RSS

จำเป็นต้องแสวงหาความรู้ (ความรู้อะไร?)

03 มิ.ย.

?????จำเป็นต้องแสวงหาความรู้ (ความรู้อะไร?)
เขียนโดย
อิมาม อิบนุ กุดามะฮฺ อัล-มักดิสีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ
นำมาจากเว็บไซต์ของ อุสตาซ อบุลเญาซาอ์ โดนี อะรีฟ วีโบโว
(www.abul-jauzaa.blogspot.com)
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

            อิบนุ กุดามะฮฺ อัล-มักดิสีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า :

มีรายงานจากท่านอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่าท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

طَلَبُ اْلعِلْمِ فَرِيْضَةٌ عَلَى كُلِّ مُسْلِمٍ

            การแสวงหาความรู้คือหน้าที่จำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคน (บันทึกโดยอะหฺมัด ในอัล-อิลัล) [1]

มุศ็อนนิฟ(อิบนุล เญาซีย์)กล่าวว่า ผู้คนต่างมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความรู้ที่จำเป็น(ต้องศึกษา)นี้

บรรดาฟุเกาะฮาอ์(นักนิติศาสตร์อิสลาม)กล่าวว่า หมายถึงความรู้ฟิกฮฺ เพราะด้วยความรู้นี้เองที่ทำให้รู้ว่าสิ่งใดหะลาลและสิ่งใดหะรอม

บรรดามุฟัสสิรีน(นักอรรถาธิบายอัล-กุรอาน)และมุหัดดิษีน(นักการหะดีษ)กล่าวว่า หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับอัล-กิตาบ(อัล-กุรอาน)และอัส-สุนนะฮฺ(อัล-หะดีษ) เพราะด้วยทั้งสองนี้นี่เองที่คนๆหนึ่งจะสามารถบรรลุถึงความรู้ทุกแขนงได้

ชาวศูฟีย์กล่าวว่า คือความรู้เกี่ยวกับความอิคลาศ(ความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ)และบททดสอบทางจิตใจ

บรรดามุตะกัลลิมีน(นักเทววิทยา)กล่าวว่า คือ เทววิทยา (วิชาว่าด้วยศาสนา อิทธิพลของศาสนา ธรรมชาติของความจริงทางศาสนา โดยใช้ตรรกะและสติปัญญาในการศึกษา)

และเป็นเช่นนั้นเรื่อยไป ต่างฝ่ายต่างก็ให้ความหมายที่แตกต่างกันไป ที่ถูกต้องคือ ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบ่าวกับพระผู้เป็นเจ้า ความสัมพันธ์ที่หมายถึงนี้ครอบคลุม 3 ด้าน คือ หลักความเชื่อ , การกระทำ และสิ่งที่ต้องละทิ้ง

เมื่อลูกบรรลุศาสนภาวะ ความรู้แรกที่เขาจะต้องศึกษาคือ ถ้อยคำปฏิญาณทั้งสอง พร้อมเข้าใจความหมาย แม้ว่าจะไม่จำเป็นต้องศึกษาหลักฐานอย่างละเอียดก็ตาม เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เองก็เคยขอให้ชาวอาหรับชนบทที่ไม่มีความรู้แสดงการยอมรับ(ต่อคำปฏิญาณทั้งสองนี้) โดยมิได้ให้พวกเขาศึกษาหลักฐาน(ในตอนแรก)แต่อย่างใด แต่ที่แน่นอนคือ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับเวลา หลังจากนั้น เขาก็จะต้องศึกษาและรู้จักหลักฐาน

เมื่อถึงเวลาที่เขาจะต้องทำการละหมาด เขาก็จะต้องศึกษาวิธีการทำความสะอาด(วุฎูอฺ)และการละหมาด เมื่อถึงเดือนเราะมะฎอน เขาจะต้องศึกษาเกี่ยวกับการถือศีลอด และหากเขามีทรัพย์สินและเวลาของเขาครบรอบหนึ่งปีแล้ว เขาก็จะต้องศึกษาเกี่ยวกับการซะกาต และเมื่อถึงฤดูฮัจญ์ และเขามีความสามารถไปทำฮัจญ์ได้ เขาก็จะต้องศึกษาวิธีการทำฮัจญ์และเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการทำฮัจญ์

เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องละทิ้งนั้นขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ เพราะคนตาบอดไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ข้อห้ามของการมอง และคนที่หูหนวกก็ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ข้อห้าของการพูด แต่หากในเมืองหนึ่งผู้คนชอบดื่มสุราสิ่งมึนเมาและสวมใส่ผ้าไหม ก็จำเป็นสำหรับพวกเขาจะต้องรู้ถึงความต้องห้ามของทั้งสองประการนี้

เกี่ยวกับหลักความเชื่อ จำเป็นต้องศึกษาและเรียนรู้ด้วยความรู้สึกที่สัมผัสถึง หากเกิดความรู้สึกหนึ่งที่ทำให้สงสัยในความหมายของคำปฏิญาณทั้งสอง เขาก็จะต้องศึกษาสิ่งที่จะทำให้ความสงสัยนั้นหมดไป หากเขาอาศัยอยู่ในเมืองเต็มไปด้วยบิดอะฮฺ(อุตริธรรมในศาสนา) เขาก็จะต้องเสาะหาสิ่งที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับพ่อค้านักธุรกิจที่มีริบาอ์รายล้อมรอบตัวเขา ก็จำเป็นสำหรับเขาที่จะต้องศึกษาวิธีการหลีกห่างจากมัน

และเด็กคนนั้นจำเป็นต้องเรียนรู้หลักการศรัทธาต่อวันกิยามะฮฺ , สวนสวรรค์ และนรก

จากคำอธิบายนี้เป็นที่ชัดเจนว่า ความหมายที่จำเป็นต้องศึกษา ก็คือ ความรู้ที่เป็นฟัรฎูอีน(บังคับเหนือทุกคน) หรือความรู้ที่เกี่ยวกับข้องกับปัจเจกบุคคล

ส่วนความรู้ที่เป็นฟัรฎูกิฟายะฮฺ(บังคับเหนือคนบางส่วน) คือ ความรู้ทุกอย่างที่จำเป็นต่อความราบรื่นในการดำเนินชีวิต เช่น ความรู้ทางการแพทย์ เพราะความรู้นี้มีความสำคัญและจำเป็นต่อการรักษาสุขภาพร่างกาย เช่นเดียวกับความรู้เกี่ยวกับการคำนวณ(คณิตศาสตร์) ซึ่งจำเป็นต่อการแบ่งมรดก พินัยกรรม และอื่นๆ

หากในเมืองแห่งหนึ่งไม่มีใครเลยที่ศึกษาและมีความสามารถในความรู้ต่างๆเหล่านี้ ชาวเมืองนั้นทั้งหมดก็เป็นบุคคลที่มีความผิด แต่หากมีคนหนึ่งหรือสองคนที่มีความสามารถในความรู้นี้ ภาระหน้าที่ก็จะหลุดไปจากคนอื่นๆ

หากเรากล่าวว่า ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์และการคำนวณเป็นความรู้ที่เป็นฟัรฎูกิฟายะฮฺ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะกล่าวว่า ความรู้เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานต่างๆก็เป็นฟัรฎูกิฟายะฮฺเช่นกัน เช่น ความรู้เกี่ยวกับการเกษตร , การตัดเย็บ และการกรอกเลือด หากประเทศหนึ่งประเทศใดไม่มีผู้มีความรู้เกี่ยวกับการกรอกเลือด ส่วนมากของพวกเขาย่อมหายนะเป็นแน่ แท้จริงแล้วผู้ที่ประทานโรคลงมานั้น ได้ประทานยารักษามาด้วย และได้สอนวิธีการใช้ยารักษานั้น ส่วนการศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้งในความรู้คณิตศาสตร์และเชี่ยวชาญในวิชาแพทยศาสตร์นั้น คือสิ่งที่ดียิ่งกว่า เพราะแน่นอนว่าเรื่องนี้คือสิ่งที่จำเป็น

บางครั้ง ความรู้บางอย่างก็เป็นสิ่งที่มุบาหฺ เช่น ความรู้เกี่ยวกับบทกวีที่ไม่บั่นทอนสติปัญญา , ความรู้ประวัติศาสตร์ และอื่นๆ และบางครั้ง ความรู้บางอย่างก็เป็นสิ่งเลวร้าย เช่น ความรู้เกี่ยวกับไสยศาสตร์ , มายากล และความรู้ที่ใช้เพื่อการปลอมแปลงหลอกลวง ส่วนความรู้เกี่ยวกับบทบัญญัติศาสนา(อัล-อุลูม อัช-ชัรอิยยะฮฺ) ซึ่งทั้งหมดนั้นได้รับการสรรเสริญ สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ ความรู้อุศูล , ความรู้ฟุรูอฺ , ความรู้มุก็อดดิมาต และความรู้มุตัมมิมาต

1. ความรู้อุศูล(ความรู้พื้นฐาน) คือ กิตาบุลลอฮ , สุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม , อิจญ์มาอ์(มติเอกฉันท์)ของอุมมะฮฺ และรายงาน(อาษาร)จากบรรดาเศาะหาบะฮฺ

2. ความรู้ฟุรูอฺ(ความรู้ปลีกย่อย) คือ ความเข้าใจต่อความหมายต่างๆในหลักอุศูลดังกล่าว ที่ไม่ได้ค้านกับสติปัญญา กระทั่งความเข้าใจต่อรูปคำที่ถูกระบุ และส่วนอื่นๆ เช่น ความหมายจากคำพูดของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า

لا يقضي القاضي وهو غضبان

            กอฎีย์(ผู้พิพากษา)จะไม่ทำการพิพากษาในขณะที่เขาโมโห[2] ซึ่งหมายความว่า เขาจะไม่สามารถทำการพิพากษาในขณะที่กำลังหิวด้วย

3. ความรู้มุก็อดดิมาต(ความรู้เบื้องต้น) คือ ความรู้ที่เปรียบเสมือนอุปกรณ์เครื่องใช้ เช่น ความรู้เรื่องไวยกรณ์และภาษา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จะใช้ทำความเข้าใจกิตาบุลลอฮและสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม

4. ความรู้มุตัมมิมาต(ความรู้ที่ทำให้สมบูรณ์) เช่น ความรู้เกี่ยวกับการอ่าน , การออกเสียงพยัญชนะ , ความรู้เกี่ยวกับนักรายงานหะดีษ ความเที่ยงธรรมและสภาพของพวกเขา ทั้งหมดนี้คือความรู้เกี่ยวกับบทบัญญัติของศาสนาและทั้งหมดได้รับการสรรเสริญ

(จาก มุคตะศ็อร มินฮจญ์ อัล-กอศิดีน หน้า 19-21)


[1] และบันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ หมายเลขที่ 224 , อัส-สะคอวีย์ ได้กล่าวไว้ในอัล-มะกอศิดุล หะสะนะฮฺ หน้า 282 ว่า : และบันทึกโดยอิบนุ อับดิลบัรรฺ ในอัล-อิลมฺ จากหัฟศฺ บิน สุลัยมาน และหัศหฺนั้นเฎาะอีฟมาก อีกทั้งอุละมาอ์บางท่านบอกว่าเคยโกหกและอุตริหะดีษด้วย มีรายงานจากอะหฺมัดว่า เขาได้แสดงความเห็นว่าหัฟศฺนั้นเป็นคนศอลิหฺ , ผม(อบุลเญาซาอ์)กล่าวว่า : บรรดาอุละมาอ์มีความเห็นขัดแย้งกันในความเศาะฮีหฺของหะดีษบทนี้ และชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ ได้รับรองเศาะฮีหฺ ไว้ในหนังสือเศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ หมายเลขที่ 3913

[2] บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หมายเลขที่ 6739 , มุสลิม หมายเลขที่ 1717 , อบูดาวูด หมายเลขที่ 3588 , อัน-นะสาอีย์ 8/237-238 , อัต-ติรมิซีย์ หมายเลขที่ 1334 , อิบนุมาญะฮฺ หมายเลขที่ 2316 , อะหฺมัด 5/36-38 , อัล-บัยฮะกีย์ 10/105 และคนอื่นๆ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 3, 2013 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Blog Abu Umamah™

Media Belajar Dan Berbagi Ilmu Islam Ahlussunnah Wal Jama'ah

Attachment Parenting by Baannada : บ้านณดา

เพจเลี้ยงลูกเชิงบวกแนว Attachment Parenting และรวมไอเดียการเล่นในครอบครัว และไฟล์กิจกรรมปริ๊นฟรีสำหรับเด็ก

Insyaflah, wahai Salafy!

Kalau tidak ada yang menjelaskan ... bagaimana ummat bisa tahu ?

faham.wordpress.com

Tugas pertama kita adalah memahami Islam, bukan sekedar mengetahui dalilnya

irwandizakaria-blog

Berikan yang Terbaik, Insya Allah akan Dapat Yang Terbaik

LA TAHZAN

ไม่จุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด

Terjemah Kitab Salaf

membumikan dakwah ahlus sunnah

Bahasa Arab Jarak Jauh at-Taisir

Mempelajari Bahasa al-Qur'an dan as-Sunnah

abusaifillah

Islam is the way of life.

Ibnu Taimiyah

Menguak keagungan seorang Syaikhul Islam

Abu Salma

Homepage Pribadi Abu Salma Muhammad

ABU MUSA AL-ATSARI

Belajar Islam, Menikmati Alam

Meniti Jalan menuntut Ilmu

Membuka Jalan Menuju Surga...

bushrohouse

ห้องสมุดบ้านบุชรอ : ห้องสมุดเพื่ออุมมะฮฺ

Para Ulama Ahlul Hadits

Biografi Ahlul Hadits, Para Sahabat, Tabi’in dan Tabiut Tabi’in beserta Keluarga Rasulullah صلى ا لله عليه وسلم

Salafy

Meneladani Generasi Terdahulu yang Shalih

%d bloggers like this: