RSS

Tag Archives: อุสตาซ

มุวาซะนะฮฺ : ระหว่างการตัดสินและการตะหฺซีร

ميزان-العدلมุวาซะนะฮฺ : ระหว่างการตัดสินและการตะหฺซีร
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

 

มุวาซะนะฮฺ : ระหว่างการตัดสินและการตะหฺซีร(การเตือนให้ออกห่าง)

ความจริงอย่างหนึ่งที่น่าสลดใจ ก็คือ เมื่อเราได้เห็นพฤติกรรมของพี่น้องบางคนที่มักง่ายในการตัดสินพี่น้องของเขาว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ(ชาวบิดอฺ) (เพียงเพราะมีข้อแตกต่างกับตัวเองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น) ทั้งๆที่โดยพื้นฐานแล้ว พี่น้องผู้ถูกตั้งข้อหามีความเหมือนกันกับตัวเขาเองทั้งในเรื่องอะกีดะฮฺ วิธีการอิบาดะฮฺ วิธีการอ้างอิงหลักฐาน และวิธีการเข้าใจหลักฐานจากอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ หนังสือต่างๆที่ยึดถือ(มาศึกษา)ก็เหมือนกัน อุละมาอ์อาวุโสที่เป็นแหล่งอ้างอิงกลับก็เหมือนกัน แม้กระทั่งการแต่งกายก็ด้วย เราอาจพูดได้ว่า พวกเขามีความเหมือนกันถึง 95 เปอร์เซ็นต์ และทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือ ในเรื่องที่ไม่ใช่หลักการพื้นฐาน ไม่ใช่เรื่องอะกีดะฮฺ แต่เป็นเรื่องของการมุอามะละฮฺ

ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของพี่น้องของเขานั้น ทำให้เขาจะต้องถูกตัดสินว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺเลยหรือ? ความดีงามต่างๆของเขา ทั้งในเรื่องอะกีดะฮฺที่ถูกต้องและการยึดมั่นบนสุนนะฮฺของท่านนบีนั้น จะต้องถูกทิ้งและลืมไปอย่างนั้นหรือ? และสุดท้าย เขากถูกตัดสินว่าเป็นมุบตะดิอฺอย่างรวดเร็ว? ผลจากการรีบร้อนตัดสิน ทำให้เกิดการฮัจรฺ(การตัดความสัมพันธ์-บอยคอต)อย่างหน้ามืดตามัว จนกระทั่งชาวสุนนะฮฺ หรือชาวสะละฟีย์ หรือแม้กระทั่งนักดาอีย์สะละฟีย์ ก็ถูกปฏิบัติเหมือนกับมุบตะดิอฺ หรืออาจจะถูกปฏิบัติเหมือนเป็นผู้กราบไหว้กุบูร??!! มินำซ้ำอาจจะรุนแรงกว่านั้นเสียด้วยซ้ำไป…!!

และความผิดพลาดประการหนึ่งของพี่น้องของเราบางคน ก็คือ ความมักง่ายในการตับดีอฺ(การตัดสินว่าเป็นชาวบิดอะฮฺ)ต่อพี่น้องของเขา การปฏิบัติเช่นนี้หาได้ถูกปฏิบัติโดยบางคนที่มีความรู้ในหมู่พวกเขาไม่ แต่ยังถูกนำไปปฏิบัติโดยคนที่เพิ่งเรียนรู้(ศาสนา) ที่ยังไม่รู้จักเตาฮีดและบิดอะฮฺอย่างดีเลยด้วย ทว่ากลับกล้าหาญว่ากล่าวต่อพี่น้องของเขาว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ น่าเศร้าจริงๆ

ในหมู่พวกเขา มีผู้ที่กล่าวหาพี่น้องของตนเองว่าเป็นสุรูรีย์ แต่เมื่อถามว่าสุรูรีย์คืออะไร? มีลักษณะอย่างไร? เขาก็จะนิ่งเป็นปากใบ้ หรือไม่ก็กล่าวว่า “เขาเป็นสุรูรีย์ ตามที่อาจารย์นั้นคนนี้ได้กล่าวไว้….” สุบหานัลลอฮ นั่นคือท่าทีของชาวอะฮฺลุสสุนนะฮฺในการตับดีอฺพี่น้องของเขาโดยไร้หลักฐานและความชัดเจนกระนั้นหรือ?  ด้วยการตักลีดอย่างหูหนวกตาบอดอย่างนั้นรึ? มิใช่ว่า ที่เราได้รู้จักแนวทาง(มันฮัจญ์)สะลัฟ ก็ด้วยกับการหนีห่างจากการตักลีดดอกหรือ?  แล้วทำไมเมื่อเรารู้จักแนวทางสะลัฟแล้ว เรายังตักลีดอย่างหูหนวกตาบอดอีก? หากตักลีกในเรื่องบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับตัวเราเอง มันเป็นเรื่องที่ไม่หนักหนานัก แต่การตักลีดในการตัดสินและการตับดีอฺผู้อื่นนั้น ในขณะที่มีข้อตัดสินที่รุนแรงมากเบื้องหลังการตัดสิน ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ใหญ่ เขาจะพูดอย่างไรในวันอาคิเราะฮฺ เมื่ออัลลอฮให้เขารับผิดชอบในสิ่งที่ได้กล่าวไป? เป็นไปได้อย่างไรที่คนๆหนึ่งกล่าวหาคนอื่นด้วยกับถ้อยคำที่เขาเองยังไม่เข้าใจมันเลย? เหมาะสมแล้วหรือที่คนๆหนึ่งจะกล่าวว่าเป็นมุชริก หากเขาเองก็ยังไม่เข้าใจนิยามของชิรกฺ สมควรแล้วหรือ ในการที่เขากล่าวหาพี่น้องว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ ในขณะที่เขาเองก็ไม่เข้าใจคำว่าบิดอะฮฺ? เกรงว่า ตัวเขาเองนั่นแหล่ะที่เป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ อันเนื่องจากการตับดีอฺที่ไม่สมเหตุสมผลที่ได้กระทำไป และเหมาะสมแล้วหรือ ที่เขาจะกล่าวหาพี่น้องของเขาว่าเป็นสุรูรีย์ ทั้งๆที่เขาเองก็ไม่เข้าใจความหมายของสุรูรีย์? บางทีตัวเขาเองนั่นแหล่ะที่เป็นสุรูรีย์ โดยไม่รู้ตัว  มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่ก็คือข้อเท็จที่เกิดขึ้น

คนที่ฉลาดหน่อยในหมู่พวกเขาพูดว่า “ฉันมีหลักฐานว่าคนนั้นเป็นสุรูรีย์ หลักฐานก็คือคนนั้นมีความสัมพันธ์องค์กรเพื่อสังคม ‘แห่งหนึ่ง’ ที่คูเวต” มันน่าประหลาดใจ แต่ก็คือความจริง มีด้วยหรือ อุละมาอ์ที่กล่าวว่า ใครก็ตามที่ไปมีความสัมพันธ์กับองค์กรดังกล่าวแล้ว เขาก็จะคือสุรูรีย์ในทันที? หากเป็นเช่นนั้น นั่นก็หมายความว่า อุละมาอ์อาวุโสที่ได้แนะนำ(และมีความสัมพันธ์กับ)องค์กรนี้ก็เป็นสุรูรัย์ด้วยสิ! สุบหานัลลอฮ…

คนบางคนที่งานอดิเรกของเขานั้นคือการตัดสินพี่น้องของตนเองว่าเป็นสุรูรีย์นั้น สุดท้ายก็ตัดสินพวกเขาว่าเป็นมุบตะดิอฺด้วย อาวุธที่เขาใช้เพื่อทิ่มแทงพี่น้องสะละฟีย์ด้วยกันอย่างบ้าบิ่นนั้น สุดท้ายมันก็ย้อนกลับใส่ตัวเขาเอง หรือที่เราเรียกว่า “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง”

            พวกเขาบางคน(หลังจากที่ได้ไปศึกษาในต่างประเทศ) แล้วก็ได้กลับมายังบ้านเกิด สุดท้ายก็ทำการตัดสินอาจารย์ของตัวเองว่าเป็นสุรูรีย์และอะฮฺลุลบิดอะฮฺ และแน่นอน…เรื่องดังกล่าวนี้ก็เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง ลูกศิษย์ของพวกเขาที่กลับมาจากต่างประเทศเช่นกัน ก็กล่าวหาพวกเขาว่าเป็นอะฮฺลุลอะฮฺวาอ์(พวกตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ)

และที่รุนแรงกว่านั้น มิใช่แค่ถูกลูกศิษย์ของตนเองตะหฺซีรและตับดีอฺเท่านั้น แม้กระทั่งครูของพวกเขาเองที่เมื่อก่อนถูกเรียกว่าเป็น อัล-อาลิม(ผู้รู้) อัล-มุหัดดิษ(ผู้รู้วิชาหะดีษ) อัล-ฟะกีฮฺ(ผู้มีความเข้าใจศาสนาอย่างลึกซึ้ง) ที่พวกเขาต่อต้านนั้น แต่ครูของเขาที่เป็นอัล-มุหัดดิษ อัล-ฟะกีฮฺกลับไม่ยอมรับพวกเขา และสุดท้ายก็ตะหฺซีรพวกเขา ทำให้สภาพของพวกเขานั้นเลวร้ายยิงกว่าการกระทำของพวกเขาเองเสียอีก

พวกเขาที่เมื่อกลับมาจากเมืองนอกแล้วทำการกล่าวหาครูของตนเองที่อยู่ในบ้านเกิดว่าเป็นสุรูรีย์นั้น สุดท้ายพวกเขาเองก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกทำตามอารมณ์ใฝ่ต่ำและพวกหลอกลวง โดยลูกศิษย์ของตนเอง หรือแม้กระทั่งโดยครูของพวกเขาเอง ที่พวกเขาเคยเชิดชูชมเชย วัลลอฮุล มุสตะอาน…!!

 

อย่าได้รีบร้อนในการตับดีอฺ 

ชัยคฺ ศอลิหฺ อลู ชัยคฺ กล่าวว่า “ใครกันที่ถูกตัดสินว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ? บิดอะฮฺคือข้อตัดสินของศาสนา การตัดสินผู้กระทำบิดอะฮฺว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺนั้น เป็นการตัดสินทางศาสนาที่รุนแรง เพราะจะมีข้อตัดสินทางศาสนาติดตามคำตัดสินต่อผู้กระทำด้วย คนนั้นเป็นกาฟิร(ผู้ปฏิเสธศรัทธา) คนนี้เป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ(ชาวบิดอะฮฺ) คนโน้นเป็นฟาสิก(คนชั่ว) การตัดสินเหล่านี้ มีเพียงผู้รู้เท่านั้นที่กระทำได้ เพราะการกุฟรฺและผู้ที่ทำการกุฟรฺเป็นเรื่องที่ต้องแยกกัน ไม่ใช่ทุกคนที่กระทำการกุฟรฺ แล้วเขาจะเป็นกาฟิรในทันที สองสิ่งนี้มิใช่สิ่งเดียวกัน  เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ทุกคนที่ทำบิดอะฮฺ แล้วเขาจะเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺโดยอัตโนมัติ และไม่ใช่ทุกคนที่ทำความชั่ว แล้วเขาจะเป็นคนชั่วในทันที….เพราะฉะนั้น การตับดีอฺ ตัดสินว่าคนที่บางสิ่งบางอย่างว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ หรือตัดสินการคำพูดของเขานั้นเป็นบิดอะฮฺ จึงไม่ใช่สิทธิของทุกคนจากชาวสุนนะฮฺ นี่คือสิทธิของผู้มีความรู้ เพราะการตัดสินดังกล่าวจะไม่เป็นผล นอกจากภายหลังที่เงื่อนไขต่างๆได้ครบถ้วนสมบูรณ์ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางคำตัดสินนั้น(หรือที่เรียกว่า อิสติฟาอ์ อัช-ชุรูฏ วะ อินติฟาอ์ อัล-มะวานีย์) ปัญหาเหล่านี้จะต้องกลับไปยังอะฮฺลุลฟัตวา(ผู้มีสิทธิให้คำฟัตวา) ซึ่ง(มีความรู้ในการ)ทำการรวบรวมเงื่อนไขและขจัดสิ่งขัดขวางต่างๆ สิ่งนี้คืองาน(-หน้าที่)ของมุฟตีย์(อะฮฺลุลฟัตวา)

          ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ควรประมาทในการตับดีอฺคนๆหนึ่งที่บรรดาอุละมาอ์ผู้มีความรู้หนักแน่นยังไม่ได้ตัดสินพวกเขาว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ เขาควรถูกตัดสินด้วยการตัดสินของบรรดาผู้มีความรู้ ตามสิ่งที่เขาได้พูดและได้กระทำไป ใครที่ทำการตัดสิน(ว่าคนนั้นคนนี้เป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ) ดังนั้น นี่เป็นเพียงการอิจติฮาด(วินิจฉัย)จากตัวเขาเอง หากเขามีความสามารถในการอิจติฮาด นั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขา เขาจะได้การผ่อนปรน แต่ไม่สามารถเชื่อ/ปฏิบัติตามได้ เพราะที่อนุญาตให้เชื่อ/ปฏิบัติตามนั้น คือ บรรดาอุละมาอ์ที่มีความรู้แตกฉาน และหากเขาไม่ใช่อะฮฺลุลอิจติฮาด(ผู้มีสิทธิ์ทำการอิจติฮาด) คำพูดของเขาก็จะถูกปฏิเสธ และการอิจติฮาดดังกล่าวก็ไม่ถูกที่ของมัน” (จากการบรรดาของชัยคฺ ศอลิหฺ อลู ชัยคฺ หัวข้อ ‘อัน-นะศีหะฮฺ ลิช ชะบ๊าบ’)

 

มุวาซะนะฮฺ หลักการสำคัญที่ถูกลืมtumblr_lo1fjeV3US1ql5xago1_400

ต่อไปนี้ ผู้เขียนจะขออธิบายแนวทาง(มันฮัจญ์)ที่ได้รับการเลือกสรรจากบรรดาอุละมาอ์สะลัฟในการตัดสินคนๆหนึ่งว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺหรือไม่ใช่ ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว แนวทางของพวกเขาวางอยู่บนการ ‘มุวาซะนะฮฺ’ (การพิจารณาบิดอะฮฺและสุนนะฮฺที่มีอยู่ในคนๆหนึ่งที่พวกเขาจะทำการตัดสิน)

แต่พึงทราบเถิดว่า มุวาซะนะฮฺที่หมายถึงนี้ หาใช่อย่างที่คนบางคน(เข้าใจและ)หมายความถึงไม่ คือที่ว่า จำเป็นต้องกล่าวคุณงามความดีของคนที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ และไม่อนุญาตให้กล่าวถึงความผิดของเขาเพียงอย่างเดียว หลักการดังกล่าวนั้น เป็นหลักการที่ถูกอุตริกรรมขึ้นมา(บิดอะฮฺ) ซึ่งทำให้คำตักเตือนของบรรดาอุละมาอ์ต่อความผิดต่างๆของอะฮฺลุลบิดอะฮฺนั้นเป็นสิ่งที่หยาบ แต่ทว่า มุวาซะนะฮฺที่กำลังหมายถึงในที่นี้ ก็คือ การมุวาซะนะฮฺในการตัดสินผู้คนว่า เขาคืออะฮฺลุสสุนนะฮฺ หรือเป็นอะฮฺลุสบิดอะฮฺ ในการนี้นั้นเราจำเป็นต้องเปรียบเทียบระหว่างความดีและความผิด หากคนๆหนึ่งเป็นที่รู้จักว่าเป็นคนที่ปฏิบัติตามหลักฐานและรักในสุนนะฮฺ แล้วเขาก็พลาดไปทำบิดอะฮฺอย่างหนึ่ง เช่นนี้ เขาจะไม่ถูกกล่าวว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ เพราะความดีงามของเขานั้นมีมากมาย

จงพิจารณา(และเข้าใจ)การมุวาซะนะฮฺทั้ง 2 แบบนี้ให้ดี เพราะหลายคนแล้วที่สับสนในการเข้าใจเรื่องนี้

ชัยคฺ อิบนุ อุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “หากคนๆหนึ่งประสงค์ทำการประเมินต่อฝ่ายหนึ่ง เขาจะต้องกล่าวถึงคุณงามความดีทั้งหลายและความชั่วต่างๆของคนๆนั้น เพราะอัลลอฮตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُونُوا قَوَّامِينَ لِلَّهِ شُهَدَاءَ بِالْقِسْطِ  وَلَا يَجْرِمَنَّكُمْ شَنَآنُ قَوْمٍ عَلَىٰ أَلَّا تَعْدِلُوا  اعْدِلُوا هُوَ
 أَقْرَبُ لِلتَّقْوَىٰ  وَاتَّقُوا اللَّهَ  إِنَّ اللَّهَ خَبِيرٌ بِمَا تَعْمَلُونَ 

          โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรมและจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใดทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรงอัลลอฮเถิด แท้จริงอัลลอฮนั้ เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน (สูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ 5 : 8) 

          ดังนั้น เมื่อบรรดาอุละมาอ์พูดถึงสภาพของคนๆหนึ่ง พวกเขาก็จะกล่าวทั้งความดีและความชั่วของเขา 

          แต่หากท่านอยู่ในฐานะของผู้ที่กำลังตอบโต้ความผิดต่างๆของเขา ก็ไม่ต้องกล่าวถึงความดีงามของเขา…เพราะหากท่านกล่าวถึงความดีงามต่างๆของเขาแล้ว การตอบโต้ของท่านก็จะไม่มีน้ำหนัก และผู้คนอาจจะหลงใหลในความดีงามของเขา จนลืมความผิดต่างๆของคนๆนั้นได้

            แต่ทว่า หากท่านพูดถึงคนๆนี้ในมัจญ์ลิสใดก็ตามแต่ แล้วท่านเห็นว่า การพูดถึงความดีงามของเขานั้นจะก่อให้เกิดประโยชน์ ก็ไม่เป็นไร หากท่านจะกล่าวถึงความดีของเขา แต่หากท่านเกรงว่าจะเกิดผลเสีย ก็ไม่ต้องพูดถึงมัน…” (ลิกออ์ อัล-บาบ อัล-มัฟตูหฺ หมายเลขที่ 128) Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , ,

ว่าด้วยเรื่องญะมาอะฮฺ

shalat-jamaah
ว่าด้วยเรื่องญะมาอะฮฺ
เขียนโดย อุสตาซ อบุลเญาซาอ์ โดนี อะรีฟ วีโบโว
(www.abul-jauzaa.blogspot.com)
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

            ในหนังสือหลายเล่ม(เช่น อัฏ-ฏอริก อิลา ญะมาอะติล มุสลิมีน)และในการพูดคุยหลายครั้งมักมีการกล่าวถึงรายงานคำพูดของท่านอุมัร บิน อัล-ค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ที่ว่า

انه لا إسلام الا بجماعة ولا جماعة الا بإمارة ولا إمارة إلا بطاعة

            แท้จริงจะไม่มีอิสลามนอกจากด้วยญะมาอะฮฺ และจะไม่มีญะมาอะฮฺนอกจากด้วยการปกครอง และจะไม่มีการปกครองนอกจากด้วยการเชื่อฟังภักดี

คำพูดของท่านอุมัรข้างต้นมักจะถูกอ้างอิงโดยชาวมุสลิมบางส่วนเพื่อสร้างรูปแบบต่างๆของญะมาอะฮฺจนกลายเป็น ลักษณะเฉพาะ ของพวกเขา แต่ก่อนจะเตลิดไปไกลนั้น มีคำถามสำคัญที่เราจะต้องตอบ คือ คำพูดนั้นเป็นของท่านอุมัรจริงหรือ? หรือ รายงานดังกล่าวมีความเศาะฮีหฺจนสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานได้หรือไม่?Read the rest of this entry »

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 11, 2013 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

ความขัดแย้งในวิชาญัรหฺวัต-ตะอฺดีลนั้นเหมือนกันกับความขัดแย้งในวิชาอื่นๆ

jarhความขัดแย้งในวิชาญัรหฺวัต-ตะอฺดีล[1]นั้นเหมือนกันกับความขัดแย้งในวิชาอื่นๆ
เขียนโดย
อุสตาซ อบุลเญาซาอ์ โดนี อะรีฟ วีโบโว (www.abul-jauzaa.blogspot.com)
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

            ชัยคฺ อบูนัศรฺ มุหัมมัด บิน อับดิลลาฮ อัล-อิมาม หะฟิเซาะฮุลลอฮ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านชื่อ อัล-อิบานะฮฺ อัน กัยฟิยยาต อัต-ตะอามุล มะอัล คิลาฟ บัยนะ อะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ[2] หน้า 173-174 ว่า :

เมื่อความขัดแย้ง(ความคิดเห็นที่แตกต่าง)เกิดขึ้นกับบทบัญญัติทางนิติศาสตร์มากมาย ที่วางอยู่บนพื้นฐานของพระดำรัสของอัลลอฮและวจนะของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ความขัดแย้งนั้นก็สมควรกว่าที่จะเกิดขึ้นกับประเด็นปัญหาที่บรรดาผู้รู้ในวิชาอัล-ญัรหฺ วัต-ตะอฺดีลได้มีการพูดคุยกันตามแต่ความรู้และการวินิจฉัยของพวกเขา นี่คือเรื่องที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะมีเกิดขึ้นมากมาย และบรรดาอุละมาอ์ก็ยอมรับในการมีอยู่ของมัน(ความขัดแย้งในเรื่องอัล-ญัรหฺ วัต-ตะอฺดีล)

อัต-ติรมิซีย์ ได้กล่าวไว้ในช่วงท้ายหนังสือ “อัล-อิลัล” (2/809-810) ว่า :

وقد اختلف الأئمة من أهل العلم في تضعيف الرجال ، كما اختلفوا في سوى ذلك من العلم ، ذكر عن شعبة أنه ضعف أبا الزبير المكى ، وعبد الملك بن أبي سليمان ، وحكيم بن جبير ، وترك الرواية عنهم ، ثم حدث شعبة عمن دون هؤلاء في الحفظ والعدالة :

            บรรดาอิมามผู้ทรงความรู้มีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องการตัฎอีฟ[3]ของนักรายงาน  เช่นเดียวกับที่พวกเขามีความขัดแย้งเห็นต่างกันในแขนงวิชาอื่นๆ มีระบุว่าชุอฺบะฮฺตัฎอีฟต่ออบูอัซ-ซุบัยรฺ อัล-มักกีย์ , อับดุลมะลิก บิน อบีสุลัยมาน และหะกีม บิน ญุบัยรฺ และทิ้ง(ไม่ยอมรับ)การรายงานของพวกเขา ต่อมาชุอฺบะฮฺกลับรายงานหะดีษจากบุคคลที่ด้อยกว่าพวกเขาเหล่านั้นในเรื่องความจำ(อัล-หิฟซฺ)และความเที่ยงธรรม(อัล-อะดาละฮฺ)

حدث عن جابر الجعفى ، وإبراهيم بن مسلم الهجرى ، ومحمد بن عبيد الله العرزمى ، وغير واحد ممن يضعفون في الحديث … وقيل لشعبة : تدع عبد الملك ابن أبي سليمان وتحدث عن محمد بن عبيد الله العزرمى ؟ قال نعم

وقد ثبت غير واحد من الأئمة وحدثوا عن أبي الزبير ، وعبد الملك بن أبي سليمان ، وحكيم بن جبير ،

            เขารายงานหะดีษจากญาบิร อัล-ญุอฺฟีย์ , อิบรอฮีม บิน มุสลิม อัล-ฮะญุรีย์ , มุหัมมัด บิน อุบัยดิลลาฮ อัล-อัรซะมีย์ และคนอื่นๆในหมู่นักรายงานที่ถูกลดน้ำหนักความน่าเชื่อถือในการรายงานหะดีษ…และมีผู้กล่าวแก่ชุอฺบะฮฺว่า ท่านทิ้งอับดุลมะลิก บิน อบีสุลัยมาน แต่กลับรายงานหะดีษจากมุหัมมัด บิน อุบัยดิลลาฮ อัล-อัรซะมีย์? เขาตอบว่า ใช่  และมีการยืนยันว่าบรรดาอิมามมากกว่า 1 คนได้รายงานหะดีษหะดีษจากอบูอัซ-ซุบัยรฺ , อับดุลมะลิก บิน อบีสุลัยมาน และหะกีม บิน ญุบัยรฺ

ثم ذكر عطاء وأيوب السختياني توثيقهما لأبي الزبير ، وعن سفيان الثورى توثيقه لعبد الملك بن أبي سليمان ، وعن علي هو المدينى قال يحيى ، وقد حدَّث عن حكيم بن جبير سفيان الثورى وزائدة ، قال علي : ولم ير يحيى بحديثه بأسًا

            ต่อมาเขา(อัต-ติรมิซีย์)ได้กล่าวถึงการรับรองความน่าเชื่อถือของอะฏออ์และอัยยูบ อัส-สิคติยานีย์ ต่ออบูอัซ-ซุบัยรฺ และการรับรองความน่าเชื่อถือของสุฟยาน อัษ-เษารีย์ต่ออับดุลมะลิก บิน อบีสุลัยมาน และอลี บิน อัล-มะดีนีย์เล่าว่า ยะหฺยากล่าวว่า สุฟยาน อัษ-เษารีย์และซาอิดะฮฺได้รายงานหะดีษจากหะกีม บิน ญุบัยรฺ อลี(อัล-มะดีนีย์)กล่าวว่า ยะหฺยามิได้พิจารณาหะดีษของเขา(หะกีม บิน ญุบัยรฺ)ว่ามีปัญหาRead the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , ,

เขาใช้เวลา 3 เดือนเพื่อตรวจสอบรายงานหะดีษ 1 บท

20120828_1144574436เขาใช้เวลา 3 เดือนเพื่อตรวจสอบรายงานหะดีษ 1 บท
เขียนโดย
อุสตาซ อบุลเญาซาอ์ โดนี อะรีฟ วีโบโว
(www.abul-jauzaa.blogspot.com)
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

            ชัยคฺ อับดุรเราะหฺมาน บิน ยะหฺยา อัล-มุอัลลิมีย์ อัล-ยะมานีย์ ได้อ้างคำพูดของอัล-หาฟิซ อัล-อิรอกีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ในหนังสือชัรหฺ มุก็อดดิมะฮฺ อิบนุ เศาะลาหฺ ว่า :

เราได้รายงานจากมุอัมมัลว่า เขากล่าวว่า ชัยคฺได้รายงานหะดีษบทนี้(เกี่ยวกับความประเสริฐของแต่ละสูเราะฮฺในอัล-กุรอาน)ให้แก่ฉัน แล้วฉันก็ถามชัยคฺว่า ใครรายงาน(หะดีษนี้)ให้กับท่าน? ชัยคฺตอบว่า ชายชาวมะดาอินคนหนึ่งรายงานให้แก่ฉัน และเขายังมีชีวิตอยู่ แล้วฉันก็เดินทางไปหาเขา (หลังจากพบแล้ว) ฉันกล่าวกับเขาว่า ใครรายงาน(หะดีษบทนี้)ให้กับท่าน? เขาตอบว่า ชัยคฺคนหนึ่งจากเมืองวาสิฏรายงานให้แก่ฉัน และเขายังมีชีวิตอยู่ ฉันจึงไปหาเขา (เมื่อเจอตัวแล้ว ฉันก็ถามคำเดิมเดียวกัน) แล้วเขาก็ตอบว่า ชัยคฺคนหนึ่งจากเมืองบัศเราะฮฺรายงานให้กับฉัน ฉันจึงเดินทางไปหากเขา (เมื่อเจอตัวแล้ว ฉันก็ถามคำเดิมเดียวกัน) แล้วเขาก็ตอบว่า ชัยคฺคนหนึ่งจากเมืองอะบาดานรายงานให้กับฉัน ฉันจึงเดินทางไปหาเขา (เมื่อเจอตัวแล้ว) เขาได้จับมือของฉัน และพาฉันไปยังบ้านหลังหนึ่ง ในนั้นมีชาวศูฟีย์กลุ่มหนึ่งพร้อมกับชัยคฺอีกคนหนึ่ง คนที่จับมือฉันเข้าไปพูดว่า ชัยคฺคนนี้แหล่ะที่รายงาน(หะดีษนั้น)ให้กับฉัน ฉันจึงถามชัยคฺคนนั้นว่า ชัยคฺครับ ใครรายงานหะดีษ(บทนี้)ให้กับท่าน เขาตอบว่า ไม่มีใครรายงานแก่ฉัน แต่ฉันเห็นผู้คนมากมายออกห่างจากอัล-กุรอาน ฉันจึงสร้างหะดีษบทนี้ขึ้นมาเพื่อหันหัวใจของพวกเขาให้กลับมายังอัล-กุรอาน

ชัยคฺ อัล-มุอัลลิมีย์ อัล-ยะมานีย์ กล่าวว่า ชายคนนี้(มุอัมมัล)ได้ใช้เวลากว่า 3 เดือนเพื่อเดินทางตรวจสอบรายงานหะดีษ 1 บท [1]

พี่น้องครับ…เราได้เห็นคน 2 ประเภทจากเรื่องราวข้างต้น คือ มุอัมมัลที่มุ่งมั่นค้นหา(และตรวจสอบหะดีษ) เพราะอยากรู้ว่าหะดีษดังกล่าวมีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่เขาจะได้นำไปปฏิบัติ ในขณะที่ชัยคฺชาวศูฟีย์นั้นคิดแต่จะปฏิบัติ จนทำให้ต้องสร้าง/อุตริหะดีษขึ้นมา แล้วเชิญชวนผู้คนให้มาปฏิบัติตาม

การโกหกโดยแอบอ้างชื่อของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมนั้น แม้จะก่อให้เกิดผลดีต่อผู้ปฏิบัติแค่ไหน แต่ศาสนาก็ไม่ยอมรับอยู่ดี หวังว่าบทความชิ้นนี้จะให้ประโยชน์แก่ทุกคน….


[1] ดู อิลมุร ริญาล โดย อัล-มุอัลลิมีย์ อัล-ยะมานีย์ หน้า 5

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,

มารยาทสำหรับผู้ศึกษาหะดีษ

arabic-books
มารยาทสำหรับผู้ศึกษาหะดีษ
เขียนโดย อบูมูซา เญาฮารีย์
(www.abumusa81.wordpress.com)
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

อารัมภบท

ดร.มะหฺมูด อัฏ-เฏาะฮาน หะฟิเซาะฮุลลอฮ ได้เขียนบทหนึ่งเกี่ยวกับมารยาทต่างๆสำหรับผู้ศึกษาหะดีษในหนังสือ ตัยสีรุ มุศเฏาะลาหฺ อัล-หะดีษ (หน้าที่ 137-138) เนื้อหาของบทนั้น คือมารยาทต่างๆที่ผู้ศึกษาหะดีษทุกคนจะต้องใส่ใจ และขออัลลอฮทรงทำให้เราเป็นหนึ่งในนั้น เพื่อเป็นการเผยแพร่ความดีงามที่มีคุณค่า ต่อไปนี้ผมจะนำเสนอสิ่งที่มีระบุไว้ในหนังสือเล่มนั้น[1] และความดีงามทั้งหลายมาจากพระองค์เท่านั้น…

บทนำ

มารยาทของผู้ศึกษาหะดีษ คือ คุณลักษณะที่ผู้ศึกษาหะดีษควรมี เป็นคุณธรรมที่สูงส่งและมารยาทที่ดีงามที่สอดคล้องเหมาะสมกับความประเสริฐของความรู้ที่เขาแสวงหา คือ หะดีษของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มารยาทต่างๆเหล่านี้มีทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักวิชาการหะดีษ(มุหัดดิษีน) และส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ศึกษาเรียนรู้หะดีษเท่านั้น

มารยาทต่างๆสำหรับนักวิชาการหะดีษ

1. ปรับเจตนาและมีความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮในการศึกษา

2. ระวังจากการมีเจตนาศึกษาหะดีษเพื่อความต้องการในดุนยา อบูดาวูดและอิบนุมาญะฮฺได้บันทึกหะดีษบทหนึ่งจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ที่ระบุว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

من تعلم علماً مما يُبْتَغَي به وجهُ الله تعالى ، لا يتعلمه إلا ليصيب به غَرَضاً من الدنيا لم يجد عَرْفَ الجنة يوم القيامة

          ผู้ใดแสวงหาความรู้ที่ต้องมีเจตนาแสวงหาพระพักตร์(ความพอพระทัย)จากอัลลอฮ แต่เขากลับแสวงหามันเพื่อเป้าหมายทางโลก เขาจะไม่ได้กลิ่นสวรรค์ในวันกิยามะฮฺ[2]

3. ปฏิบัติตามหะดีษที่เขาฟัง(รู้)มา Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

จำเป็นต้องแสวงหาความรู้ (ความรู้อะไร?)

?????จำเป็นต้องแสวงหาความรู้ (ความรู้อะไร?)
เขียนโดย
อิมาม อิบนุ กุดามะฮฺ อัล-มักดิสีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ
นำมาจากเว็บไซต์ของ อุสตาซ อบุลเญาซาอ์ โดนี อะรีฟ วีโบโว
(www.abul-jauzaa.blogspot.com)
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

            อิบนุ กุดามะฮฺ อัล-มักดิสีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า :

มีรายงานจากท่านอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่าท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

طَلَبُ اْلعِلْمِ فَرِيْضَةٌ عَلَى كُلِّ مُسْلِمٍ

            การแสวงหาความรู้คือหน้าที่จำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคน (บันทึกโดยอะหฺมัด ในอัล-อิลัล) [1]

มุศ็อนนิฟ(อิบนุล เญาซีย์)กล่าวว่า ผู้คนต่างมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความรู้ที่จำเป็น(ต้องศึกษา)นี้

บรรดาฟุเกาะฮาอ์(นักนิติศาสตร์อิสลาม)กล่าวว่า หมายถึงความรู้ฟิกฮฺ เพราะด้วยความรู้นี้เองที่ทำให้รู้ว่าสิ่งใดหะลาลและสิ่งใดหะรอม

บรรดามุฟัสสิรีน(นักอรรถาธิบายอัล-กุรอาน)และมุหัดดิษีน(นักการหะดีษ)กล่าวว่า หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับอัล-กิตาบ(อัล-กุรอาน)และอัส-สุนนะฮฺ(อัล-หะดีษ) เพราะด้วยทั้งสองนี้นี่เองที่คนๆหนึ่งจะสามารถบรรลุถึงความรู้ทุกแขนงได้

ชาวศูฟีย์กล่าวว่า คือความรู้เกี่ยวกับความอิคลาศ(ความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ)และบททดสอบทางจิตใจ

บรรดามุตะกัลลิมีน(นักเทววิทยา)กล่าวว่า คือ เทววิทยา (วิชาว่าด้วยศาสนา อิทธิพลของศาสนา ธรรมชาติของความจริงทางศาสนา โดยใช้ตรรกะและสติปัญญาในการศึกษา) Read the rest of this entry »

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 3, 2013 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , ,

เวลาสำหรับการศึกษา

Totally Wired
เวลาสำหรับการศึกษา
เขียนโดย
อุสตาซ อบุลเญาซาอ์ โดนี อะรีฟ วีโบโว
(www.abul-jauzaa.blogspot.com)
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

            บ่อยครั้งที่เราอ้างว่าไม่มีเวลาศึกษาศาสนา โดยเฉพาะพี่น้องที่ทำงานในพื้นที่บริเวณ Jabodetabek [1]ซึ่งต้องออกจากบ้านก่อนตะวันขึ้นและกลับมาอีกครั้งหลังอาทิตย์ตกดิน เราใช้เวลาไปกับการทำงานทางโลกนาน 12 ชั่วโมงต่อวัน , 5 หรือ 6 วันต่อสัปดาห์ และโดยไม่ทันรู้สึกตัว เวลาชีวิตของเราได้หายไปแล้ว 2 ส่วน 3 ใช่…พี่น้องเราบางคนที่มีนเมาอยู่กับกิจการงานของดุนยา แต่ก็มีไม่น้อยเหมือนกันที่ทำเช่นนั้นเนื่องจากมีความต้องการและจำเป็น

จะอย่างไรก็ตาม เป็นความขาดทุนอย่างมาก หากเวลาของเราถูกใช้ไปเพื่อแสวงหาความเพริศแพร้วของดุนยา โดยไม่ยอมแบ่งสักส่วนหนึ่งเพื่อผลกำไรในอาคิเราะฮฺ อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ตรัสว่า

وَمَا الْحَيَاةُ الدُّنْيَا إِلا لَعِبٌ وَلَهْوٌ وَلَلدَّارُ الآخِرَةُ خَيْرٌ لِلَّذِينَ يَتَّقُونَ أَفَلا تَعْقِلُونَ

            และชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากการเล่น และการเพลิดเพลินเท่านั้นและแน่นอนสำหรับบ้านแห่งอาคีเราะฮฺนั้นดียิ่งกว่า สำหรับบรรดาผู้ที่ยำเกรง พวกเจ้าไม่ได้ใช้ปัญญาดอกหรือ? (อัล-อันอาม 6 : 32)

وَفَرِحُوا بِالْحَيَاةِ الدُّنْيَا وَمَا الْحَيَاةُ الدُّنْيَا فِي الآخِرَةِ إِلا مَتَاعٌ

            และพวกเขาดีใจต่อชีวิตในโลกนี้ และชีวิตของโลกนี้เมื่อเทียบกับโลกอาคิเราะฮฺแล้ว หาใช่อื่นใดไม่นอกจากความเพลิดเพลินเท่านั้น (อัร-เราะอฺดุ 13 : 26)

اعْلَمُوا أَنَّمَا الْحَيَاةُ الدُّنْيَا لَعِبٌ وَلَهْوٌ وَزِينَةٌ وَتَفَاخُرٌ بَيْنَكُمْ وَتَكَاثُرٌ فِي الأمْوَالِ وَالأوْلادِ كَمَثَلِ غَيْثٍ أَعْجَبَ الْكُفَّارَ نَبَاتُهُ ثُمَّ يَهِيجُ فَتَرَاهُ مُصْفَرًّا ثُمَّ يَكُونُ حُطَامًا وَفِي الآخِرَةِ عَذَابٌ شَدِيدٌ وَمَغْفِرَةٌ مِنَ اللَّهِ وَرِضْوَانٌ وَمَا الْحَيَاةُ الدُّنْيَا إِلا مَتَاعُ الْغُرُورِ

            พึงทราบเถิดว่า แท้จริงการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้มิใช่อื่นใด เว้นแต่เป็นการละเล่นและการสนุกสนานร่างเริง และเครื่องประดับ และความโอ้อวดระหว่างพวกเจ้า และการแข่งขันกันสะสมในทรัพย์สินและลูกหลาน เปรียบเสมือนเช่นน้ำฝนที่การงอกเงยพืชผลยังความพอใจให้แก่กสิกร แล้วมันก็เหี่ยวแห้ง เจ้าจะเห็นมันเป็นสีเหลืองแล้วมันก็กลายเป็นเศษเป็นชิ้นแห้ง ส่วนในวันปรโลกนั้นมีการลงโทษอย่างสาหัส และมีการอภัยโทษและความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ และการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้มิใช่อื่นใดนอกจากการแสวงหาผลประโยชน์แห่งการหลอกลวงเท่านั้น (อัล-หะดีด 57 : 20)

อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา มิได้ห้ามเราจากกิจการงานของดุนยา แต่พี่น้องที่รัก…อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า มุสลิมคนหนึ่งควรวางเป้าหมายชีวิตของเขาอย่างไร

وَابْتَغِ فِيمَا آتَاكَ اللَّهُ الدَّارَ الآخِرَةَ وَلا تَنْسَ نَصِيبَكَ مِنَ الدُّنْيَا

            และจงแสวงหาสิ่งที่อัลลอฮได้ประทานแก่เจ้าเพื่อปรโลกและอย่าลืมส่วนของเจ้าแห่งโลกนี้ (อัล-เกาะศ็อศ 28 : 77)

ท่านอัล-หะสัน อัล-บัศรีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ได้กล่าวถึงอายะฮฺข้างต้นว่า

أَمَرَهُ أَنْ يَأْخُذَ مِنْ مَالِهِ قَدْرَ عِيشَتِهِ وَأَنْ يُقَدِّمَ مَا سِوَى ذَلِكَ لآخِرَتِهِ

            อัลลอฮได้สั่งให้รับเอาส่วนหนึ่งจากทรัพย์สินแค่เพียงให้เพียงพอต่อชีวิต และใช้ส่วนที่เหลือเพื่ออาคิเราะฮฺ (บันทึกโดยอบูหาติม ในตัฟสีรของเขา หมายเลขที่ 17116 สายรายงานหะสัน)

ดังนั้น การศึกษาหรือแสวงหาความรู้ ก็คือ หนึ่งในการลงทุนเพื่อจะได้เก็บเกี่ยวกำไรในวันอาคิเราะฮฺ Read the rest of this entry »

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 29, 2013 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

ท่านไม่ได้รู้ทุกอย่าง

2322011-014839PM-1ท่านไม่ได้รู้ทุกอย่าง
จากเว็บไซต์ของ อุสตาซ อบุลเญาซาอ์ โดนี อะรีฟ วีโบโว (www.abul-jauzaa.blogspot.com)
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

          ชัยคฺ ดร. หุสัยนฺ บิน อับดุลอะซีซ อาลูช ชัยคฺ หะฟิเซาะฮุลลอฮ ได้กล่าวไว้ขณะอธิบายพื้นฐานและหลักการฟัตวา(หลักการที่ 4)ว่า :

“และส่วนหนึ่งของความผิดพลาดในการฟัตวา คือ การด่วนปฏิเสธ เช่น การปฏิเสธ(การมีอยู่ของ)คำพูดของอิมามคนหนึ่ง หรือของหะดีษบทหนึ่ง หรือในความเศาะฮีหฺของมัน หรือในความเฎาะอีฟของมัน

อิบนุ อะสากิร ได้กล่าวไว้ในหนังสือตารีค มะดีนะฮฺ ดิมัชกฺ ในประวัติของอัซ-ซุฮรีย์ว่า : มีผู้ให้คำนะศีหะฮฺคนหนึ่งได้รายงานหะดีษบทหนึ่งแก่อัซ-ซุฮรีย์ ท่านจึงกล่าวกับเขาว่า ‘หะดีษนั้นไม่มีในสุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม’ ผู้ให้คำนะศีหะฮฺคนนั้นจึงนั่งลง ต่อมามีเด็กคนหนึ่งกล่าวว่า ‘ท่านอิมามครับ’  อัซ-ซุฮรีย์กล่าวว่า ‘ครับ’เด็กคนนั้นกล่าวว่า ‘ท่านท่องจำสุนนะฮฺ(หะดีษ)ทั้งหมดไหมครับ?’ อัซ-ซุฮรีย์ตอบว่า ‘ไม่’ เด็กคนนั้นกล่าวต่อว่า ‘ท่านท่องจำ 2 ส่วน 3 ของมันหรือเปล่า?’ อัซ-ซุฮรีย์ตอบว่า ‘ไม่’ เด็กคนนั้นถามต่ออีกว่า ‘ท่านท่องจำครึ่งหนึ่งของมันหรือไม่?’ อัซ-ซุฮรีย์ตอบว่า ‘ไม่’ เด็กคนนั้นจึงกล่าวว่า ‘เป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านท่องจำครึ่งหนึ่ง แล้วหะดีษที่ชัยคฺท่านนั้นกล่าวถึงอยู่ในอีกครึ่งหนึ่งที่ท่านไม่ได้ท่องจำ’ อัซ-ซุฮรีย์จึงเงียบไป เนื่องด้วยเหตุผลที่หนักแน่นของเด็กคนนั้น

ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า บางครั้งผู้ใหญ่ก็ไม่รู้บางอย่างที่เด็กรู้ ดังที่อิบนุ ตัยมียะฮฺได้กล่าวเอาไว้ นกฮุดฮุดเองก็เคยกล่าวแก่นบีสุลัยมานว่า “ฉันได้ไปตรวจพบสิ่งที่ท่านไม่รู้ และฉันได้นำข่าวอันแน่นอนจากสะบะอ์มายังท่าน” (อัน-นัมลฺ 27 : 22)”

(นำมาจากอัล-อุศูล อามมะฮฺ อัล-ญามิอะฮฺ ลิล ฟะตาวา หน้า 18 , อัช-ชามิละฮฺ)

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 27, 2013 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

พวกเขาไม่ต้องการให้ฉันดำเนินตามแนวทางสะลัฟ

ชัยคฺ ศอลิหฺ อัล-เฟาซานพวกเขาไม่ต้องการให้ฉันดำเนินตามแนวทางสะลัฟ
จากเว็บไซต์ของ อุสตาซ อบุลเญาซาอ์ โดนี อะรีฟ วีโบโว (www.abul-jauzaa.blogspot.com)
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

            สตรีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งถามว่า :

            “บุพการีของฉันปฏิเสธที่จะให้ฉันดำเนินตามแนวทางของชาวสะลัฟ มารดาของฉันได้ยึดเอาหนังสือและญิลบาบของฉัน และกล่าวว่า ‘ถ้าเธอไม่พอใจ ก็ออกไปจากบ้านส่ะ!’ ฉันจึงจำต้องสวมเสื้อผ้าของผู้ปฏิเสธศรัทธา(กุฟฟาร) ฉันควรทำอย่างไร?”

ชัยคฺ ศอลิหฺ อัล-เฟาซาน หะฟิเซาะฮุลลอฮ ตอบคำถามไว้ว่า

“แรกสุด แนวทางสะลัฟที่ถูกต้อง นี่คือสิ่งจำเป็น(ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม) ส่วนแนวทางสะลัฟที่ถูกอ้างโดยคนบางคนที่แท้จริงแล้วตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าแนวทางสะลัฟนั้นคืออะไร พวกเขาจึงอ้างตนเองไปยังสะลัฟที่บริสุทธิ์จากพวกเขา แนวทางสะลัฟในปัจจุบันนี้ได้เป็นสิ่งที่มีข้อสงสัย เพราะบางคนที่อ้างตนไปยังแนวทางสะลัฟ ได้อ้างตนไปยังสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ในมัน เช่น ความรุนแรง , การเพิ่มเติม และความโง่เขลา และกล่าวว่า “นี่คือแนวทางสะลัฟ” ในขณะที่แนวทางสะลัฟที่ถูกต้องและดั้งเดิมนั้นคือ แนวทาง(มันฮัจญ์)ที่ถูกต้องในทุกสภาพการณ์

แต่หากพวกเขาบังคับเธอให้สวมเสื้อผ้า(ของผู้ปฏิเสธศรัทธาดังกล่าว) เธอก็คือคนที่ถูกบังคับ  เมื่อใดที่เธอสามารถแต่งงานและแยกตัวจากพวกเขาได้ เธอก็จงรีบแต่งงานกับสามีที่ดี แล้วแยกตัวจากบ้านนี้(บ้านของพ่อแม่)  แต่หากเธอยังไม่สามารถแต่งงานได้ และไม่มีที่ใดที่เธอสามารถไปอยู่ได้นอกจากบ้านพ่อแม่ของเธอ ดังนั้นเธอก็คือคนที่ถูกบังคับในสถานการณ์นี้ ทว่ายังคงจำเป็นสำหรับเธอที่จะต้องปกปิดเอาเราะฮฺด้วยเครื่องแต่งกายใดก็ได้ที่สามารถปกปิดเอาเราะฮฺได้ แม้จะไม่หลวมก็ตาม เธอคือผู้ได้รับข้อผ่อนผันนี้จนถึงชั่วเวลาหนึ่ง คือเวลาที่อัลลอฮฺจะทรงให้มีทางออกที่ง่ายดายแก่เธอ

เพื่อให้คำตอบก่อนหน้านี้ครบถ้วนสมบูรณ์ ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า แนวทางสะลัฟในปัจจุบันนี้ ได้ถูก(ผู้คน)อ้างไปยังมันด้วยกับสิ่งที่แนวทางสะลัฟได้บริสุทธ์จากสิ่งเหล่านั้น เช่น ตักฟีร(ตัดสินกุฟรฺ)ต่อผู้คนโดยไร้กฏเกณฑ์ แล้วกล่าวว่า ‘นี่คือแนวทางสะลัฟ’ และตับดีอฺ(ตัดสินบิดอะฮฺ)ต่อผู้คนโดยไม่มีกฏเกณฑ์ คือ ใครก็ตามที่แย้งต่อแนวคิดของพวกเขา พวกเขาก็จะตักฟีรหรือตับดีอฺคนๆนั้น แล้วอ้างการกระทำนั้นไปยังชาวสะลัฟ ทั้งที่ชาวสะลัฟบริสุทธิ์จากการกระทำดังกล่าว”

ที่มา : http://www.madeenah.com/article.cfm?id=1350

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ถ้อยคำกล่าว…แด่ศรีภรรยาของเหล่าดาอีย์

docu11

ถ้อยคำกล่าว…แด่ศรีภรรยาของเหล่าดาอีย์
เขียนโดย อุสตาซ อะหฺมัด ซัยนุดดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

จงอดทนเถิด พี่น้องของข้าฯ….โอ้ศรีภรรยาของเหล่าดาอีย์
สามีของเธอหาได้กำลังท่องเที่ยว เดินทางไปที่นั้นและที่นี้ โดยไร้เป้าหมาย…ไม่!
สามีของเธอหาได้ทำทัวร์ท่องอาหาร เพื่อหาความสุขใส่ท้อง…ไม่!
สามีของเธอหาได้สุขสบายและดีใจ ที่ต้องทิ้งเธอและลูกๆของเธอ…ไม่!
โดยเฉพาะในยามที่เธอและลูกๆเจ็บป่วย

พี่น้องของข้าฯ โอ้ศรีภรรยาของเหล่าดาอีย์…
เธอต้องเชื่อมั่นในหัวใจว่า….
สามีของเธอกำลังสืบทอดภารกิจของบรรดานบีและเราะสูล อะลัยฮิมุสสะลาม
สามีของเธอกำลังเผยแผ่พระดำรัสของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา
สามีของเธอกำลังประกาศวจนะของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
สามีของเธอกำลังต่อสู้สอนสั่งแก่มนุษย์ซึ่งอัต-เตาฮีดและอัส-สุนนะฮฺ
สามีของเธอกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อนำมวลมนุษย์ออกจากชิรกฺ บิดอะฮฺ และมะอฺสียะฮฺ

พี่น้องของข้าฯ…โอ้ศรีภรรยาของเหล่าดาอีย์
จงดุอาอ์ให้สามีของเธอสิ…อย่าปล่อยเวลาแคล้วไป นอกจากด้วยดุอาอ์ที่เธอมอบให้เขา
ให้เขาบริสุทธิ์ใจในการดะอฺวะฮฺ ให้เขาแข็งแรง ให้ความรู้ของเขามีบะรอกะฮฺ ได้รับทางนำในการดะอฺวะฮฺ และตอบคำถามทั้งหลายด้วยอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ ด้วยความเข้าใจของบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ
แท้จริงสามีของเธอต้องการดุอาอ์จากเธอ โอ้พี่น้องของข้าฯ…

พี่น้องของข้า…โอ้ศรีภรรยาของเหล่าดาอีย์
สาบานต่ออัลลอฮ เธอคือศรีภรรยาของนักต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮที่กำลังรอคอยเจ้าชายสุดที่รัก
เธอเปรียบดั่งท่านหญิงเคาะดีญะฮฺที่มอบความสงบแก่สามีของเธอ ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม นักดะอฺวะฮฺที่แท้จริง

« كَلاَّ أَبْشِرْ فَوَاللَّهِ لاَ يُخْزِيكَ اللَّهُ أَبَدًا »

ไม่มีทาง จงดีใจเถิด…สาบานต่ออัลลอฮ อัลลอฮจะไม่ดูแคลนท่านตลอดกาล

พี่น้องของข้าฯ…โอ้ศรีภรรยาของเหล่าดาอีย์
จงภูมิใจและดีใจเถิด…และอัลลอฮทรงรู้ดียิ่ง

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 20, 2013 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

 
irwandizakaria-blog

Berikan yang Terbaik, Insya Allah akan Dapat Yang Terbaik

LA TAHZAN

ไม่จุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด

Terjemah Kitab Salaf

membumikan dakwah ahlus sunnah

Bahasa Arab Jarak Jauh at-Taisir

Mempelajari Bahasa al-Qur'an dan as-Sunnah

abusaifullahibnusman

Smile! You’re at the best WordPress.com site ever

Ibnu Taimiyah

Menguak keagungan seorang Syaikhul Islam

Abu Salma

Homepage Pribadi Abu Salma Muhammad

ABU MUSA AL-ATSARI

Belajar Islam, Menikmati Alam

Meniti Jalan menuntut Ilmu

Meniti Jalan Menuju Surga...

bushrohouse

ห้องสมุดบ้านบุชรอ : ห้องสมุดเพื่ออุมมะฮฺ

Para Ulama Ahlul Hadits

Biografi Ahlul Hadits, Para Sahabat, Tabi’in dan Tabiut Tabi’in beserta Keluarga Rasulullah صلى ا لله عليه وسلم

Salafy

Meneladani Generasi Terdahulu yang Shalih

Mengenal Ajaran Islam Lebih Dekat

Islam, Rumaysho, Salafi, Ahlus Sunnah, Ahlus Sunnah wal Jama'ah, Muslim

Muslimah Life & Journal 'S Blog

ข่าวสาร ,ประชาสัมพันธ์ , กิจกรรม ของมุสลิมมะฮฺ,มุสลิมมีน

hassan aero

Islamic wordpress

Asran's Blog

บล็อกส่วนตัวของ อัสรัน นิยมเดชา

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 39 other followers