RSS

วิธีการวิพากษ์วิจารณ์ระหว่างนักดาอีย์

24 ธ.ค.

ชัยคฺ บิน บาซ1วิธีการวิพากษ์วิจารณ์ระหว่างนักดาอีย์
โดย ชัยคฺ อับดุลอะซีซ บิน บาซ
แปลโดย Zunnur และ อาคีรัฐ มะยูโซ๊ะ

วิธีการวิพากษ์วิจารณ์ระหว่างนักดาอีย์

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก การสถาพรและความศานติ ขอจงมีแด่ท่านนบีมุหัมมัดของเรา นบีผู้ได้รับความไว้วางใจ และแด่วงศ์วานของท่าน , เศาะหาบะฮฺของท่าน และผู้ปฏิบัติตามแนวทางของท่าน ตราบจนถึงวันแห่งการตอบแทน

อนึ่ง แท้จริงอัลลอฮ อัซซะซะญัล สั่งใช้ให้ยุติธรรมและทำดี และห้ามปรามการอธรรม การข่มเหงรังแก และการเป็นศัตรูกัน อัลลอฮได้ส่งนบีของพระองค์ มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เช่นเดียวกับที่ได้ส่งบรรดาเราะสูลทั้งหมดเพื่อทำหน้าที่เรียกร้องไปสู่การให้เอกภาพแด่อัลลอฮ(เตาฮีด)และการมีความบริสุทธิ์ใจ(อิคลาศ)ในการอิบาดะฮฺเพื่อพระองค์แต่เพียงผู้เดียว และพระองค์ยังสั่งใช้ให้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมและสั่งห้ามจากสิ่งที่ตรงข้ามกันนั้น ทั้งการอิบาดะฮฺต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ , การแตกแยก และการอธรรมต่อสิทธิทั้งหลายของบ่าวทุกคน

แท้จริง ข่าวคราวได้แพร่กระจายแล้วในปัจจุบันว่า ผู้ที่ได้ชื่อว่ามีความรู้ศาสนาและทำงานเชิญชวนไปสู่ความดีบางส่วน ได้ถลำตกลงไปในการประณาด่าทอพี่น้องของเขาซึ่งเป็นนักดาอีย์ที่มีชื่อเสียง กล่าวถึงสิ่งน่ารังเกียจของผู้แสวงหาความรู้ , นักดาอีย์ และผู้บรรยายธรรม พวกเขากระทำสิ่งนี้อย่างลับๆในสถานชุมนุมของตนเอง และบางครั้งก็บันทึกมันไว้ในเทปที่ถูกแพร่ไปยังสังคม และบางครั้งพวกเขาก็กระทำสิ่งนี้อย่างเปิดเผยในการบรรยายสาธารณะตามมัสญิดต่างๆ การกระทำเช่นนี้ละเมิดคำสั่งใช้ของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา และของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในหลายๆด้าน ได้แก่ :

หนึ่ง : แท้จริง การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดต่อสิทธิของพี่น้องชาวมุสลิม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผู้แสวงหาความรู้และนักดาอีย์ที่ได้ทุ่มเทอุตสาหะในการมอบแสงสว่าง คำแนะนำ และการปรับปรุงหลักศรัทธา(อะกีดะฮฺ)และแนวทางชีวิต(มันฮัจญ์)แก่มวลมนุษย์ และพวกเขาได้เหนื่อยยากลำบากในการจัดการเรียนการสอน การบรรยาย และการประพันธ์ตำรับตำราต่างๆที่เป็นประโยชน์

สอง : แท้จริงเรื่องดังกล่าว ได้ถอดถอนความสามัคคีของชาวมุสลิมและได้ทำลายความเป็นหนึ่งเดียวกันของพวกเขา ทั้งที่พวกเขาคือกลุ่มชนที่ต้องการความเป็นเอกภาพ และจะต้องหลีกห่างจากความขัดแย้ง การแตกแยกมากที่สุด ตลอดจนการเผยแพร่คำพูดและข่าวลือระหว่างพวกเขาเองมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาดาอีย์ที่ถูกประณามนั้น ล้วนเป็นอะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ที่บทบาทอันเป็นที่ยอมรับในการต่อต้านอุตริกรรม(บิดอะฮฺ)และสิ่งงมงาย(คุรอฟาต) , ยืนหยัดเบื้องหน้าบรรดาผู้เรียกร้องของมัน , เปิดโปงแผนการและเกมของพวกเขา เราไม่เห็นความดีงามใดๆในการกระทำเช่นนี้ นอกจากสำหรับศัตรูที่รอคอยสิ่งดังกล่าว จากหมู่ผู้ปฏิเสธศรัทธา(กาฟิร)และผู้กลักกลอกหลอกลวง(มุนาฟิก) หรือจากบรรดาชาวอุตริกรรมและหลงผิด(อะฮฺลุลบิดอะฮฺ วัฏ-เฏาะลาล)

สาม : แท้จริงการกระทำนี้ถือเป็นการสนับสนุนและช่วยเหลือบรรดาผู้คิดชั่วจากหมู่ผู้นิยมลัทธิโลกนิยม(เซคิวล่าร์) , พวกคลั่งไคล้ตะวันตก และคนอื่นๆจากผู้ปฏิเสธศาสนาที่มีชื่อเสียงในการด่าทอนักดาอีย์ , ใส่ร้ายพวกเขา และผลักดันการต่อต้านบรรดาอุละมาอ์ ทั้งงานเขียนและบันทึกการบรรยายของพวกเขา ไม่ถือเป็นสิทธิแห่งความเป็นพี่น้องในอิสลาม ในการที่ผู้ร้อนวิชาเหล่านี้จะช่วยเหลือเหล่าศัตรูในการเผชิญหน้ากับผู้แสวงหาความรู้ นักดาอีย์ และคนอื่นๆ

สี่ : แท้จริง สิ่งดังกล่าวได้ทำลายหัวใจของประชาชนโดยทั่วไปและเจาะจง , (เป็นการ)แพร่กระจายและสร้างการโกหกหลอกลวงและปัญหายิบย่อยต่างๆขึ้นมา , เป็นสาเหตุให้มีการนินทา(ฆีบะฮฺ)และการยุแหย่ว่าร้าย(นะมีมะฮฺ) , เปิดประตูแห่งความชั่วร้ายอย่างกว้างขวางสำหรับหัวใจที่อ่อนแอที่มักจะเผยแพร่สิ่งคลุมเครือ(ชุบฮาต)และความวุ่นวาย(ฟิตนะฮฺ) และพยายามใส่ร้ายผู้ศรัทธาในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้กระทำ

ห้า : แท้จริง คำพูดส่วนมากที่ถูกเอ่ยกล่าวนั้น ไม่มีที่มาที่ไป แท้จริง มันเป็นเพียงข้อกล่าวหาที่ชัยฏอนประดับประดาไว้สำหรับผู้เอ่ยกล่าวมันเท่านั้น และอัลลอฮ สุบหานะฮฺ วะตะอาลา ตรัสว่า

: {يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ ٱجۡتَنِبُواْ كَثِيرٗا مِّنَ ٱلظَّنِّ إِنَّ بَعۡضَ ٱلظَّنِّ إِثۡمٞۖ وَلَا تَجَسَّسُواْ وَلَا يَغۡتَب بَّعۡضُكُم بَعۡضًاۚ}

โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย! พวกเจ้าจงปลีกตัวให้พ้นจากส่วนใหญ่ของการสงสัย แท้จริงการสงสัยบางอย่างนั้นเป็นบาป และพวกเจ้าอย่าสอดแนม และบางคนในหมู่พวกเจ้าอย่านินทาซึ่งกันและกัน (สูเราะฮฺอัล-หุญุร็อต 49 : 12)

ผู้ศรัทธาจะต้องทำความเข้าใจคำพูดของมุสลิมด้วยกันไปในทางที่ดีและนำไปใช้ในทางที่ดีด้วย และชาวสะลัฟบางคนกล่าวว่า[1] : ‘ท่านจงอย่าคิดร้ายต่อคำพูดที่ออกมาจากพี่น้องของท่าน ในขณะที่ท่านเองก็สามารถเข้าใจคำพูดนั้นและนำมันไปใช้ในทางที่ดีได้’

หก : ส่วนเรื่องการวินิจฉัย(อิจญ์ติฮาต)ของบรรดาอุละมาอ์และผู้ศึกษาหาความรู้(ในเรื่องที่อนุญาตให้มีการวินิจฉัย)นั้น แท้จริง (ในกรณีที่วินิจฉัยผิดพลาด) ผู้วินิจฉัยจะไม่ถูกถือว่าทำบาป และจะไม่ถูกตำหนิ หากเขาเป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะทำการวินิจฉัยได้ เมื่อมีใครคนอื่นมีความเห็นต่างในเรื่องดังกล่าว เขาก็ควรทำการโต้แย้งด้วยวิธีการที่ดียิ่ง โดยมีเจตนาเพื่อเข้าถึงสัจธรรมด้วยเส้นทางที่ใกล้ที่สุด(แสวงหาทัศนะที่มีน้ำหนักมากที่สุด) และเพื่อป้องกันการกระซิบกระซาบของชัยฏอนที่ต้องการล่อลวงมุสลิมไปสู่การแตกแยก

หากสิ่งดังกล่าวไม่มีทางเป็นได้ และคนๆหนึ่งเห็นว่า เขาจำเป็นต้องตอบโต้การวินิจฮัยของอุละมาอ์ที่เขาไม่เห็นด้วย ก็จงกระทำมันด้วยคำพูดที่ดีที่สุด และท่าทางที่สุภาพอ่อนโยนที่สุด โดยปราศจากการโจมตี หรือการด่าทอ หรือการทำลายความน่าเชื่อถือ ที่บางครั้งอาจนำไปสู่การปฏิเสธสัจธรรมหรือการผินหลังให้ได้ และปราศจากการกล่าวเจาะจงตัวบุคคล หรือการกล่าวร้ายต่อเจตนาของผู้อื่น หรือเพิ่มเติมคำพูดที่ไร้ประโยชน์ และท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยกล่าวเกี่ยวกับปัญหาเช่นนี้เอาไว้

قال رسول الله صلى الله عليه وسلم: مَا بَالُ أَقْوَامٍ قَالُوْا كَذَا وَكَذَا».

ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ทำไมชนกลุ่มหนึ่งถึงได้กลาวเช่นนั้นและเช่นนี้” [2]

ดังนั้น คำตักเตือน(นะศีหะฮฺ)ของข้าพเจ้าต่อพี่น้องที่ถลำตกลงไปในการ(ละเมิด)เกียรติของนักดาอีย์และได้ทำการด่าทอพวกเขา ก็คือ พวกเขาจงกลับเนื้อกลับตัว(เตาบะฮฺ)ไปสู่อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา จากสิ่งที่มือของพวกเขาได้เขียน หรือที่ลิ้นของพวกเขาได้กล่าวไป อันเป็นสาเหตุในการทำลายหัวใจเยาวชนและปลูกฝังพวกเขาด้วยความเกลียดชังและการเป็นศัตรู และหันเหพวกเขาออกจากการศึกษาความรู้ที่มีประโยชน์และการดะอฺวะฮฺไปสู่อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา , และให้พี่น้องเหล่านั้นกลับเนื้อกลับตัวจากการดะอฺวะฮฺไปสู่อัลลอฮฺด้วยคำพูดประเภท ‘คนนั้นพูดอย่างนั้น คนนี้พูดอย่างนี้’ (กีละ วะ กอล) และการกล่าวว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ และเสาะหาสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นความผิดของผู้อื่นและเปิดเผยมัน เช่นเดียวกัน

ข้าพเจ้าขอตักเตือนให้พี่น้องเหล่านั้นไถ่โทษความผิดของตน ด้วยการเขียนหรือด้วยวิธีการอื่น ๆ ที่จะบอกให้สังคมรับรู้ว่าตนได้กลับเนื้อกลับตัวจากการกระทำดังกล่าวแล้ว และนอกจากนี้ พวกเขายังต้องเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนี้แก่ผู้คนที่เคยฟังพวกเขาหรือรับข้อมูลจากพวกเขา

และให้พวกเขาหันมาทำงานดะอฺวะฮฺในลักษณะที่ก่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้พวกเขาได้ใล้ชิดอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา และเกิดประโยชน์ต่อปวงบ่าวอย่างแท้จริง พวกเขาจงระมัดระวังการรีบร้อนตัดสินผู้อื่นว่าเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา(ตักฟีร) หรือเป็นคนชั่ว(ตัฟสีก) หรือการตัดสินผู้อื่นว่าเป็นชาวอุตริกรรม(ตับดีอฺ) โดยไม่มีหลักฐานและข้อพิสูจน์อันชัดแจ้ง และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

مَنْ قَالَ لِأَخِيْهِ: يَا كَافِرُ فَقَدْ بَاءَ بِهَا أَحَدُهُمَا

“ผู้ใดกล่าวแก่พี่น้องของเข้าว่า : โอ้ผู้ปฏิเสธศรัทธา แท้จริงมันจะกลับไปยังคนหนึ่งจากทั้งสอง”[3]

และสิ่งที่เป็นข้อกำหนดสำหรับผู้เชิญชวนไปสู่สัจธรรมและผู้ศึกษาหาความรู้(เมื่อพวกเขาไม่เข้าใจถ้อยคำของเหล่าอุละมาอ์หรือคนอื่น ๆ)นั้น คือ เขาจะต้องนำมันกลับไปยังบรรดาอุละมาอ์ที่ได้รับการยอมรับ สอบถามพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพื่อที่พวกเขาจะได้อธิบายมันอย่างละเอียด และขจัดความสงสัยและคลางแคลงใจออกจากหัวใจของพวกเขา เพื่อปฏิบัติตามพระดำรัสของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ในสูเราะฮฺอัน-นิสาอ์

﴿وَإِذَا جَآءَهُمۡ أَمۡرٞ مِّنَ ٱلۡأَمۡنِ أوِٱلۡخَوۡفِ أَذَاعُواْبِهِۦۖ وَلَوۡ رَدُّوهُ إِلَى ٱلرَّسُولِ وَإِلَىٰٓ أُوْلِي ٱلۡأَمۡرِ مِنۡهُمۡ لَعَلِمَهُ ٱلَّذِينَ يَسۡتَنۢبِطُونَهُۥ مِنۡهُمۡۗ وَلَوۡلَا فَضۡلُ ٱللَّهِ عَلَيۡكُمۡ وَ رَحۡمَتُهُۥ لَٱتَّبَعۡتُمُ ٱلشَّيۡطَٰنَ إِلَّا قَلِيلٗا﴾

และเมื่อมีเรื่องหนึ่งเรื่องใดมายังพวกเขาจะเป็นความปลอดภัยก็ดีหรือความกลัวก็ดี พวกเขาก็จะแพร่มันออกไปและหากว่าพวกเขาให้มันกลับไปยังเราะสูลและยังผู้ปกครองการงานในหมู่พวกเขาแล้ว แน่นอนบรรดาผู้ที่วินิจฉัยมันในหมู่พวกเขาก็ย่อมรู้มันได้ และหากมิใช่ความเมตตาของอัลลอฮที่มีต่อพวกเจ้าแล้ว แน่นอน พวกเจ้าก็คงปฏิบัติตามชัยตอนไปแล้ว นอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (สูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ 4 : 83)

พระองค์อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา เท่านั้นคือที่อ้อนวอน ให้ทรงปรับปรุงสภาพของชาวมุสลิมทุกคน , ผสานหัวใจและการกระทำของพวกเขาให้เป็นหนึ่งเดียวกันบนความยำเกรง(ตักวา) , ประทานเตาฟีกแก่บรรดาอุละมาอ์ และนักดาอีย์ เพื่อทุกสิ่งที่พระองค์พอพระทัย และที่เป็นประโยชน์แก่ปวงบ่าวของพระองค์ , รวมคำกล่าวของพวกเขาบนทางนำ , คุ้มครองพวกเขาจากทุกสาเหตุแห่งความแตกแยกและความขัดแย้ง , ช่วยเหลือสัจธรรมด้วยกับพวกเขา และทำลายสิ่งมดเท็จด้วยพวกเขา

แท้จริง พระองค์ทรงสามารถเหนือสิ่งนั้น และทรงอำนาจเหนือมัน ขอการสถาพรและความศานติจากอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา จงมีแด่ท่านนบีมุหัมมัดของเรา แด่ครอบครัว และบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่าน ตลอดจนผู้ที่ปฏิบัติตามพวกท่านจนถึงวันแห่งการตอบแทน

คำถามแรก : สืบเนื่องจากที่ท่านได้ออกแถลงการณ์ไปเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกันในระหว่างดาอีย์นั้น ผู้คนได้ตีความกันไปต่างๆนานาว่า ท่านมีนัยยะอะไรหรือไม่ จึงอยากทราบจุดประสงค์ที่แท้จริงของท่านในการออกแถลงการณ์ดังกล่าวครับ

คำตอบ : การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ขอพรอันประเสริฐและความสันติจงมีแด่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ตลอดจนบรรดาผู้ปฏิบัติตามแนวทางของท่าน

ในการออกแถลงการณ์ดังกล่าวนั้น ข้าพเจ้ามีเจตนาที่จะให้คำตักเตือนแก่พี่น้องของข้าพเจ้า ทั้งที่เป็นผู้รู้(อุละมาอ์) และนักทำงานศาสนา(ดาอีย์)ทั้งหลาย ว่าการวิจารณ์ของพวกเขาที่มีต่อพี่น้องของพวกเขานั้น ไม่ว่าจะออกมาในรูปของบทความ , การสัมมนา หรือการบรรยายก็ตาม จะต้องเป็นการวิจารณ์ที่สร้างสรรค์ ห่างไกลจากความต้องการที่จะลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม และจะต้องไม่เอ่ยชื่อตัวบุคคล เพราะการกระทำเช่นนั้นอาจนำไปสู่ความโกรธเคืองและการเป็นศัตรูกันได้

อันที่จริงแล้ว แนวทางและการปฏิบัติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น เมื่อท่านทราบถึงพฤติกรรมบางอย่างของเศาะหาบะฮฺบางท่านที่ไม่สอดคล้องกับชะรีอะฮฺ (และเล็งเห็นว่าอาจเป็นอันตรายต่อสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง) ท่านจะเตือนสังคมด้วยสำนวนที่ว่า

«مَا بَالُ أَقْوَامٍ قَالُوْا كَذَا وَكَذَا»

“ทำไมชนกลุ่มหนึ่งถึงได้กลาวเช่นนั้นและเช่นนี้” [4]

แล้วท่านก็จะชี้แจงถึงรายละเอียดของชะรีอะฮฺเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ว่าการกระทำที่ถูกต้องนั้นต้องเป็นอย่างไร

ส่วนหนึ่งจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม คือ ท่านได้ทราบว่ามีเศาะหาบะฮฺของท่านบางคนตั้งใจว่าจะมุ่งมั่นทำอิบาดะฮฺแต่เพียงอย่างเดียว (โดยไม่สนใจชีวิตทางโลกเลย) โดยมีคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาว่า “ฉันจะละหมาดตลอดทั้งคืนโดยไม่นอนเลย” อีกคนกล่าวว่า “ส่วนฉันก็จะถือศีลอดทุกวันโดยไม่งดเว้นเลย” และอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “และฉันก็จะไม่แต่งงานกับผู้หญิงเลย (เพื่ออุทิศตนให้แก่การอิบาดะฮฺ)” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงได้ปราศรัยกับประชาชน (เพื่อเตือนให้พวกเขาระมัดระวังจากพฤติกรรมเช่นนี้) ท่านสรรเสริญอัลลอฮฺและสดุดีพระองค์ จากนั้นจึงกล่าวว่า

ما بال أقوام قالوا كذا وكذا لكني أصلي وأنام وأصوم وأفطر وأتزوج النساء فمن رغب عن سنتي فليس مني

“เหตุใดจึงมีคนกลุ่มหนึ่งกล่าวเช่นนั้นเช่นนี้ แต่ทว่าฉันนั้นละหมาดและฉันก็นอน ฉันถือศีลอด(ที่ไม่ใช่วาญิบ) และบางครั้งฉันก็ไม่ถือ และฉันก็แต่งงานกับผู้หญิง ดังนั้น ใครที่ไม่เลื่อมใสในแนวทางของฉัน เขาก็ไม่ใช่พวกของฉัน”

ฉะนั้นแล้ว จุดประสงค์ของข้าพเจ้าในการออกแถลงการณ์ดังกล่าว ก็เป็นไปตามสิ่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้ในหะดีษนี้ นั่นคือ การเตือนสังคม(ถึงพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อพวกเขา)จะต้องใช้สำนวนการเตือนเช่นที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้ใช้ เช่น “มีบางคนพูดว่า…”, “มีบางคนบอกว่า…”, “แต่สิ่งที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของชะรีอะฮฺคือ…”, “หน้าที่ของเราคือ…” เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นก็จะไม่เป็นไปในลักษณะที่ทำลายความน่าเชื่อถือของใครเป็นการเฉพาะ แต่จะเป็นไปในลักษณะการอธิบายว่าสิ่งที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของชะรีอะฮฺนั้นเป็นเช่นไร ทั้งนี้ เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความรักความเมตตาในระหว่างพี่น้องมุสลิม , นักทำงานศาสนา และอุละมาอ์ให้คงอยู่ต่อไป

และในการออกแถลงการณ์ดังกล่าว ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการจะสื่อถึงบุคคลหรือกลุ่มคนใดเป็นการเฉพาะ หากแต่ต้องการเตือนเหล่าดาอีย์และบรรดาอุละมาอ์โดยทั่วไป ทั้งในประเทศ(ซาอุดิอาระเบีย)และต่างประเทศ ดังนั้น คำตักเตือนที่ข้าพเจ้าขอมอบแก่มุสลิมทุกคนก็คือ การตักเตือนและการวิพากษ์วิจารณ์กันและกันนั้น จะต้องเป็นไปในลักษณะกว้างๆ ไม่ใช่เจาะจงตัวบุคคล เนื่องจากจุดประสงค์ของการตักเตือนนั้น คือเพื่อเตือนให้สังคมได้ระมัดระวังจากสิ่งที่ผิดหรือคลาดเคลื่อน และเพื่ออธิบายว่าสัจธรรมและความถูกต้องในเรื่องนั้นๆเป็นเช่นไร โดยไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องไปทำลายชื่อเสียงหรือความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลที่ทำความผิดนั้น

ขออัลลอฮฺทรงประทานเตาฟีกให้แก่เราทุกคน

อ้างอิง : http://www.binbaz.org.sa/mat/8374

_______________________________________________________

[1] คำพูดนี้ รายงานมาจากท่านอุมัร บิน อัล-ค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ , ดู : ตารีค มะดีนะฮฺ ดิมัชกฺ (44/360) และ อะดับ ชัรอิยยะฮฺ เขียนโดย อิบนุ มุฟลิหฺ (2/295)
[2] บันทึกโดยมุสลิม 1401
[3] บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ 6103 , 6104 และมุสลิม 60
[4] บันทึกโดยมุสลิม 1401

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 24, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Blog Abu Umamah™

Media Belajar Dan Berbagi Ilmu Islam Ahlussunnah Wal Jama'ah

Attachment Parenting by Baannada : บ้านณดา

เพจเลี้ยงลูกเชิงบวกแนว Attachment Parenting และรวมไอเดียการเล่นในครอบครัว และไฟล์กิจกรรมปริ๊นฟรีสำหรับเด็ก

Insyaflah, wahai Salafy!

Kalau tidak ada yang menjelaskan ... bagaimana ummat bisa tahu ?

faham.wordpress.com

Tugas pertama kita adalah memahami Islam, bukan sekedar mengetahui dalilnya

irwandizakaria-blog

Berikan yang Terbaik, Insya Allah akan Dapat Yang Terbaik

LA TAHZAN

ไม่จุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด

Terjemah Kitab Salaf

membumikan dakwah ahlus sunnah

Bahasa Arab Jarak Jauh at-Taisir

Mempelajari Bahasa al-Qur'an dan as-Sunnah

abusaifillah

Islam is the way of life.

Ibnu Taimiyah

Menguak keagungan seorang Syaikhul Islam

Abu Salma

Homepage Pribadi Abu Salma Muhammad

ABU MUSA AL-ATSARI

Belajar Islam, Menikmati Alam

Meniti Jalan menuntut Ilmu

Membuka Jalan Menuju Surga...

bushrohouse

ห้องสมุดบ้านบุชรอ : ห้องสมุดเพื่ออุมมะฮฺ

Para Ulama Ahlul Hadits

Biografi Ahlul Hadits, Para Sahabat, Tabi’in dan Tabiut Tabi’in beserta Keluarga Rasulullah صلى ا لله عليه وسلم

Salafy

Meneladani Generasi Terdahulu yang Shalih

%d bloggers like this: