RSS

มารู้จักอัลลอฮกันเถิด

17 ต.ค.

มารู้จักอัลลอฮกันเถิด
โดย อุสตาซ อบูอุสามะฮฺ บิน เราะวียะฮฺ อัน-นะวะวีย์
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

           “ไม่รู้จัก ก็จะไม่รัก” หลายๆคนอ้างว่ารู้จักอัลลอฮ แต่พวกเขากลับมิได้รักพระองค์แต่อย่างใด หลักฐานก็คือ พวกเขาได้ละเมิดคำสั่งใช้และข้อห้ามของพระองค์อย่างมากมาย(และอยู่เสมอ) ดังนั้น พวกเขาจึงมิได้รู้จักอัลลอฮอย่างแท้จริง

ดังนั้น การพูดถึงคำถามว่า จะรู้จักอัลลอฮได้อย่างไร? นั้นจึงเป็นสิ่งแปลกแต่ประการใด แต่อาจมีบางคนกล่าวว่า เราจะพูดถึงเรื่องนั้นทำไม? มิใช่ว่า เราทุกคนต่างก็รู้จักผู้ทรงสร้างเรากันแล้วหรอกหรือ? เรายอมรับมันแล้วมิใช่หรือ?

หากรู้จักอัลลอฮแค่เพียงที่มัสญิด ที่มัจญ์ลิสซิกรฺ หรือมัจญ์ลิสอิลมีย์ หรือรู้จักพระองค์เมื่อสะดุดก้อนหิน หรือเมื่อฟังข่าวคราวความตาย หรือเมื่อได้รับทุกข์ภัย หรือความสุขสบาย คำถามดังกล่าวก็อาจจะผุดขึ้นมาได้

สิ่งที่เราหมายถึงในบทความชิ้นนี้ ก็คือ การรู้จักอัลลอฮที่จะก่อให้เกิดความรู้สึกยำเกรงพระองค์ มอบหมายต่อพระองค์ หวังในพระองค์ และการยึดติดและน้อบน้อมต่อพระองค์ จนกระทั่งทำให้เราเชื่อฟังภักดีและห่างจากข้อสั่งห้ามของพระองค์อยู่ทุกเวลา ซึ่งจะทำให้หัวใจของเราสงบนิ่งเมื่อประสบเคราะห์กรรมต่างๆในชีวิต รู้สึกปลอดภัย ขณะที่ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว และจะมีความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับอุปสรรค์ต่างๆในชีวิต

          ปัญหาก็คือ มีผู้คนจำนวนมากมายที่อ้างตนว่ารู้จักอัลลอฮ แต่พวกเขากลับฝ่าฝืนพระองค์อยู่เสมอในยามเช้าและค่ำ แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่เรารู้จักอัลลอฮ ในขณะที่ยังมีสภาพเช่นนั้น? และอะไรคือความหมายของการรู้จักอัลลอฮของเรา ในขณะที่ตัวเรานี้ละเมิดคำสั่งใช้และข้อสั่งห้ามของพระองค์?

ดังนั้น เรามาใคร่ครวญบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน เพื่อว่าเราจะได้เข้าใจการรู้จักอัลลอฮอย่างแท้จริง และเพื่อว่ามันจะก่อเกิดผลในภาคปฏิบัติ

การรู้จักอัลลอฮนั้นมี 4 วิธี คือ [1] รู้จักการมีอยู่ของพระองค์ [2] รู้จักรุบูบียะฮฺ(ความเป็นพระผู้ทรงอภิบาล)ของพระองค์ [3] รู้จักอุลูฮิยะฮฺ(ความเป็นพระเจ้าที่ต้องสักการะภักดี)ของพระองค์ และ[4] รู้จักพระนามและคุณลักษณะ(อัสมาอ์ วัศ-ศิฟาต)ของพระองค์

ทั้ง 4 วิธีการนี้ อัลลอฮได้ระบุไว้ในคัมภีร์อัล-กุรอาน และมีระบุไว้ในอัส-สุนนะฮฺของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ทั้งโดยภาพรวมและอย่างละเอียด

ท่านอิบนุล ก็อยยิม กล่าวไว้ในหนังสือ อัล-ฟะวาอิด หน้า 29 ว่า “ในอัล-กุรอาน อัลลอฮทรงเรียกร้องให้ปวงบ่าวทำความรู้จักพระองค์ด้วยกับ 2 วิธี คือ [1] มองไปยังการกระทำทั้งหมด(สิ่งถูกสร้างและปรากฎการณ์ต่างๆ)ของพระองค์ [2] มองและใคร่ครวญ ตลอดจนพิจารณาหลักฐานต่างๆที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เช่น ในดำรัสของพระองค์ที่ว่า

إِنَّ فِي خَلْقِ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضِ وَاخْتِلاَفِ اللَّيْلِ وَالنَّهَارِ لآيَاتٍ لِّأُوْلِي الألْبَابِ

แท้จริงในการสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และการที่กลางวันและกลางคืนตามหลังกันนั้น แน่นอนมีหลายสัญญาณ สำหรับผู้มีปัญญา (สูเราะฮฺอาลิ อิมรอน 3 : 190)

และในดำรัสที่ว่า

إِنَّ فِي خَلْقِ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضِ وَاخْتِلاَفِ اللَّيْلِ وَالنَّهَارِ وَالْفُلْكِ الَّتِي تَجْرِي فِي الْبَحْرِ بِمَا يَنفَعُ النَّاسَ وَمَا أَنزَلَ اللّهُ مِنَ السَّمَاء مِن مَّاء فَأَحْيَا بِهِ الأرْضَ بَعْدَ مَوْتِهَا وَبَثَّ فِيهَا مِن كُلِّ دَآبَّةٍ وَتَصْرِيفِ الرِّيَاحِ وَالسَّحَابِ الْمُسَخِّرِ بَيْنَ السَّمَاء وَالأَرْضِ لآيَاتٍ لِّقَوْمٍ يَعْقِلُونَ

แท้จริงในการสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และสับเปลี่ยนกลางคืนและกลางวัน และเรือที่วิ่งอยู่ในทะเลพร้อมด้วยสิ่งที่อำนวยประโยชน์ แก่มนุษย์ และน้ำที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้หลั่งลงมาจากฟากฟ้า แล้วทรงให้แผ่นดินมีชีวิตชีวาขึ้นด้วย น้ำนั้น หลังจากที่มันตายไปแล้ว และได้ทรงให้สัตว์ แต่ละชนิด แพร่สะพัดไปในแผ่นดิน และในการให้ลมเปลี่ยนทิศทาง และให้เมฆซึ่งถูกกำหนดให้บริการ (แก่โลก) ผันแปรไประหว่างฟากฟ้า และแผ่นดินนั้น แน่นอน ล้วนเป็นสัญญาณนานาประการ แก่กลุ่มชนที่ใช้ปัญญา

(สูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ 2 : 164)”

รู้จักการมีอยู่ของอัลลอฮ

คือ การศรัทธาว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ และการดำรงอยู่ของอัลลอฮนั้น ถูกยอมรับโดยธรรมชาติ(ฟิตเราะฮฺ) , สติปัญญา และประสาทสัมผัสของมนุษย์ และด้วยการยืนยันของชะรีอะฮฺ

ประสาทสัมผัสของเรายอมรับการมีอยู่ของอัลลอฮ เมื่อเรามองเห็นคนๆหนึ่งวิงวอนขอ , เรียกร้องไปสู่อัลลอฮและวอนขอบางอย่างจากพระองค์ แล้วอัลลอฮก็ทรงตอบรับการวิงวอนของเขา

ส่วนการยอมรับของธรรมชาติ(ฟิตเราะฮฺ)นั้น อัลลอฮตรัสไว้ในอัล-กุรอานว่า

وَإِذْ أَخَذَ رَبُّكَ مِن بَنِي آدَمَ مِن ظُهُورِهِمْ ذُرِّيَّتَهُمْ وَأَشْهَدَهُمْ عَلَى أَنفُسِهِمْ أَلَسْتَ بِرَبِّكُمْ قَالُواْ بَلَى شَهِدْنَا أَن تَقُولُواْ يَوْمَ الْقِيَامَةِ إِنَّا كُنَّا عَنْ هَذَا غَافِلِينَ

أَوْ تَقُولُواْ إِنَّمَا أَشْرَكَ آبَاؤُنَا مِن قَبْلُ وَكُنَّا ذُرِّيَّةً مِّن بَعْدِهِمْ أَفَتُهْلِكُنَا بِمَا فَعَلَ الْمُبْطِلُونَ

และจงรำลึกขณะที่พระเจ้าของเจ้าได้เอาจากลูกหลานของอาดัม ซึ่งลูก ๆ ของพวกเขาจากหลังของพวกเขาและให้พวกเขายืนยันแก่ตัวของเขาเอง (โดยตอบคำถามที่ว่า) ข้ามิใช่พระเจ้าของพวกเจ้าดอกหรือ? พวกเขากล่าวว่า ใช่ขอรับ พวกข้าพระองค์ขอยืนยัน (มิฉะนั้น) พวกเจ้าจะกล่าวในวันกิยามะฮฺว่า แท้จริงพวกข้าพระองค์ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือไม่ก็พวกเจ้าจะกล่าวว่า ที่จริงนั้นบรรพบุรุษของพวกข้าพระองค์ได้ให้ภาคีขึ้นมาก่อนและพวกเราเป็นลูกหลานที่มาหลังจากพวกเขา แล้วพระองค์จะทรงทำลายพวกเรา เนื่องด้วยการกระทำของบรรดาผู้ที่ทำให้เสียกระนั้นหรือ? (สูเราะฮฺอัล-อะอฺร็อฟ 7 : 172-173)

อายะฮฺนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า ธรรมชาติ(ฟิตเราะฮฺ)ของมนุษย์นั้นยอมรับในการมีอยู่ของอัลลอฮ และยังบ่งชี้ว่า โดยธรรมชาติ(ฟิตเราะฮฺ)ของพวกเขานั้น รู้จักพระผู้อภิบาลของตนเอง  ในขณะที่หลักฐานทางชะรีอะฮฺนั้น เราเชื่อมั่นว่าชะรีอะฮฺของอัลลอฮที่บรรดาเราะสูลนำมานั้นมีประโยชน์ต่อสิ่งถูกสร้างทั้งหมด ซึ่งบ่งชี้ว่า ชะรีอะฮฺนั้นมาจากพระผู้ทรงปรีชาญาณ (ดู ชัรหฺ อะกีดะฮฺ อัล-วาสิฏิยยะฮฺ , ชัยคฺ มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน หน้า 41-45)

รู้จักรุบูบียะฮฺ(ความเป็นพระผู้ทรงอภิบาล)ของอัลลอฮ

รุบูบียะฮฺของอัลลอฮ คือ ความเป็นเอกะของพระองค์ใน 3 ประการ ได้แก่ การสร้างของพระองค์ , เดชานุภาพของพระองค์ และการจัดการของพระองค์ (ดู ชัรหฺ อะกีดะฮฺ อัล-วาสิฏียยะฮฺ , ชัยคฺ มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน หน้า 14)

หมายความว่า เชื่อว่าอัลลอฮคือ พระผู้ทรงสร้างสรรค์ ทรงให้ชีวิต ทรงให้ตาย ทรงประทานปัจจัยยังชีพ(ริซกี) ทรงประทานสิ่งดีมีประโยชน์ และหักห้ามสิ่งไม่ดีที่ให้โทษ เป็นพระผู้ทรงดูแล จัดการ บริหาร ครอบครอง และตัดสิน และคุณสมบัติอื่นๆที่บ่งชี้ถึงเดชานุภาพเพียงผู้เดียวของพระองค์

จากจุดนี้ ผู้ศรัทธาจึงต้องเชื่อมั่นว่า ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนอัลลอฮในเรื่องนี้ อัลลอฮตรัสว่า

قُلْ هُوَ اللَّهُ أَحَدٌ

اللَّهُ الصَّمَدُ

لَمْ يَلِدْ وَلَمْ يُولَدْ

وَلَمْ يَكُن لَّهُ كُفُوًا أَحَدٌ

งล่าวเถิดว่า พระองค์คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกกะ อัลลอฮนั้นทรงเป็นที่พึ่ง พระองค์ไม่ประสูติ และไม่ทรงถูกประสูติ และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์ (สูเราะฮฺอัล-อิคลาศ 112 : 1-4)

ดังนั้น หากมีคนหนึ่งเชื่อว่า มีผู้อื่นจากอัลลอฮที่มีความสามารถในการทำสิ่งดังกล่าวข้างต้น นั่นก็หมายความว่า คนผู้นั้นได้อธรรมต่ออัลลอฮ และตั้งภาคีต่อพระองค์ด้วยสิ่งอื่น

ในเรื่องรุบูบียะฮฺของอัลลอฮนั้น ผู้ปฏิเสธศรัทธาผู้โง่เขลา(ญาฮิลิยะฮฺ)บางคนไม่ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย และพวกเขายังเชื่ออีกว่า ผู้ที่มีความสามารถในการกระทำสิ่งดังกล่าวนั้น มีเพียงอัลลอฮ ผู้เดียวเท่านั้น พวกเขาเชื่อว่า ผู้ที่พวกเขากราบไหว้และสดุดีเป็นเวลาช้านานนี้เท่านั้นที่สามารถทำสิ่งดังกล่าวได้ แล้วพวกเขากราบไหวพระเจ้าหลายองค์ทำไม? หรือพวกเขาไม่รู้ว่า พระเจ้า(เจว็ด)หลายองค์ที่พวกเขากราบไหว้นั้นไม่มีความสามารถใดทั้งสิ้น? แล้วพวกเขาต้องการอะไรจากการกราบไหว้นั้น? อัลลอฮได้เล่าเรื่องนี้ไว้ในอัล-กุรอานว่า พวกเขามีสองเป้าหมาย [1] แสวงหาการใกล้ชิดกับอัลลอฮ ดังที่พระองค์ทรงดำรัสไว้ว่า

وَالَّذِينَ اتَّخَذُوا مِن دُونِهِ أَوْلِيَاء مَا نَعْبُدُهُمْ إِلَّا لِيُقَرِّبُونَا إِلَى اللَّهِ زُلْفَى

ส่วนบรรดาผู้ที่ยึดถือเอาบรรดาผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮ โดยกล่าวว่าเรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮ (สูเราะฮฺอัซ-ซุมัร 39 : 3)

[2] เพื่อที่พวกเขาจะได้รับการช่วยเหลือ(ชะฟาอะฮฺ) ณ ที่อัลลอฮ อัลลอฮตรัสว่า

وَيَعْبُدُونَ مِن دُونِ اللّهِ مَا لاَ يَضُرُّهُمْ وَلاَ يَنفَعُهُمْ وَيَقُولُونَ هَـؤُلاء شُفَعَاؤُنَا عِندَ اللّهِ

และพวกเขาจะเคารพภักดีสิ่งอื่นไปจากอัลลอฮที่มิได้ให้โทษแก่พวกเขา และมิได้ให้ประโยชน์แก่พวกเขา และพวกเขาจะกล่าวว่า เหล่านี้คือผู้ช่วยเหลือเรา ณ ที่อัลลอฮ (สูเราะฮฺยูนุส 10 : 18) (ดู หนังสือ กัชฟุช ชุบฮาต เขียนโดย ชัยคฺ มุหัมมัด บิน อับดุลวะฮฺฮาบ)

ความเชื่อของผู้ปฏิเสธศรัทธาบางคนต่อเตาฮีดแห่งรุบูบียะฮฺ(ความเป็นเอกะในการเป็นพระผู้ทรงอภิบาล)ของอัลลอฮ ได้ถูกกล่าวไว้ในหลายๆอายะฮฺ ดังนี้

وَلَئِن سَأَلْتَهُم مَّنْ خَلَقَهُمْ لَيَقُولُنَّ اللَّهُ فَأَنَّى يُؤْفَكُونَ

และถ้าพวกเจ้าถามพวกเขาว่า ใครเป็นผู้สร้างพวกเขา แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่าอัลลอฮ แล้วทำไมเล่าพวกเขาจึงหันเหออกไปทางอื่น (สูเราะฮฺอัซ-ซุครุฟ 43 : 87)

وَلَئِن سَأَلْتَهُم مَّنْ خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ وَسَخَّرَ الشَّمْسَ وَالْقَمَرَ لَيَقُولُنَّ اللَّهُ فَأَنَّى يُؤْفَكُونَ

และถ้าเจ้าถามพวกเขา ใครเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดิน และเป็นผู้ทำให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นประโยชน์ แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่าอัลลอฮ แล้วทำไมเล่าพวกเขาจึงหันเหออกไปทางอื่น !(สูเราะฮฺอัล-อังกะบูต 29 : 61)

وَلَئِن سَأَلْتَهُم مَّن نَّزَّلَ مِنَ السَّمَاء مَاء فَأَحْيَا بِهِ الْأَرْضَ مِن بَعْدِ مَوْتِهَا لَيَقُولُنَّ اللَّهُ

และถ้าเจ้าถามพวกเขาว่า ใครเล่าทรงหลั่งน้ำลงมาจากฟากฟ้าแล้วทรงให้แผ่นดินมีชีวิตชีวาหลังจากความแห้งแล้งของมัน แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า อัลลอฮ (สูเราะฮฺอัล-อังกะบูต 29 : 63)

ดังกล่าวนั้น อัลลอฮทรงเล่าไว้เกี่ยวกับความเชื่อของพวกเขาต่อเตาฮีดแห่งรุบูบียะฮฺของพระองค์ ความเชื่อเช่นนั้นของพวกเขา มิได้เป็นเหตุให้พวกเขาน้อมรับอิสลามเลย และยังเป็นเหตุให้เลือดและทรัพย์สินของพวกเขาเป็นที่อนุมัติ จนกระทั่งท่านเราะสูลุลลอฮได้ประกาศสงครามกับพวกเขา นั่นหมายความว่า หากเรามองไปยังสิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางประชาคมมุสลิมแล้ว เราก็จะสัมผัสได้ถึงความเสียหายที่ใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นอะกีดะฮฺ(หลักศรัทธา)ของพี่น้องของเรา มีมากมายเหลือเกินที่เชื่อว่า มีสิ่งอื่นจากอัลลอฮที่สามารถผลักไสทุกข์โทษและนำคุณประโยชน์มาให้ , ทำให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ และสามารถให้ผล(สำเร็จ)แก่การพยายามของพวกเขา และทำให้ผู้ป่วยไข้หายดีได้ (นะอูซุบิลลาฮิมินซาลิก-ขออัลลอฮคุ้มครองเราจากสิ่งนั้น)

จนกระทั่ง พวกเขาต่างพากันวิงวอนขอจากหลุมศพของเหล่าคนดี(คนศอลิหฺ) หรือหลมศพของคนรักของอัลลอฮ(วลี) หรือจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ พวกเขาเข้าหาหมอผี , นักทายชะตา และหมอดู การกระทำและความเชื่อเหล่านี้ ถือเป็นความเชื่อที่ผิดและเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ

สรุปคือ ไม่มีผู้ใดสามารถประทานปัจจัยยังชีพ , ทำให้โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายหายไป , หยุดยั้งโทษภัย , ประทานสิ่งมีคุณ , ทำให้เป็น , ทำให้ตาย , ทำให้คนๆหนึ่งผ่านพ้นบททดสอบต่างๆ , ยกสถานะและตำแหน่งของคนๆหนึ่งได้ นอกจากอัลลอฮ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดทำให้เราจะต้องวิงวอนขอจากอัลลอฮแต่เพียงผู้เดียว และไม่ขอจากสิ่งอื่นนอกจากพระองค์เท่านั้น

รู้จักอุลูฮิยะฮฺ(ความเป็นพระเจ้าที่ต้องสักการะภักดี)ของอัลลอฮ

อุลูฮิยะฮฺของอัลลอฮ คือ ความเป็นเอกะในการสักการะภักดีทุกรูปแบบต่อพระองค์ เช่น การวิงวอน , การขอ , การมอบหมาย , การยำเกรง , การหวัง , การเชือด , การบนบาน , การรัก และอื่นๆจากชนิดของการเคารพภักดีที่อัลลอฮและเราะสูลุลลอฮได้สอนไว้

การปฏิบัติอิบาดะฮฺชนิดหนึ่งชนิดใดเพื่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ ถือเป็นการอธรรมที่ยิ่งใหญ่ ณ ที่พระองค์ ซึ่งหมายถึงเป็นการตั้งภาคีต่อพระองค์

อัลลอฮ ตรัสไว้ในอัล-กุรอาน ว่า

إِيَّاكَ نَعْبُدُ وإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ

เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอนมัสการ และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ (สูเราะฮฺอัล-ฟาติหะฮฺ 1 : 5)

ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยกล่าวไว้กับท่านอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า “และเมื่อท่านจะวิงวอนขอ ก็จงขอจากอัลลอฮ และเมื่อท่านต้องการความช่วยเหลือ ก็จงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ” (บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์)

อัลลอฮ ทรงตรัสว่า

وَاعْبُدُواْ اللّهَ وَلاَ تُشْرِكُواْ بِهِ شَيْئًا

และจงเคารพสักการะอัลลอฮเถิด และอย่าให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ (สูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ 4 : 36)

อัลลอฮ ตัรสว่า

يَا أَيُّهَا النَّاسُ اعْبُدُواْ رَبَّكُمُ الَّذِي خَلَقَكُمْ وَالَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ

มนุษย์เอ๋ย จงเคารพภักดีพระผู้อภิบาลของสูเจ้า ผู้ทรงบังเกิดสูเจ้า และบรรดาก่อนหน้าสูเจ้า เพื่อสูเจ้าจะได้สำรวมตน จากความชั่ว (สูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ 2 : 21)

ด้วยกับอายะฮฺและหะดีษข้างต้น อัลลอฮและเราะสูลได้เตือนว่า ไม่อนุญาติให้มนุษย์ถวายการอิบาดะฮฺให้แก่สิ่งอื่นจากอัลลอฮ แม้แต่นิดเดียว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮแต่เพียงผู้เดียว

ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮทรงตรัสกับชาวนรกที่มีโทษสถานเบาที่สุดว่า : ‘หากพวกเจ้าครอบครองโลกและสิ่งที่มีอยู่ในมันทั้งหมด และมีเช่นนั้นอีก เจ้าจะไถ่ถอนให้แก่ตัวเองไหม?’ พวกเขาตอบว่า ‘ใช่แล้ว(เราจะไถ่ถอนให้แก่ตนเอง)’ อัลลอฮทรงตรัสว่า ‘แท้จริง ข้าได้ขอจากพวกเจ้าในสิ่งที่เล็กน้อยกว่านี้ ขณะที่เจ้าอยู่ในกระดูกสันหลังของอาดัม แต่พวกเจ้าปฏิเสธ และยังคงตั้งภาคีต่อข้าเรื่อยไป’”(บันทึกโดย มุสลิม จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ)

ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮทรงตรัสว่า : ‘ข้ามิได้จำเป็นต้องมีภาคี ดังนั้น ผู้ใดที่กระทำการงานประการหนึ่ง และเขาตั้งภาคีแก่เขากับสิ่งอื่น ฉันจะปล่อยเขาและภาคีของเขา(ให้อยู่ด้วยในนรก)’” (บันทึกโดย มุสลิม จากอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ)

ตัวอย่างความเชื่อที่เบี่ยงเบนในอุลูฮิยะฮฺของอัลลอฮ คือ เมื่อคนๆหนึ่งประสบกับทุกข์ภัย และเขาหวังว่าจะรอดพ้นจากภัยนั้น แล้วคนดังกล่าวก็ได้ไปยังมะก็อมของคนวลี หรือหมอผี หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือที่อื่นๆ และเขาก็วิงวอนขอจากสถานที่เหล่านั้น เพื่อให้เจ้าของสถานที่หรือหมอผี ทำให้เขาหลุดพ้นจากภัยที่ประสบ เขาหวังและกลัว หากสิ่งที่ต้องการนั้นมิได้รับการตอบสนอง เขาจึงถวายสัตว์พลี อีกทั้งยังบนบาน สัญญา ว่าจะพำนักอยู่ ณ สถานที่นั้น หากเขารอดพ้นจากภัยที่ประสบ เช่น พ้นจากการมีหนี้สิน เป็นต้น

ท่านอิบนุล ก็อยยิม กล่าวว่า “การตั้งภาคี(ชิรกฺ) คือ ตัวทำลายเตาฮีดแห่งรุบูบียะฮฺ และเป็นการละเมิดเตาฮีดแห่งอุลูฮียะฮฺ และเป็นการคิดร้ายต่ออัลลอฮ”

รู้จักพระนามและคุณลักษณะ(อัสมาอ์ วัศ-ศิฟาต)ของอัลลอฮ

หมายถึง เราศรัทธาว่า อัลลอฮทรงมีพระนามต่างๆที่พระองค์ทรงตั้งไว้ให้แก่ตนเอง และที่ท่านเราะสูลุลอฮได้เรียกขานไว้ และศรัทธาว่า พระองค์ทรงมีคุณลักษณะต่างๆที่สูงส่ง ซึ่งพระองค์ทรงกำหนดให้แก่ตนเอง หรือที่ท่านเราะสูลได้แจ้งไว้ อัลลอฮทรงมีพระนามที่ประเสริฐและคุณลักษณะที่สูงส่ง ดังดำรัสของพระองค์ที่ว่า

هُوَ اللَّهُ الْخَالِقُ الْبَارِئُ الْمُصَوِّرُ لَهُ الْأَسْمَاء الْحُسْنَى

พระองค์คือ อัลลอฮ ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงให้บังเกิด ผู้ทรงทำให้เป็นรูปร่าง สำหรับพระองค์คือพระนามทั้งหลายอันสวยงามไพเราะ (สูเราะฮฺอัล-หัชรฺ 59 : 24)

وَلِلّهِ الْمَثَلُ الأَعْلَىَ وَهُوَ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ

และสำหรับอัลลอฮมีตัวอย่างอันสูงส่ง และพระองค์คือผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ (สูเราะฮฺอัน-นะหฺล 16 : 60)

ในเรื่องนี้นั้น เราจะต้องศรัทธาต่อพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ ตามเจตนารมณ์ของพระองค์และเราะสูลของพระองค์ และจะต้องไม่เบี่ยงเบนแม้แต่น้อย อิมามอัช-ชาฟิอีย์ได้วางหลักการพื้นฐาน เมื่อทำการพูดคุยถึงเรื่องพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ ไว้ดังนี้ว่า“ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮและสิ่งที่มีมาจากพระองค์ และสอดคล้องตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ฉันศรัทธาต่อท่านเราะสูลุลลอฮ และสิ่งที่มาจากท่าน อย่างสอดคล้องตามที่ท่านต้องการ” (ดู หนังสือ ชัรหฺ ลุมอะตุล อิอฺติก็อด , ชัยคฺ มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน หน้า 36)

เมื่อพูดคุยเรื่องคุณลักษณะและพระนามของอัลลอฮ อย่างเบี่ยงเบนไปจากสิ่งที่อัลลอฮและเราะสูลต้องการ นั่นก็หมายความว่า เราได้พูดคุยถึงอัลลอฮโดยปราศจากความรู้ แน่นอนว่าสิ่งดังกล่าวนั้นเป็นที่ต้องห้ามและน่ารังเกียจยิ่งในศาสนา อัลลอฮทรงตรัสว่า

قُلْ إِنَّمَا حَرَّمَ رَبِّيَ الْفَوَاحِشَ مَا ظَهَرَ مِنْهَا وَمَا بَطَنَ وَالإِثْمَ وَالْبَغْيَ بِغَيْرِ الْحَقِّ وَأَن تُشْرِكُواْ بِاللّهِ مَا لَمْ يُنَزِّلْ بِهِ سُلْطَانًا وَأَن تَقُولُواْ عَلَى اللّهِ مَا لاَ تَعْلَمُونَ

จงกล่าวเถิด(มุหัมมัด) ว่า แท้จริงสิ่งที่พระเจ้าของฉันทรงห้ามนั้น คือบรรดาสิ่งที่ชั่วช้าน่ารังเกียจ ทั้งเป็นสิ่งที่เปิดเผยจากมันและสิ่งที่ไม่เปิดเผย และสิ่งที่เป็นบาป และการข่มเหงรังแกโดยไม่เป็นธรรม และการที่พวกเจ้าให้เป็นภาคแก่อัลลอฮซึ่งสิ่งที่พระองค์มิได้ทรงประทานหลักฐานใด ๆ ลงมาแก่สิ่งนั้น และการที่พวกเจ้ากล่าวให้ภัยแก่อัลลอฮในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้ (สูเราะฮฺอัล-อิสรออ์ 7 : 33)

وَلاَ تَقْفُ مَا لَيْسَ لَكَ بِهِ عِلْمٌ إِنَّ السَّمْعَ وَالْبَصَرَ وَالْفُؤَادَ كُلُّ أُولـئِكَ كَانَ عَنْهُ مَسْؤُولاً

และอย่าติดตามสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น แท้จริงหู และตา และหัวใจ ทุกสิ่งเหล่านั้นจะถูกสอบสวน (สูเราะฮฺอัล-อิสรออ์ 17 : 36)

วัลลอฮุอะอฺลัม-อัลลอฮทรงรู้ดีที่สุด

 
2 ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 17, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

2 responses to “มารู้จักอัลลอฮกันเถิด

  1. punch

    มกราคม 11, 2016 at 12:18 am

    ใครเขียนบทความนีัคะ

     
    • bushrohouse

      มิถุนายน 2, 2016 at 6:25 am

      อุสตาซ อบูอุสามะฮฺ บิน เราะวียะฮฺ อัน-นะวะวีย์

       

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Blog Abu Umamah™

Media Belajar Dan Berbagi Ilmu Islam Ahlussunnah Wal Jama'ah

Attachment Parenting by Baannada : บ้านณดา

เพจเลี้ยงลูกเชิงบวกแนว Attachment Parenting และรวมไอเดียการเล่นในครอบครัว และไฟล์กิจกรรมปริ๊นฟรีสำหรับเด็ก

Insyaflah, wahai Salafy!

Kalau tidak ada yang menjelaskan ... bagaimana ummat bisa tahu ?

faham.wordpress.com

Tugas pertama kita adalah memahami Islam, bukan sekedar mengetahui dalilnya

irwandizakaria-blog

Berikan yang Terbaik, Insya Allah akan Dapat Yang Terbaik

LA TAHZAN

ไม่จุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด

Terjemah Kitab Salaf

membumikan dakwah ahlus sunnah

Bahasa Arab Jarak Jauh at-Taisir

Mempelajari Bahasa al-Qur'an dan as-Sunnah

abusaifillah

Islam is the way of life.

Ibnu Taimiyah

Menguak keagungan seorang Syaikhul Islam

Abu Salma

Homepage Pribadi Abu Salma Muhammad

ABU MUSA AL-ATSARI

Belajar Islam, Menikmati Alam

Meniti Jalan menuntut Ilmu

Membuka Jalan Menuju Surga...

bushrohouse

ห้องสมุดบ้านบุชรอ : ห้องสมุดเพื่ออุมมะฮฺ

Para Ulama Ahlul Hadits

Biografi Ahlul Hadits, Para Sahabat, Tabi’in dan Tabiut Tabi’in beserta Keluarga Rasulullah صلى ا لله عليه وسلم

Salafy

Meneladani Generasi Terdahulu yang Shalih

%d bloggers like this: