่าเขาจะต้องไม่เคยพลาดพลั้งในการทำบาปหรือการฝ่าฝืนเลยอย่างนั้นหรือ? คำตอบก็คือ ไม่ใช่ และมันยังเป็นธรรมชาติของคนเราที่ต้องมีพลาดพลั้งทำบาปและฝ่าฝืนอยู่เสมอด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว เมื่อไหร่ที่บ่าวคนหนึ่งจะเป็นคนดี? (คำตอบคือ) เมื่อความดีของเขามีมากกว่าความชั่ว , ความดีงามของเขามีมากกว่าความหลงผิด เป็นต้น เช่นเดียวกับปัญหาทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะกีดะฮฺหรือฟิกฮฺ เมื่อผู้รู้คนนี้มีความรู้ที่ถูกต้องมากกว่า เขาก็เป็นคนที่ปลอดภัย แต่หากเขามีความผิดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างในปัญหาฟิกฮฺหรืออะกีดะฮฺ สิ่งนี้จะไม่ทำให้เขาออกจากอะกีดะฮฺที่ถูกต้องซึ่งมีอยู่มากกว่า(อะกีดะฮฺที่ผิด)ในตัวเขา ดังนั้น ความผิดต่างๆของอิบนุ หะญัร ที่ท่าน(ผู้ถาม)ได้เอ่ยมานั้น ก็จะไม่เป็นตัวขัดขวางเราจากการรับสิ่งดีๆจากหนังสือต่างๆของเขา และจากการวิงวอนขอให้ความเมตตามีแก่เขา ตลอดจนการรวมเขาไว้ในคณะอุละมาอ์ของชาวมุสลิมที่ยึดมั่นกับอัล-กิตาบและอัส-สุนนะฮฺ ทุกคนย่อมมีผิดพลาด และไม่มีใครจะรอดพ้นจากความผิดพลาดได้ เพราะขณะที่อัลลอฮทรงสร้างมนุษย์นั้น พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ว่า ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็จะต้องมีความผิดพลาด…”(สิลสิละฮฺ อัล-ฮุดา วัน-นูร เทปหมายเลขที่ 727)

ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ ถูกถามว่า “หนังสือ ‘ฟัตหุล บารีย์ ชัรหฺ เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์’ (เขียนโดย อัล-หาฟิซ อิบนุ หะญัร อัล-อัษเกาะลานีย์)นั้น อุละมาอ์ส่วนหนึ่งได้พิจารณาว่า เป็นหนึ่งในตำราที่ดีที่สุดและมีประโยชน์มากที่สุดของโลกอิสลาม และนักศึกษาจะต้องตระหนักว่าหนังสือเล่มนี้ คือสิ่งจำเป็นสำหรับตนเอง และมีอีกความเห็นหนึ่งจากนักศึกษาสะละฟีย์บางส่วนว่า อิบนุ หะญัร ได้ก่อผลเสียและความเสียหายต่อหนังสือเศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ ด้วยการตะอ์วีล(ตีความ)และการตะหฺรีฟ(บ่ายเบี่ยง)ที่เขาได้กระทำไป ซึ่งสวนทางกับแนวทางสะลัฟ ยิ่งไปกว่านั้นกลับไปสอดคล้องกับอะกีดะฮฺของอะฮฺลุลบิดอะฮฺ พวกเขาที่มีความเห็นดังกล่าวนี้ ไม่ค่อยชอบกล่าวฉายานามที่เป็นการยกย่องสรรเสริญอิบนุ หะญัร เช่น อัล-หาฟิซ และชัยคุล อิสลาม และอื่นๆ และพวกเขายังกล่าวอีกว่า คนอย่างอิบนุ หะญัร , อัน-นะวะวีย์ , อิบนุล เญาซีย์ , อิบนุ ฮัซมฺ และที่คล้ายคลึงกับพวกเขานั้น ไม่สมควรได้รับการสรรเสริญหรือการเคารพ อีกทั้งยังสมควรถูกรังเกียจเพื่ออัลลอฮด้วย เพราะแนวทาง(มันฮัจญ์)ของพวกเขานั้นไม่ถูกต้อง ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร?”

            ชัยคฺ ตอบว่า “ฉันขอกล่าวว่า คำพูดเช่นนี้มาจากพวกมุตะหัมมิสีน(พวกที่เคร่งโดยไร้ความรู้) และไม่ได้มาจากอุละมาอ์ของชาวมุสลิม พวกเขาคือกลุ่มๆหนึ่งที่ไม่ต้องการให้สังคมอิสลามเกิดขึ้น เว้นแต่ด้วยการใช้ดาบ และในเมืองชามของเรานี้ มีคำพูดที่กล่าวว่า ‘ศาสนาของมุหัมมัด คือศาสนาแห่งคมดาบ’ คำกล่าวนี้เป็นคำพูดที่มดเท็จ ศาสนาของท่านนบีมุหัมมัด คือศาสนาแห่งการดะอฺวะฮฺ , การชี้นำ และเป็นศาสนาแห่งทางนำ ท่านเราะสูลุลลอฮ กล่าวว่า

يَسِّرُوا وَلاَ تُعَسِّروْا

          “จงทำใหง่าย และอย่าทำให้ยาก” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ 1/38 หมายเลขที่ 69 และมุสลิม หมายเลขที่ 1734)

          …พวกเขาต้องการให้ผู้รู้นั้น ไม่มีข้อตำหนิแม้แต่นิดเดียว

تُرِيْدُ صَدِيْقًا لاَ عَيْبَ فِيْهِ      وَهَلِ الْعُوْدُ يَفُوحُ بِلاَ دُخَانٍ

เจ้าต้องการเพื่อนที่ไม่มีข้อตำหนิ

มีด้วยหรือ ต้นกฤษณาที่ให้ความหอมโดยไร้ควัน?

          นี่คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้…

          อัล-หาฟิซ (อิบนุ หะญัร) จะอย่างไรก็ยังคงเป็นอัล-หาฟิซ (ไม่ว่าพวกเขาจะไม่ชอบก็ตาม) และสภาพของอิบนุ หะญัร ที่ได้ทำการตีความอายะฮฺ หรือหะดีษ หรือคุณลักษณะบางอย่างของอัลลอฮ ก็จะไม่ลดระดับแก่ฉายานี้ของท่าน โดยเฉพาะแก่สิ่ง(ดีงาม)ต่างๆที่มีอยู่ในตัวท่าน เพียงพอแล้วสำหรับเรา ในการยอมรับต่อความรู้และเกียรติของท่าน มิใช่สำหรับความรู้หะดีษเท่านั้น แต่สำหรับความรู้เกี่ยวกับภาษา , ความรู้เกี่ยวกับมารยาท , ความรู้เกี่ยวกับมัซฮับของอุละมาอ์กะลาม  อุละมาอ์ฟิกฮฺ และความรู้เกี่ยวกับกลุ่มต่างๆ เป็นต้น

          จริงอยู่ที่ว่า ท่านมีบางอย่างที่เบี่ยงเบนไปจากแนวทางสะลัฟ แต่ก็ไม่ได้เบี่ยงเบนไปทั้งหมด เราไม่ต้องการให้โลกอิสลามต้องขาดทุน ด้วยการไม่อนุญาตให้รับความรู้และสิ่งดีๆจากคนๆนี้(อิบนุ หะญัร)ที่มีความเบี่ยงเบนบางประการ ด้วยการติดตามคำพูด(-การตำหนิ)ที่เลยเถิดต่อตัวท่าน ที่ถูกขว้างปาโดยบุคคลที่เพียงเพิ่งโผล่ขึ้นมาในการดะอฺวะฮฺของเราที่เรียกว่า ‘ดะอฺวะฮฺ สะละฟียยะฮฺ’ นั่นก็คือ ดะอฺวะฮฺที่เรียกร้องไปสู่การกลับไปยังอัล-กิตาบและอัส-สุนนะฮฺ พวกเขาไม่รู้ว่า ผู้รู้คนใดก็ตามที่พวกเขายึดเป็นที่อ้างอิงกลับนั้น แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องพบเจอการเบี่ยงเบน(ความผิดพลาด)บางอย่างในหนังสือหรือการอภิปรายของผู้รู้คนนั้น และตอนนี้ เรามาดูตัวอย่าง… หนังสือที่ยิ่งใหญ่ที่อธิบายโดย อิบนุ หะญัร นั่นก็คือ หนังสือ เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์  พวกเขาจะกล่าวอย่างไรกับสิ่งที่อิมาม อัล-บุคอรีย์ ได้กระทำไว้ เมื่อท่านได้กล่าวว่า อนุญาตให้มุสลิมกล่าวว่า ‘คำพูดของฉันต่ออัล-กุรอาน คือ มัคลูก’??  เราก็ปฏิเสธตำแหน่งของท่านเลยหรือ? และกล่าวว่า “คำพูดของเราที่กล่าวว่า อัล-บุคอรีย์คืออมีรุล มุอ์มินีน(ในวิชาหดีษ) เป็นอิมามของบรรดานักหะดีษ ตลอดจนคำพูดของเราที่ว่า หนังสือของเขา(หมายถึง เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์) คือหนังสือที่ถูกต้องที่สุดรองจากอัล-กุรอาน คำพูดนี้ของเรา ถือเป็นความเลยเถิดต่ออัล-บุคอรีย์ เพราะเขาได้กล่าวคำพูดที่สวนทางกับอิมาม(ครู)ของเขาในเรื่องหะดีษและอะกีดะฮฺ นั่นคือ อะหฺมัด บิน หัมบัล?!”  เราจะปฏิเสธความประเสริฐของท่าน เพียงเพราะความผิดเช่นนี้หรือ? (แน่นอนว่าคำพูดนี้เป็นความผิด แต่ก็สามารถตีความได้เช่นกัน) ส่วนพวกมุตะชัดดิดูน(พวกที่แข็ง)นั้น พวกเขาจะมองปัญหานี้ เหมือนกับมองเห็นว่ามีอิมาม 2 ท่าน คือ ผู้เป็นครู(อิมามอะหฺมัด) และผู้เป็นศิษย์(อิมามอัล-บุคอรีย์) ผู้เป็นครูปฏิเสธสิ่งที่ศิษย์พูด และศิษย์ก็ยืนยันในคำพูดของตนเอง(ที่ผู้เป็นครูนั้นได้ทำการปฏิเสธ) ผู้ที่มีสติปัญญาจะเลือกหนึ่งในสองความเห็นดังกล่าวนี้ แต่สิ่งนี้ก็จะไม่เป็นตัวทำลายสิทธิต่างๆ(เกียรติยศและความประเสริฐ)ของแต่ละฝ่ายที่ขัดแย้งกัน ไม่ว่าเขาจะสนับสนุนทัศนะของฝ่ายใดก็ตาม อัลลอฮตรัสว่า

وَلاَ يَجْرِمَنَّكُمْ شَنَآنُ قَوْمٍ عَلَى أَلاَّ تَعْدِلُواْ اعْدِلُواْ هُوَ أَقْرَبُ لِلتَّقْوَى

          และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า (สูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ 5 : 8)

พวกเขา(มุตะชัดดิดูน)ไม่ใช่ผู้ที่มีความยำเกรง พวกเขาคือพวกตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ พวกเขาถือส่วนหนึ่งของพวกที่ตามเคาะวาริจญ์ เคาะวาริจญ์ในอดีตที่ยังไม่สูญพันธ์ มันยังคงมีอยู่จนถึงยุคของเรา และเรามักจะได้ยิน(ถึงการเกิดขึ้นมาของพวกเคาะวาริจญ์)จากช่วงเวลาหนึ่งไปยังอีกช่วงเวลาหนึ่ง แม้นว่าระยะห่างระหว่างช่วงเวลาหนึ่งกับอีกช่วงเวลาหนึ่งจะห่างกันเพียง 1 ก้าวหรือ 1 เมตร , 2 ก้าวหรือ 2 เมตร และอาจเป็นไปได้ว่าระหว่างช่วงเวลาหนึ่งกับอีกช่วงเวลาหนึ่งนั้น จะห่างกันเป็นปีๆ เพราะนี่คือเวลา เราเห็นพวกเขาโผล่ออกมาและทำลายพืชผลและปศุสัตว์  พวกเขาคือสาเหตุที่ฉุดรั้งก้าวหน้าของการดะอฺวะฮฺที่เคยรุ่งเรือง นั่นเป็นเพราะพวกเขาเป็นเสมือนม้าป่าที่เปลี่ยว , ปราศจากการนะศีหะฮฺ , ไม่มีการตัรบียะฮฺในรูปแบบอิสลาม และไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง ผู้ที่อ่านหนังสือเศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ และคำอธิบายของมัน(หนังสือ ฟัตหุล บารีย์) ไม่มีทางใดสำหรับพวกเขา นอกจากจะต้องยอมรับในความรู้และความประเสริฐของคนๆนี้(หมายถึง อิบนุ หะญัร) แต่ก็จำเป็นต้องหลีกห่างจากการตีความต่างๆของท่าน และสิ่งนี้(หลีกห่างจากการตีความของอิบนุ หะญัร) อัลหัมดุลิลลาฮ คือสิ่งที่เป็นไปได้….          

หากเราทิ้งหนังสือฟัตหุล บารีย์ ที่เขียนโดยอิบนุ หะญัร อัล-อัษเกาะลานีย์ เป็นไปได้หรือ(สำหรับพวกเขา) ที่เราจะแทนที่ฟัตหุล บารีย์ ด้วยหนังสืออุมดะตุล กอรีย์(เป็นหนังสืออธิบายเศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์เช่นกัน) เขียนโดย อัล-อัยนีย์? ย่อมเป็นไปไม่ได้แน่นอน เมื่อเช่นนั้น (เราขอกล่าวกับพวกเขาที่ห้ามเรามิให้อ่านฟัตหุล บารีย์ว่า) “หามาให้เราสิ (หนังสือที่เป็น)ตัวแทนของฟัตหุล บารีย์” แต่ความเป็นจริงนั้น สำหรับฉันแล้วยังไม่มีใครที่เกิดมาบนโลกใบนี้เหมือนกับอิบนุ หะญัร อัล-อัษเกาะลานีย์ ฉันมิได้กล่าวว่า “คนที่เหมือนกับท่าน จะไม่มีวันเกิดขึ้นมา” เพราะคำพูดเช่นนี้เป็นการล้ำหน้าอัลลอฮ แต่ทว่า ตามที่เรารู้และด้วยความรู้ที่เรามีนั้น ยังไม่มีสตรีนางใดที่ให้กำเนิดคนเช่นคนๆนี้ออกมา

          ความเข้าใจที่ได้จากคำพูดของพวกเขา หากเราต้องการตักเตือนพี่น้องสะละฟีย์ให้หลีกห่างและไม่รับเอาประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้(ฟัตหุล บารีย์) หลังพวกเขาจะสามารถเข้าใจเศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ได้จากหนังสือเล่มใดเล่า? จากหนังสือของอัล-อัยนีย์(อุมตะดุล กอรีย์)หรือ? อัล-อัยนีย์ คือคนของมัซฮับหะนะฟีย์และมีอะกีดะฮฺมะตูรีดียะฮฺ จึงถูกละไป และอิบนุ หะญัรดีกว่าอัล-อัยนีย์ หากเรากล่าวว่า อิบนุ หะญัรมีความชั่ว(ความผิด)มากมาย ในความเห็นจริงความชั่วของอิบนุ หะญัร ก็มีน้อยกว่าความชั่วของอัล-อัยนีย์ และแน่นอนว่า เราเลือกความชั่วที่เบาเกว่า และนี่คือหลักทางวิชาการที่ถูกใช้กัน

          สรุปคือ เราไม่พบว่าในโลกนี้มีหนังสือที่จะมาแทนทีตำแหน่งของฟัตหุล บารีย์ได้ ดังนั้น เราจึงรับประโยชน์จากท่าน(อิบนุ หะญัร) และยึดสายเชือกของท่าน นอกจากในเรื่องที่เบี่ยงเบนไปจากเส้นทางของอัส-สะละฟุศ ศอลิหฺ” (สิลสิละฮฺ อัล-ฮุดา วัน-นูร เทปหมายเลขที่ 285 และเทปหมายเลขที่ 635)

 

การมุวาซะนะฮฺต่อชัยคฺ มุกบิล บิน ฮาดีย์ อัล-วาดิอีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ filemanager

เช่นเดียวกับ ชัยคฺ มุกบิล บิน ฮาดีย์ อัล-วาดิอีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ที่เคยพลางพลั้งในความผิดร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องมันฮัจญ์ ท่านเคยต่อต้านผู้ปกครองประเทศซาอุดิอารเบียอย่างรุนแรง จนกระทั่งบางคนเข้าใจว่า ท่านได้ทำการตักฟีรต่อผู้ปกครองประเทศซาอุดี้ฯ (ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น ดังที่ท่านได้อธิบายไว้ในการบรรยายครั้งสุดท้ายของท่าน ในหัวข้อที่มีชื่อว่า ‘มุชาฮะดะติ ฟี มัมละกะฮฺ อัล-อะรอบียยะฮฺ อัส-สุอูดียยะฮฺ’ ท่านกล่าวว่า ตั้งแต่ท่านถูกขับออกจากประเทศซาอุดิอารเบีย ท่านไม่เคยตักฟีรต่อผู้ปกครองประเทศซาอุดี้ฯ)           ส่วนท่าที่ที่แข็งกร้าวของชัยคฺ มุกบิล ที่มีต่อผู้ปกครองซาอุดิอารเบีย ดั่งท่านได้ระบุไว้ในหนังสือของท่าน(เช่น หนังสือ ‘ตัหฺฟะตุล มุญีบ และอัล-มัคร็อจญ์ มินัล ฟิตัน’)และในเทปบรรยายของท่าน

พึงทราบ อัลหัมดุลิลลาฮ ตั้งแต่ปีฮิจเราะฮฺที่ 1419 (ก่อนที่ท่านจะล้มป่วยและได้รับอนุญาตให้เข้ามาในซาอุดิอารเบียได้) ชัยคฺ มุกบิล ได้สั่งให้ลบคำพูดของท่านแข็งกร้าวและรุนแรงของท่านที่มีต่อผู้ปกครองซาอุดี้ฯออกจากหนังสือต่างๆของท่าน (ตามคำยืนยันของผู้จัดพิมพ์หนังสือของชัยคฺมุกบิล ซึ่งดูได้ที่เชิงอรรถหนังสือ ‘มุชาฮะดะตี ฟิล มัมละกะฮฺ อัล-อะเราะบียยะฮฺ อัส-สุอูดียยะฮฺ’ หน้า 19)

แน่นอนว่า ความผิดนี้ของชัยคฺ มุกบิล เป็นความผิดที่ร้ายแรง และถือเป็นหนึ่งในความผิดสำคัญของพวกเขาสุรูริยยูน เพราะในบรรดาลักษณะสำคัญของพวกสุรูริยยูน ก็คือ พวกเขาชอบด่าทอผู้ปกครอง(มุสลิม) และปลุกระดมประชาชนให้ทำการโค่นล้มผู้นำ ขณะที่ท่านถลำตกลงไปในความผิดอันนี้ มีบรรดาอุละมาอ์หลายท่านที่ทำการตอบโต้และตำหนิท่าน แต่ไม่มีอุละมาอ์อาวุโสคนใดที่กล่าวว่า ชัยคฺ มุกบิล เป็นมุบตะดิอฺ และอัลหัมดุลิลลาฮ ในช่วงท้ายของชีวิต ชัยคฺ มุกบิลนั้น ท่านได้(เตาบัตตัวและ)หันหลังให้กับความผิดนี้ ขออัลลอฮทรงอภัยในความผิดของท่านและทรงเมตตาต่อท่าน

สามารถดูคำยืนยัน(ของท่านในการเตาบัตตัวและ)หันหลังให้กับการด่าทอผู้ปกครองซาอุดี้ฯได้ในการบรรยายครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ในหัวข้อว่า ‘มุชาฮะดะติ ฟิล มัมละกะฮฺ อัล-อะเราะบิยยะฮฺ อัส-สุอูดิยยะฮฺ’

            ในบรรดาสาเหตุที่ทำให้ชัยคฺ มุกบิล มีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อผู้ปกครองซาอุดี้ฯ ก็คือ เพราะท่านรู้สึกถูกอธรรมจากปกครองซาอุดี้ฯ ตามที่ท่านได้กล่าวไว้ใน ‘มุชาฮะดะติ ฟิล มัมละกะฮฺ อัล-อะเราะบิยยะฮฺ อัส-สุอูดิยยะฮฺ’ หน้า 20

ท่านถูกถามมิให้เข้าไปในซาอุดี้ฯเป็นเวลาประมาณ 20 ปี จนกระทั่ง ท่านไม่สามารถที่จะไปทำอิบาดะฮฺอุมเราะฮฺและฮัจญ์ได้ ที่นี่ส่วนหนึ่งจากสิ่งที่ทำให้ชัยคฺ มุกบิล มีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อผู้ปกครองซาอุดี้ฯ และการ(เตาบัตตัวและ)หันกลับมา(สู่สัจธรรม)ของท่านนั้น เป็นตัวบ่งชี้ชัดเจนว่า ท่านคืออุละมาอ์ที่(ที่รักและปฏิบัติตามสัจธรรมอย่าง)แท้จริง

หากมีคนพูดว่า“ความผิดนี้ของชัยคฺ มุกบิล ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นตัวอย่าง เพราะเขาได้หันกลับมาในช่วงท้ายชีวิต” เราก็ขอกล่าวว่า จริงอยู่ว่าท่านกลับเนื้อกลับตัวมาในช่วงท้ายของชีวิต และข้อครหาที่ว่า ท่านทำการตักฟีรต่อผู้ปกครองซาอุดี้ฯ ก็เป็นคำกล่าวหาที่ไม่เป็นจริง ท่านได้ปฏิเสธสิ่งนี้ แต่พึงตระหนักว่า ท่าทีของท่านที่ได้ทำการประณามต่อผู้ปกครองซาอุดี้ฯด้วยคำด่าทอที่รุนแรงมากนั้น เป็นท่าที่ของท่านครั้นตอนที่ท่านถูกไล่ออกจากซาอุดี้ฯ จนกระทั่งก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต แน่นอนว่ามันกินเวลาเป็นสิบปี หลักฐานในเรื่องนี้ก็คือ หนังสือต่างๆของชัยคฺ มุกบิล ถูกห้ามมิให้นำเข้ามาในประเทศซาอุดิอารเบีย หรือแม้แต่ปัจจุบัน(ปี 2010) ก็ยากมากหากคนๆหนึ่งจะเดินผ่านสนามบินซาอุดี้ฯโดยพาหนังสือของชัยคฺ มุกบิลมาด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็ไม่ใช่เพราะเหตุอื่นใด นอกจากท่าทีที่รุนแรงและแข็งกร้าวของท่านในการด่าทอต่อผู้ปกครองซาอุดี้นั่นเอง อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงที่ท่านยังไม่ได้กลับเนื้อกลับตัวจากจุดยืนอันนี้ ก็ไม่พบว่ามีอุละมาอ์อาวุโสคนใดที่กล่าวว่าท่านเป็นมุบตะดิอฺ

 

คนๆหนึ่งจะถูกปฏิบัติเยี่ยงการปฏิบัติต่อมุบตะดิอฺเมื่อใด?

ชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “แท้จริง ผู้ที่ขัดแย้งต่ออัล-กุรอานที่ชัดเจน , สุนนะฮฺที่แพร่หลาย(รู้กันดี) หรืออิจมาอ์ของชาวสะลัฟ ด้วยการขัดแย้งอันหนึ่งที่ไม่มีข้อผ่อนปรนให้ เขาจะถูกปฏิบัติ เหมือนการปฏิบัติตามอะฮฺลุลบิดอะฮฺ” (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 24/172)

พิจารณาคำพูดของท่านให้ดี “การขัดแย้งอันหนึ่งที่ไม่มีข้อผ่อนปรนให้” นี่ถือเป็นสัญญาณแสดงว่า บางครั้งอุละมาอ์ที่ขัดแย้งต่อหนึ่งในสามประการข้างต้น แต่เขาก็ไม่ถูกปฏิบัติตาม เยี่ยมการปฏิบัติตามอะฮฺลุลบิดอะฮฺ เพราะมีข้อผ่อนปรนบางอย่างที่ขัดขวางการปฏิบัตินั้น

ท่านยังกล่าวอีกว่า “มีมุจตะฮิดมากมายจากยุคสะลัฟและเคาะลัฟที่กล่าวหรือกระทำในสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นบิดอะฮฺ โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งดังกล่าวนั้นเป็นบิดอะฮฺ เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นโดย โดยมีสาเหตุมาจากหะดีษเฎาะอีฟที่พวกเขาเข้าใจว่าเป็นหะดีษเศาะฮีหฺ หรือเพราะอายะฮฺต่างๆที่พวกเขาเข้าใจด้วยการเข้าใจที่ไม่ถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ของอายะฮฺนั้นๆ หรือเพราะพวกเขามีความคิดเห็นต่อปัญหาอย่างหนึ่งที่ได้มีหลักฐาน(ชัดเจน)ในปัญหานั้นๆแล้ว แต่ทว่าหลักฐานดังกล่าวมิได้ไปถึงพวกเขา           และหากคนๆหนึ่งได้พยายามยำเกรงต่ออัลลอฮสุดความสามารถแล้ว นั่นก็หมายความว่า เขาได้เข้าไปอยู่ในพระดำรัสของอัลลอฮ ที่ว่า

رَبَّنَا لاَ تُؤَاخِذْنَا إِن نَّسِينَا أَوْ أَخْطَأْنَا

          โอ้พระเจ้าของพวกเรา โปรดอย่าเอาโทษแก่เราเลย หากพวกเราลืม หรือผิดพลาดไป (สูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ 2 : 286)

          ในหะดีษเศาะฮีหฺบทหนึ่งระบุว่า อัลลอฮุ ตะอาลา ตอบว่า ‘ข้าตอบรับแล้ว…’”(มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 19/191-192)

หากมีคนๆหนึ่งที่เป็นที่รู้กันดีว่า เป็นผู้ปฏิบัติตามอัล-กิตาบและอัส-สุนนะฮฺ แต่แล้วเขาก็พลาดพลั้งลงไปในบิดอะฮฺอย่างหนึ่ง(แม้ว่า บิดอะฮฺดังกล่าว จะเป็นมติเอกฉันท์ของบรรดาอุละมาอ์แล้วก็ตาม มันก็จะไม่ทำให้เขาเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺโดยทันที) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ไม่ใช่ทุกคนที่พลาพพลั้งในสิ่งบิดออะฮฺประการหนึ่ง แล้วจะเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ(ทันที) เช่นเดียวกับที่ไม่ใช่ทุกคนที่พลาดพลั้งไปกระทำการกุฟรฺ แล้วเขาจะเป็นกาฟิร

 

จำเป็นต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น หากความผิดที่กระทำโดยชาวสะละฟีย์นั้น เป็นความผิดในประเด็นปัญหาที่ยุ่งยากและซับซ้อน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อความผิดดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ยุ่งยากและซับซ้อน

ชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “ไม่เป็นที่สงสัยอีกแล้วว่า ความผิดในเรื่องที่มีความซับซ้อนนั้น อุมมะฮฺนี้จะได้รับการให้อภัย แม้นว่าความผิดดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับเรื่องวิชาการ(หมายถึง เรื่องอะกีดะฮฺ)ก็ตาม หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ส่วนมากของบุคคลที่มีเกียรติของอุมมะฮฺนี้ก็จะพินาศหมดเป็นแน่ หากอัลลอฮทรงอภัยให้แก่บุคคลที่ไม่รู้เกี่ยวกับการต้องห้ามของเหล้า เนื่องจากเกิดในพื้นที่(ที่โง่เขลา/ห่างไกลความรู้) ในขณะที่ตัวเขานั้นไม่ได้ศึกษาเรียนรู้ บุคคลที่มีเกียรติที่มุ่งมั่นในการศึกษาหาความรู้ตามสภาพที่เขาพบเจอในยุคสมัยและพื้นที่ของเขา หากเป้าหมาย(เจตนา)ของเขาคือ การปฏิบัติตามสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม อย่างสุดความสามารถแล้ว ดังนั้น เขาก็มีสิทธิ์ที่อัลลอฮจะตอบรับความดีงามทั้งหลายของอัลลอฮ และอัลลอฮจะมอบตอบแทนความดีแก่ความมุ่งมั่นของเขา ตลอดจนไม่ลงโทษเขา ดังบทเรียนจากพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า

رَبَّنَا لاَ تُؤَاخِذْنَا إِن نَّسِينَا أَوْ أَخْطَأْنَا

          โอ้พระเจ้าของพวกเรา โปรดอย่าเอาโทษแก่เราเลย หากพวกเราลืม หรือผิดพลาดไป (สูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ 2 : 286) (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา 20/165)

 

———- จบ ———–

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Blog Abu Umamah™

Media Belajar Dan Berbagi Ilmu Islam Ahlussunnah Wal Jama'ah

Attachment Parenting by Baannada : บ้านณดา

เพจเลี้ยงลูกเชิงบวกแนว Attachment Parenting และรวมไอเดียการเล่นในครอบครัว และไฟล์กิจกรรมปริ๊นฟรีสำหรับเด็ก

Insyaflah, wahai Salafy!

Kalau tidak ada yang menjelaskan ... bagaimana ummat bisa tahu ?

faham.wordpress.com

Tugas pertama kita adalah memahami Islam, bukan sekedar mengetahui dalilnya

irwandizakaria-blog

Berikan yang Terbaik, Insya Allah akan Dapat Yang Terbaik

LA TAHZAN

ไม่จุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด

Terjemah Kitab Salaf

membumikan dakwah ahlus sunnah

Bahasa Arab Jarak Jauh at-Taisir

Mempelajari Bahasa al-Qur'an dan as-Sunnah

abusaifillah

Islam is the way of life.

Ibnu Taimiyah

Menguak keagungan seorang Syaikhul Islam

Abu Salma

Homepage Pribadi Abu Salma Muhammad

ABU MUSA AL-ATSARI

Belajar Islam, Menikmati Alam

Meniti Jalan menuntut Ilmu

Membuka Jalan Menuju Surga...

bushrohouse

ห้องสมุดบ้านบุชรอ : ห้องสมุดเพื่ออุมมะฮฺ

Para Ulama Ahlul Hadits

Biografi Ahlul Hadits, Para Sahabat, Tabi’in dan Tabiut Tabi’in beserta Keluarga Rasulullah صلى ا لله عليه وسلم

Salafy

Meneladani Generasi Terdahulu yang Shalih

%d bloggers like this: