RSS

ความมุ่งมั่นและเพียรพยายามของบรรดาอุละมาอ์ในการแสวงหาความรู้

30 ธ.ค.

طلب العلم
ความมุ่งมั่นและเพียรพยายามของบรรดาอุละมาอ์ในการแสวงหาความรู้
เขียนโดย ริซกี ตูลุส (Rizky Tulus)
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

من خرج في طلب العلم فهو في سبيل الله حتى يرجع

             “ผู้ใดออกไปในการแสวงหาความรู้ เขาก็อยู่ในหนทางของอัลลอฮ จนกว่าจะกลับมา (บันทึกโดยอัตติรมิซีย์)

การได้รับความรู้ก็ด้วยกับการไปหา หากปรารถนาสิ่งล้ำค่าอย่างหนึ่ง แน่นอนเราก็พร้อมยอมสละทรัพย์สินเพื่อให้ได้สิ่งล้ำค่านั้นมา ความรู้ก็เช่นเดียวกัน บรรดาอุละมาอ์ ผู้รับมรดกของท่านนบี ยอมสละแรงกายและทรัพย์สินของพวกเขา หรือแม้กระทั่งทิ้งญาติพี่น้องนานเป็นสิบๆปีเพื่อศึกษาหาความรู้

อิมามอัลหะสัน อัลบัศรีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า

باب من العلم يتعلمه الرجل خير له من الدنيا وما فيها

            ความรู้หนึ่งบทที่คนๆหนึ่งได้เรียนรู้นั้น ดีกว่าดุนยาและทุกสิ่งที่อยู่ในมัน [1]

อิมามอัลหากิม ได้อธิบายเกี่ยวกับผู้ที่เดินทางเพื่อแสวงหาความรู้ไว้ว่า

آثروا قطع المفاوز والقفاز على التنعم في الدمن والأوطان، وتنعموا بالبؤس في الأسفار مع مساكنة أهل العلم والأخبار، جعلوا المساجد بيوتهم، وجعلوا غذاءهم الكتابة، وسمرهم المعارضة، استرواحهم المذاكرة، وخلوقهم المداد، ونومهم السهاد، وتوسدهم الحصى

            พวกเขาเลือกที่จะเดินทางผ่านทะเลทรายและแผ่นดินที่แห้งแล้งมากกว่าการสุขสบายอยู่ในที่พักและประเทศของตนเอง พวกเขารู้สึกมีความสุขจากความลำบากในการเดินทางพร้อมกับผู้มีความรู้และรายงาน พวกเขาทำให้มัสญิดทั้งหลายเป็นบ้านของพวกเขา ให้การเขียนบันทึกเป็นเสมือนอาหารในแต่ละวัน ให้การเขียนแข่งขันเป็นการสนทนาในยากดึก ให้การทบทวนบทเรียนเป็นการพักผ่อน ให้น้ำหมึกเป็นเครื่องหอม ให้การอดนอนเป็นการนอน และให้ก้อนหินเป็นหมอนรองสำหรับพวกเขา [2]

และมีผู้ถามอิมามอะหฺมัดว่า “จำเป็นไหมที่คนๆหนึ่งจะต้องออกเดินทางเพื่อหาความรู้?” ท่านตอบว่า “แน่นอน…ขอสาบานต่ออัลลอฮ จำเป็นที่สุด แท้จริงแล้วอัลเกาะมะฮฺ บิน ก็อยสฺ อันนะเคาะอีย์ และอัลอัสวัด บิน ยะซีด อันนะเคาะอีย์ พวกเขาทั้งสอง(เป็นตาบิอีน)มาจากเมืองกูฟะฮฺ(ที่อิรัก) เมื่อ(ข่าวคราวเกี่ยวกับ)หะดีษบทหนึ่งจากอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้มีมายังพวกเขา พวกเขาจะยังไม่พอใจจนกว่าจะได้เดินทางไปยังเมืองมะดีนะฮฺและฟังหะดีษบทนั้นโดยตรงจากอุมัร”

บรรดาอุละมาอ์มิได้แสวงหาความรู้ในช่วงเวลาสั้นๆเพียงหนึ่งหรือสองวัน แต่เป็นเดือน เป็นปี หรือเป็นสิบๆปี และแน่นอนในการเดินทางนั้นเต็มไปด้วยการก่อกวนและบททดสอบ ความรู้สึกหิวและกระหาย ความทุกข์ยากและลำบาก และอันตรายต่างๆที่คุกคามชีวิต

อิมามอบูอับดิลลาฮ มุหัมมัด บินอิสหาก บินมันดะฮฺ เดินทางเพื่อแสวงหาความรู้ตอนอายุได้ 20 ปี และกลับมายังประเทศของท่านตอนอายุ 65  ปี หมายความว่าท่านใช้เวลาเดินทางแสวงหาความรู้เป็นเวลานาน 45 ปี ตลอดระยะเวลาดังกล่าวนั้นท่านฟังและรับความรู้จากชัยคฺ(ครูบาอาจารย์) 1,700 คน เมื่อท่านกลับมายังประเทศแล้ว ท่านก็แต่งงานขณะที่อายุได้ 65 ปี และมีลูก แล้วท่านก็ถ่ายทอดและสอนหะดีษแก่ผู้คน [3]

อิมามอัซซะฮะบีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ได้เล่าเกี่ยวกับบะกียฺ บิน มัคลัด ว่า

أما بقي بن مخلد فقد قام برحلتين إلى الشام والحجاز؛ الأولى استغرقت أربعة عشر عاماً والثانية استمرت عشرين عاماً، وكلها كانت على الأقدام ماشياً كما صرح هو بذلك حيث قال: كل من رحلت إليه فماشياً على قدمي

            “บะกียฺ บิน มัคลัด เดินทาง(เพื่อแสวงหาความรู้)ที่เมืองชามและฮิญาซ 2 ครั้ง ครั้งแรกใช้เวลานาน 14 ปี และครั้งที่สองใช้เวลา 20 ปี ทั้งหมดนี้เขาเดินทางด้วยเท้า เหมือนที่เขาได้เล่าไว้เองว่า : ‘ทุกคนที่ฉันเดินทางไปหาเขานั้น ฉันเดินทางไปด้วยกับเท้าทั้งสองของฉันเอง’ [4]

มีเรื่องเล่าว่า อับดุลลอฮ บินอัลกอสิม อัลอะตะกีย์ อัลมิศรีย์ ต้องการเดินทางจากเมืองอัลกอฮิเราะฮฺ(ไคโร)ไปยังเมืองมะดีนะฮฺเพื่อศึกษาความรู้กับอิมามมาลิก ในขณะที่ภรรยาของเขากำลังตั้งครรถ์อยู่ ท่านถามภรรยาว่า

إني قد عزمت على الرحلة في طلب العلم، وما أراني عائداً إلى مصر إلا بعد مدة طويلة، فإن شئت أن أطلقك طلقتك فتنكحين من شئت، وإن أردت أبقيك في عصمتي فعلت ولكن لا أدري متى سأرجع إليك

            ฉันอยากจะเดินทางไปหาความรู้ และฉันคิดว่าคงใช้เวลานานกว่าจะกลับมาอียิปต์อีก ถ้าเธอต้องการให้ฉันหย่า ฉันก็จะหย่าให้ และเธอสามารถแต่งงานกับใครก็ตามที่เธอต้องการ แต่ถ้าเธอยังอยากอยู่ในการดูแลรับผิดชอบของฉัน ฉันก็จะทำ แต่ฉันไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ฉันจะกลับมาหาเธอ

ภรรยาของเขาเลือกที่จะอยู่และเป็นภรรยาของเขาต่อไป อับดุลลอฮ บินอัลกอสิม จึงเดินทางไปยังอิมามมาลิก เขาอยู่ที่นั่นนาน 17 ปีกับอิมามมาลิกโดยไม่ได้ทำการค้าขายแต่อย่างใด ความนึกคิดของเขาทุ่มเทให้กับการศึกษาเรียนรู้ ขณะนี้ภรรยาของเขาได้คลอดลูกชายคนหนึ่งและโตขึ้นแล้ว อับดุลลอฮ บินอัลกอสิมไม่ทราบข่าวการเกิดของลูกเลย เพราะข่าวคราวต่างๆเกี่ยวกับภรรยานั้นได้ถูกตัดขาดทิ้งตั้งแต่วันที่เขาจากภรรยามาแล้ว

อับดุลลอฮ บินอัลกอสิม กล่าวว่า

فبينا أنا ذات يوم عند مالك في مجلسه، إذ أقبل علينا حاج مصري شاب ملثم فسلم على مالك ثم قال: أفيكم ابن القاسم؟ فأشاروا إلي، فأقبل علي يعتنقني ويقبل ما بين عيني، ووجدت منه رائحة الولد، فإذا هو ابني الذي تركت زوجتي حاملاً به وقد شب وكبر

            ครั้งหนึ่งฉันกำลังอยู่ในมัจลิสของอิมามมาลิก ทันใดนั้นก็มีผู้ทำฮัจญ์วันรุ่นจากอียิปต์มายังเราโดยปิดหน้าไว้ แล้วกล่าวสลามแก่อิมามมาลิก และพูดว่า ในหมู่พวกท่านมีคนชื่ออิบนุอัลกอสิมไหม?แล้วพวกเขาก็ชี้มายังฉัน แล้วเขายังฉัน กอดฉัน และจูงลงที่ระหว่างตาของฉัน ฉันได้กลิ่นของลูกจากตัวเขา ปรากฏว่าเขาคือลูกของฉันที่ฉันได้ทิ้งไว้กับภรรยาของฉันที่ตั้งครรถ์ และตอนนี้ได้โตขึ้นแล้ว

อัลเคาะฏีบ อัลบัฆดาดีย์ ได้กล่าวถึงอิมามอัลบุคอรีย์ ว่า

والإمام البخاري رحل إلى محـدثي الأمصـار، وكـتب بخراسان والجبال ومدن العراق كلها والحجاز والشام ومصر، وورد بغداد دفعات

            อิมามอัลบุคอรีย์เดินทางไปหานักหะดีษมากมายในหลายประเทศ เขาจดบันทึกหะดีษที่เมืองคุรอสาน บนภูเขา และเมืองต่างๆในอิรักทั้งหมด ที่ฮิซาย ชาม และอียิปต์ และไปยังเมืองมัฆดาด(แบกแดด)หลายครั้ง[5]

อิมามอัลบุคอรีย์ ได้เล่าเกี่ยวกับตัวท่านเองไว้ว่า

كتبت عن ألف شيخ من العلماء وزيادة، وليس عندي حديث إلا أذكر إسناده

            “ฉันได้เขียนบันทึก(ความรู้)จากชัยคฺ 1,000 คนในหมู่อุละมาอ์ และไม่มีหะดีษใดที่ฉัน นอกจากฉันจะระบุสายรายงานของมันไว้ด้วย” [6]

ประวัติศาสตร์ได้จารึกความมุ่งมั่นพยายามในการแสวงหาความรู้ของบรรดาอุละมาอ์ไว้เช่นนั้น ความมุมานะที่ไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อยท่ามกลางความร้อนของดวงอาทิตย์และความหนาวเหน็บของฤดูหนาว กระนั้นพวกเขาก็ยังทุ่มเทแรงกายทั้งหมด จนชีวิตต้องประสบกับความคับแคบและความลำบากในการเดินทาง

อิมามอัซซะฮะบีย์ ได้เล่าเรื่องการเดินทางเพื่อหาความรู้ของอุมัร บินอับดุลกะรีม อัรเราะวาสีย์ ไว้ว่า

ورحل عمر بن عبد الكريم الرواسي في طلب العلم، وسمع العلم من ثلاثة آلاف وستمائة شيخ، وفي إحدى رحلاته سقطت بعض أصابعه من شدة البرد والثلج، ولم يكن معه آنذاك ما يتدفأ به

            “อุมัร บินอับดุลกะรีม อัรเราะวาสีย์ เดินทางเพื่อแสวงหาความรู้และฟังความรู้จากชัยคฺ 3,600 คน ในการเดินทางครั้งหนึ่ง เขาได้สูญเสียนิ้วมือบางนิ้วไปเนื่องจากอากาศที่หนาวมากและเต็มไปด้วยหิมะ และเขาไม่มีสิ่งใดเลยที่ให้ความอบอุ่นแก่เขาได้” [7]

อิมามอัลหาฟิซ มุหัมมัด บินฏอฮิร อัลมักดิสีย์ ได้เล่าเรื่องราวการแสวงหาความรู้ของตัวเขาเอง ว่า

بلت الدم في طلبي للحديث مرتين: مرة ببغداد ومرة بمكة؛ وذلك أني كنت أمشي حافياً في سفري لطلب العلم في شدة الحر وعلى الرمضاء المحرقة، فأثر ذلك في جسدي فبلت دماً، وما ركبت دابة قط في طلب الحديث إلا مرة واحدة، وكنت دائماً أحمل كتبي على ظهري في أثناء سفري، حتى استوطنت البلاد وما سألت في حال طلبي للعلم أحداً من الناس مالاً، وكنت أعيش على ما يأتيني الله به من رزق من غير سؤال

            “ฉันปัสสาวะเป็นเลือด 2 ครั้งขณะแสวงหาหะดีษ ครั้งหนึ่งที่เมืองบัฆดาดและอีกครั้งหนึ่งที่เมืองมักกะฮฺ นั่นเป็นเพราะวาฉันเดินทางโดยไม่ได้สวมใส่ร้องเท้า(เพราะไม่มีให้ใช้)ขณะการเดินทางแสวงหาความรู้ ในสภาพอากาศที่ร้อนมากบนทะเลทรายที่ร้อนระอุ มันจึงมีผลต่อร่างกายของฉัน และทำให้ฉันปัสสาวะออกมาเป็นเลือด ฉันไม่เคยใช้ยานพาหนะเพื่อหาหะดีษนอกจากเพียงครั้งเดียว ฉันแบกหนังสือไว้บนหลังในช่วงการเดินทางจนไปถึงประเทศหนึ่ง ฉันไม่เคยขอทรัพย์สินจากใครเลยขณะศึกษาหาความรู้ ฉันมีชีวิตด้วยริซกีที่อัลลอฮทรงมอบให้กับฉันโดยไม่ได้ขอ(จากใคร)” [8]

อิมามอิบนุกะษีร รายงานว่า

وقال أحمد بن سنان الواسطي: بلغني أن أحمد بن حنبل رهن نعله عند خباز على طعام أخذه منه، عند خروجه من اليمن. وسرقت ثيابه وهو باليمن، فجلس في بيته ورد عليه الباب، وفقده أصحابه، فجاءوا إليه فسألوه فأخبرهم، فعرضوا عليه ذهباً فلم يقبله، ولم يأخذ منهم إلا ديناراً واحداً، ليكتب لهم به ـ أي أخذ الدينار على أن يكون أجرة لما ينسخه لهم من الكتب ـ فكتب لهم بالأجر، رحمه الله تعالى

            อะหฺมัด บิน สินาน อัลวาสิฏีย์ กล่าวว่า ได้มีข่าวคราวมายังฉันว่า อะหฺมัด บินหัมบัล ได้จำนองร้องเท้าของเขาแก่คนขายขนมปังคนหนึ่ง สำหรับอาหารที่เขาเอามาขณะออกจากประเทศเยเมน เสื้อผ้าของเขาถูกขโมยขณอยู่ที่เยเมน เขาจึงอยู่แต่ในบ้านและปิดประตูบ้านไว้ เพื่อนๆของเขารู้สึกตัวได้ว่าเขาหายไป พวกเขาจึงมาหาเขาและถามเขา เขาเล่าสภาพของตัวเอง พวกเขายื่นเสนอทองคำให้แต่เขาปฏิเสธ เขารับมาจากเพื่อนๆเพียง 1 ดิรฮัมเท่านั้นสำหรับเป็นค่าจ้างการจดบันทึกให้แก่พวกเขา หมายถึงเขารบเงินดีนารเป็นค่าจ้างการเขียน(คัดลอก)หนังสือให้กับพวกเขา แล้วเขาก็เขียนให้และได้รับค่าจ้าง ขออัลลอฮทรงเมตตาเขาด้วยเถิด [9]

มุหัมมัด บินอบีหาติม เล่าว่า

خرجت إلى آدم بن أبي إياس، فتخلفت عني نفقتي حتى جعلت أتناول الحشيش ولا أخبر بذلك أحداً، فلما كان اليوم الثالث أتاني آت لم أعرفه فناولني صرة دنانير، وقال: أنفق على نفسك

            “ฉันออกไปหาอาดัม บินอบีอิยาส ค่าใช้จ่ายของฉันมาถึงช้าจนฉันจำเป็นต้องกินเส้นผม และฉันไม่ได้เล่าเรื่องนี้แก่ใครเลย หลังจากวันที่สามไป ชายไม่รู้จักคนหนึ่งมาพบฉัน และมอบถึงบรรจุเงินดีนารจำนวนหนึ่งไว้ แล้วพูดว่า ‘จงใช้มันสำหรับตัวท่านเองเถอะ’ [10]

มาชาอัลลอฮ….ความเข้มแข็งยืนหยัดในการแสวงหาความรู้ของพวกเขาช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ และหากเรารวบรวมเรื่องราวทั้งหมดของพวกเขาแล้วไซร้ บทความนี้คงไม่มีตอนจบเป็นแน่ ความดีงามที่พวกเขามีอันหมายถึงความมุ่งมั่นบากบั่นในการแสวงหาความรู้ได้กลายเป็นสาเหตุให้อัลลอฮทรงช่วยเหลือศาสนานี้ พวกเขาท่องจำความรู้และเผยแพร่มันแก่มนุษย์ เพราะอิบาดะฮฺจะไม่ใช่อิบาดะฮฺหากปราศจากความรู้ และด้วยกับความรู้ศาสนา(ที่พวกเขามุ่งมั่นเสาะหามา)นี่เองที่พวกเขาได้รักษาศาสนานี้เอาไว้

อิบรอฮีม บินอัดฮัม กล่าวว่า

إن الله يدفع البلاء عن هذه الأمة برحلة أهل الحديث

            อัลลอฮทรงให้ภัยพิบัติห่างไกลจากอุมมะฮฺนี้ ด้วยกับการเดินทาง(เพื่อแสวงหาความรู้)ของอะฮฺลุลหะดีษ [11]

นอกจากนี้ ความพยายามในการปกปักษ์รักษาความรู้ที่พวกเขาได้รับมาแล้วก็น่าอัศจรรย์เช่นกัน พวกเขาใช้เวลาของตนอย่างดีในการศึกษาและทบทวนความรู้ที่ได้รับมา

อิมามอิบนุกะษีร ได้กล่าวถึงอิมามอัลบุคอรีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ไว้ว่า

وهذا الإمام البخاري رحمه الله يستيقظ في الليلة الواحدة من نومه، فيوقد السراج ويكتب الفائدة تمر بخاطره، ثم يطفئ سراجه، ثم يقوم مرة أخرى وأخرى، حتى كان يتعدد ذلك منه في الليلة الواحدة قريباً من عشرين مرة

            นี่คืออิมามอัลบุคอรีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ เขาตื่นขึ้นมาจากการนอนหลับในค่ำคืนหนึ่ง แล้วเขาก็จุดตะเกียงไฟและเขียนประโยชน์(ความรู้)ที่ผ่านเข้ามาในความคิด แล้วเขาก็ดับตะเกียง หลังจากนั้นเขาก็ตื่นขึ้นมาอีก(และทำเหมือนเดิม) และตื่นขึ้นมาอีกเรื่อยๆ จนกระทั่งว่าท่านทำเช่นนั้นในคืนหนึ่งประมาณ 20 ครั้ง[12]

อิมามอันนะเคาะอีย์ กล่าวว่า

إنه ليطول علي الليل حتى ألقى أصحابي فأذاكرهم

            บางครั้งฉันรู้สึกว่ากลางคืนยาวนานสำหรับฉัน ฉันจึงไปหาเพื่อนๆ และชวนพวกเขาทบทวนบทเรียน [13]

จงซื่อสัตย์กับตัวเองเถอะ เราช่างแตกต่างจากพวกเขาจริงๆ เราฝันอยากได้เกียรติ แต่ไม่ยอมเดินตามทางของพวกเขา ดังนั้นจงให้เรื่องนี้เป็นแส้ที่ใช้เฆี่ยนตีตัวเองให้มีพลังเถิด

ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ ไม่มีคำว่าสายสำหรับการศึกษาเรียนรู้ อิมามอิบนุหัซมฺเริ่มต้นศึกษาความรู้ตอนอายุ 26 ปี , อิมามอัลกอฟัลเริ่มศึกษาความรู้ตอนอายุ 40 ปี และมีอุละมาอ์บางท่านที่ศึกษาความรู้ตอนอายุ 80 ปี ไม่มีข้ออ้างใดๆสำหรับเราแล้วที่จะหนีจากมัจลิสอิลมีย์ หรือแม้แต่จะเลื่อนเวลาออกไป จนกระทั่งความตายได้มาถึงเรา

อิมามอะหฺมัด คือแบบอย่างของพวกเรา

قال محمد بن إسماعيل الصائغ: مر بنا أحمد بن حنبل ونعلاه في يديه وهو يركض في دروب بغداد ينتقل من حلقة لأخرى، فقام أبي وأخذ بمجامع ثوبه وقال له: يا أبا عبد الله! إلى متى تطلب العلم؟ قال: إلى الموت

            มุหัมมัด บินอิสมาอีล อัศศออิฆ กล่าวว่า “อะหฺมัด บินหัมบัล ผ่านพวกเราโดยมีรองเท้าสองข้างอยู่ที่มือทั้งสอง เขาวิ่งไปมาตามถนนหนทางในเมืองบัฆดาด ย้ายจากวงหะละเกาะฮฺหนึ่งไปยังอีกวงหะละเกาะฮฺหนึ่ง พ่อของฉันจึงยืนขึ้นและจับเสื้อของเขาและถามว่า ‘โอ้อบูอับดิลลาฮ ท่านจะศึกษาหาความรู้ไปจนถึงเมื่อไหร่กัน?’ เขาตอบว่า ‘จนถึงตาย’ [14]

เมื่อความรู้ศาสนาถูกทอดทิ้ง ความฝันก็จะอ่อนแรงและยากจะได้มา หวังว่าเรื่องราวความอดทนและความมุ่งมั่นพยายามของบรรดาอุละมาอ์ในการแสวงหาความรู้นี้จะทำให้เรามีพลังมากขึ้นที่ปฏิบัติตามพวกเขาและเดินบนเส้นทางของพวกเขา

فكن رجلا رجله في الثرى وهامة همته في الثريا

ดังนั้น จงเป็นคนที่เท้าอยู่บนผืนดิน

แต่ความใฝ่ฝันอยู่สูงถึงดาวลูกไก่

 (อิบนุล เญาซีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ)

            อ้างอิง : วะเราะษะตุล อัมบิยาอ์ เขียนโดย ชัยคฺอับดุลมะลิก อัลเกาะศีม

ที่มา : http://splashurl.com/n97yqoq (แก้ไขเล็กน้อย)


[1] บันทึกโดย อิบนุหิบบาน ในเราเฎาะตุล อุเกาะลาอ์ และอิบนุอับดิลบัรรฺ

[2] มะอฺริฟะฮฺ อุลูมุล หะดีษ หน้า 2

[3] ตัซกิเราะฮฺ อัลหุฟฟาซ (3/1,032) โดย อิมามอัซซะฮะบีย์

[4] ตัซกิเราะฮฺ อัลหุฟฟาซ (2/631) โดยอิมามอัซซะฮะบีย์

[5]  ตารีค บัฆดาด (2/4) โดย อัลเคาะฏีบ อัลบัฆดาดีย์

[6] ตารีค บัฆดาด (2/10) โดย อัลเคาะฏีบ อัลบัฆดาดีย์

[7] ตัซกิเราะฮฺ อัลหุฟฟาซ (4/1,238) โดย อิมามอัซซะฮะบีย์

[8] ตัซกิเราะฮฺ อัลหุฟฟาซ (4/1,243) โดย อิมามอัซซะฮะบีย์

[9] อัลบิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ (10/329) โดย อิมามอัลหาฟิซ อิบนุกะษีร

[10] อัฏเฏาะบะก็อต อัลกุบรอ (2/227)  โดย อัสสุบกีย์

[11] ชะร็อฟ อัศหาบุล หะดีษ โดย อัลเคาะฏีบ อัลบัฆดาดีย์

[12] อัลบิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ (11/28) โดย อิมามอัลหาฟิซ อิบนุกะษีร

[13] อัลญามิอฺ ลิอัคลา อัรรอวีย์ หน้า 2 โดย อัลเคาะฏีบ อัลบัฆดาดีย์

[14] ชะร็อฟ อัศหาบุล หะดีษ หน้า 68 โดย อัลเคาะฏีบ อัลบัฆดาดีย์

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Blog Abu Umamah™

Media Belajar Dan Berbagi Ilmu Islam Ahlussunnah Wal Jama'ah

Attachment Parenting by Baannada : บ้านณดา

เพจเลี้ยงลูกเชิงบวกแนว Attachment Parenting และรวมไอเดียการเล่นในครอบครัว และไฟล์กิจกรรมปริ๊นฟรีสำหรับเด็ก

Insyaflah, wahai Salafy!

Kalau tidak ada yang menjelaskan ... bagaimana ummat bisa tahu ?

faham.wordpress.com

Tugas pertama kita adalah memahami Islam, bukan sekedar mengetahui dalilnya

irwandizakaria-blog

Berikan yang Terbaik, Insya Allah akan Dapat Yang Terbaik

LA TAHZAN

ไม่จุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด

Terjemah Kitab Salaf

membumikan dakwah ahlus sunnah

Bahasa Arab Jarak Jauh at-Taisir

Mempelajari Bahasa al-Qur'an dan as-Sunnah

abusaifillah

Islam is the way of life.

Ibnu Taimiyah

Menguak keagungan seorang Syaikhul Islam

Abu Salma

Homepage Pribadi Abu Salma Muhammad

ABU MUSA AL-ATSARI

Belajar Islam, Menikmati Alam

Meniti Jalan menuntut Ilmu

Membuka Jalan Menuju Surga...

bushrohouse

ห้องสมุดบ้านบุชรอ : ห้องสมุดเพื่ออุมมะฮฺ

Para Ulama Ahlul Hadits

Biografi Ahlul Hadits, Para Sahabat, Tabi’in dan Tabiut Tabi’in beserta Keluarga Rasulullah صلى ا لله عليه وسلم

Salafy

Meneladani Generasi Terdahulu yang Shalih

%d bloggers like this: