RSS

Tag Archives: อุสตาซ

ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ (ตอนที่ 3)

wrong-way-550x266
ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ
(ตอนที่ 3 : มารยาทในการวิพากษ์วิจารณ์ระหว่างอะฮฺลุสสุนนะฮฺ)
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

การฮัจรฺที่ก่อเกิดประโยชน์นั้นถือเป็นอิบาดะฮฺ เพราะมันคืออิบาดะฮฺ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกระทำด้วยความอิคลาศเพื่ออัลลอฮ หนึ่งในลักษณะของคนที่มีความอิคลาศเมื่อทำการฮัจรฺคือ ความปรารถนาที่จะให้พี่น้องของเขาที่กำลังถูกฮัจรฺนั้นกลับคืนสู่ความดีงามและทิ้งความผิดหรือบิดอะฮฺ หากเจตนาของมันเป็นเช่นนั้นแล้ว เขาก็จะใช้วิธีการที่ดีเพื่อบรรลุเป้าหมาย เช่นเดียวกันเมื่อเขาทำการตักเตือนพี่น้องของเขาจากความผิด(ตะหฺซีร) เขาก็พยายามใช้วิธีการที่ดีที่สุดเพื่อให้พี่น้องของเขากลับมายังสัจธรรม
จึงเป็นที่ชัดเจนแก่เราในความผิดพลาดของคนบางส่วนที่ทำการตะหฺซีรด้วยการความขบขันและภาษาที่แม้แต่คนทั่วไป(เอาวาม)ก็ละอายที่จะใช้มัน แล้วนับประสาอะไรกับคนที่เป็นดาอีย์อะฮฺลุสสุนนะฮฺ เฉกเช่นที่เราต่างได้ยินกันว่ามีบางคนขนามนามแก่พี่น้องของเขาด้วยคำว่า “พวกแมลงสาป” , “อะฮฺลุลหะดัษ-พวกสร้างภาพ(ล้อเลียนมาจากคำว่า อะฮฺลุลหะดีษ)”, “นักดะอฺวะฮฺปลายแถว” , “เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” , “เด็กเมื่อวานซืน” , “พวกอันดุรญานา(ล้อเลียนมาจากคำว่า อันดิรญา)”[1] และฉายานามที่โง่เขลาอื่นๆอีกมากมาย
ทั้งที่อัลลอฮตรัสวไว้ในคัมภีร์ที่สูงเกียรติของพระองค์ว่า


وَلَا تَنَابَزُوا بِالْأَلْقَابِ

          และอย่าได้เรียกกันด้วยฉายาที่น่าเกลียดชั่วร้าย (อัลหุญุร็อต 49 : 11)
ชัยคฺ อับดุรเราะหฺมาน บิน นาศิร อัสสะอฺดีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “หมายถึง คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านอย่าได้ด่าทอพี่น้องของเขาและเรียกให้ฉายาแก่พี่น้องของเขาคนนั้นด้วยฉายาที่ตัวเขาเองก็ไม่ชอบหากถูกเรียกเช่นนั้น” (ตัยสีร อัลการิมิร เราะหฺมาน หน้าที่ 108)
โปรดใคร่ครวญเรื่องราวต่อไปนี้เถิด ท่านหญิงอาอิชะฮฺกล่าวว่า “ชาวยิวเข้ามาพบท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และพูดว่า : อัสสาม อะลัยกฺ – ขอให้เจ้าหายนะ (ชาวยิวใช้คำนี้แทนคำกล่าวสลามของชาวมุสลิม) ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ตอบกลับไปว่า วะอะลัยกฺท่านก็ด้วย
ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เล่าต่อไปว่า “ฉันต้องการพูด(เพื่อตอบโต้ยิวคนนั้น) แต่ฉันรู้ดีว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ต้องไม่ชอบแน่นอน แล้วชาวยิวอีกคนหนึ่งก็เข้ามาหาและพูด(คำเดียวกัน)ว่า อัสสาม อะลัยกฺ – ขอให้เจ้าหายนะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ตอบ(ด้วยคำคำตอบเดิม)ว่า วะอะลัยกฺท่านก็ด้วย ฉันอยากจะพูด แต่ฉันรู้ดีว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ต้องไม่ชอบแน่นอน ต่อมาชาวยิวคนที่สามก็เข้ามาและพูด(คำเดียวกัน)ว่า อัสสาม อะลัยกฺ – ขอให้เจ้าหายนะ ฉันอดทนต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ฉันจึงพูดว่า “ขอให้เจ้าจงพินาศและถูกอัลลอฮโกรธกริ้วและสาปแช่ง โอ้พี่น้องของพวกลิงและหมูตอน ทำไมพวกเจ้าไม่ให้สลามแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เหมือนกับคำสลามของอัลลอฮที่มีให้แก่ท่านเล่า?!
ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงพูดว่า แท้จริงอัลลอฮมิทรงชอบเลวทรามและคำพูดที่เลวทราม พวกเขากล่าวคำพูดหนึ่ง และเราก็ได้ตอบกลับคำพูดนั้นแล้วว่า วะอะลัยกฺท่านก็ด้วยแท้จริงชาวยิวคือกลุ่มชนจอมริษยา และพวกเขาไม่เคยริษยาต่อใครเหมือนกับการริษยาต่อพวเราในเรื่องการสลามและ(คำกล่าว)อามีน (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ 5/2349 หมายเลขที่ 6032 , มุสลิม 4/1707 หมายเลขที่ 2166 และอิบนุคุซัยมะฮฺ 1/288 หมายเลขที่ 574 และนี่คือสำนวนของอิบนุคุซัยมะฮฺ)

ในการบันทึกของอัลบุคอรีย์ระบุว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

مَهْلًا يَا عائشةُ إِنَّ اللهَ يُحِبُّ الرِّفْقَ فِي الأَمْرِ كُلِّهِ

            “เพลาๆหน่อยโอ้อาอิชะฮฺ แท้จริงอัลลอฮทรงชอบความอ่อนโยนในทุกเรื่อง” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ 5/2349 หมายเลขที่ 6032)

ดูสิ ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เตือนท่านหญิงอาอิชะฮฺ เพราะท่าทีที่แข็งกร้าวของท่านหญิงที่มีต่อชาวยิวดังกล่าว ทั้งๆที่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ คือ ศิดดีเกาะฮฺ(หญิงผู้สัจจริง) บุตรสาวของอัศศิดดี้ก(ผู้สัจจริง หมายถึงท่านอบูบักรฺ) ท่านหญิงคืออุมมุลมุอ์มินีน(มารดาของผู้ศรัทธา) ในขณะที่ผู้ที่ถูกตำหนินั้นคือชาวยิว ไม่ใช่มุสลิม อีกทั้งยังกระทำในสิ่งที่ชั่วช้าที่สุดด้วย คือการจอให้ความตายความหายะประสบกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
นอกจากนี้ ท่านหญิงอาอิชะฮฺต่อว่าชาวยิวก็เพื่อเป็นการปกป้องท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และเนื้อหาคำพูดของท่านอาอิชะฮฺก็ถูกต้อง และมีในอัลกุรอานด้วย แต่ถึงกระนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ยังเตือนท่านหญิง ไม่ใช่เพราะคำพูดของท่านหญิงไม่ถูกต้อง แต่เพราะวิธีการที่ไม่ถูกต้องของท่านหญิงอาอิชะฮฺต่างหาก ท่านนบีจึงไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ในคำพูดของท่านหญิงอาอิชะฮฺ

ท่านอิบนุหะญัร กล่าวว่า “ดูเหมือนว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ต้องการให้ลิ้นของท่านหญิงอาอิชะฮฺไม่รู้สึกคุ้นเคยกับคำพูดที่หยาบคาย หรือท่านต้องการปรามท่านหญิงอาอิชะฮฺ เนื่องด้วยท่าทีที่เลยเถิดไปในการกล่าวตำหนิ” (ฟัตหุล บารีย์ 11/43)
ชัยคฺ อิบนุอุษัยมีน กล่าวว่า “ชาวยิวสมควรถูกสาปแช่ง แต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ยังคงห้ามท่านหญิงอาอิชะฮฺสาปแช่งพวกเขา” (ฟะตาวา อัลหะรอม อันนะบะวีย์ เทปหมายเลขที่ 42 หน้า A)

พี่น้อง “นักด่าทอ” หรือ “นักตั้งฉายา” ของเราสมควรตอบคำถามต่อไปนี้ก่อนที่พวกเขาจะยัดเยียดฉายานามที่น่าเกลียดทั้งหลายแก่พี่น้องของเขา
1. พวกเขาดีกว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺหรือไม่?

  1. พี่น้องของเขาที่ถูกด่าทอนั้นชั่วช้ากว่ายิวหรือเปล่า?
  2. ความผิดของพี่น้องของเขา(แม้ว่าหากผิดจริง)หนักหนากว่าคำพูดของชาวยิวทั้งสามที่พูดกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่า อัสสาม อะลัยกฺ – ขอให้เจ้าหายนะ ไหม?
  3. ฉายานามหรือข้อกล่าวหาต่างๆที่พวกเขายัดเยียดให้กับพี่น้องของเขานั้นถูกต้องแน่นอน เหมือนกับคำพูดของท่านหญิงอาอิชะฮฺต่อชาวยิวหรือไม่?

ก่อนที่จะหยิบยกฉายาให้ใครๆนั้น พวกเขาเคยคิดไหมว่าจะเป็นอย่างไรหากเป็นพวกเขาเองที่อยู่ในสถานะของพี่น้องของพวกเขาที่ถูกตะหฺซีรหรือฮัจรฺ พวกเขาจะรู้สึกตัวและหันกลับมายังสัจธรรม หากพวกเขาถูกเรียกด้วยฉายานามที่ไร้สาระนั้นต่อหน้าคนหมู่มากอย่างนั้นหรือ? สิ่งนี้เคยผุดขึ้นมาในหัวใจของพวกเขาบ้างไหม? ดังหะดีษบทหนึ่งว่า

لاَ يُؤْمِنُ أَحَدُكُمْ حَتَّى يُحِبَّ لِأَخِيْهِ مَا يُحِبُّ لِنَفْسِهِ

ผู้ใดผู้หนึ่งในหมู่พวกท่านจะยังไม่ศรัทธา (โดยสมบูรณ์) จนกว่าเขาจะรัก(ปรารถนา)แด่พี่น้องของเขาเสมือนกับที่เขารักสำหรับตัวของเขาเอง (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ 13 และมุสลิม 45)

น่าเศร้าจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นกลับตรงกันข้าเลย Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ (ตอนที่ 2)

Hewlett-Packard
ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ
(ตอนที่ 2 : การฮัจรฺไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นวิธีการ)
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

พี่น้องของเราบางคนทำการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺอย่างบ้าบิ่น โดยไม่พิจารณาและชั่งน้ำหนักระหว่างผลได้(มัศละหะฮฺ)และผลเสีย(มัฟสะดะฮฺ) พวกเขาคิดว่าการฮัจรฺที่พวกเขากระทำนั่นคือเป้าหมาย(ฆอยะฮฺ) การฮัจรฺอย่างบ้าบิ่นนั้นสร้างผลเสียอย่างมากมายและเป็นเหตุให้งานดะอฺวะฮฺของอะฮฺลุสสุนนะฮฺต้องหยุดชะงักไป และยิ่งทำให้สังคมมองภาพงานดะอฺวะฮฺของอะฮฺลุสสุนนะฮฺว่าเป็นงานดะอฺวะฮฺที่น่ากลัวและหยาบกร้าน
ท่านอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า การฮัจรฺ(ประเภทที่ 2)นั้นแตกต่างกันไปในเรื่องการบังคับใช้ ขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำการฮัจรฺ ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งหรืออ่อนแอของพวกเขา รวมถึงว่าพวกเขามีจำนวนมากหรือน้อยด้วย เพราะเป้าหมายของการฮัจรฺคือเพื่อลงโทษและให้บทเรียนแก่ผู้ที่ถูกฮัจรฺ ตลอดจนเพื่อให้คนทั่วไปไม่กระทำเช่นเดียวกับการกระทำของผู้ที่ถูกฮัจรฺนั้น หากผลดีมีมากกว่า(คือ เมื่อการฮัจรฺต่อผู้กระทำความผิดทำให้ความชั่วลดลง) เมื่อนั้นการฮัจรฺก็ถูกต้องตามหลักการศาสนา แต่หากผู้ที่ถูกฮัจรฺหรือคนอื่นๆไม่หยุดฝ่าฝืน อีกทั้งยังทำความชั่วเพิ่มขึ้น และผู้ทำการฮัจรฺนั้นเองที่อ่อนแอ จนทำให้ผลเสียมากกว่าผลดี การฮัจรฺก็ไม่ได้รับการอนุญาต และความนุ่มนวลอ่อนโยนต่อคนบางคนนั้นมีประโยชน์กว่าการฮัจรฺในสภาพการณ์แบบนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นบางครั้งการฮัจรฺต่อคนบางคนก็มีประโยชน์กว่าการใช้ความอ่อนโยน
ด้วยเหตุนี้เอง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงอ่อนโยนกับบางคน(ที่กระทำความผิดและการฝ่าฝืน) และทำการฮัจรฺกับบางคน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ทำการฮัจรฺเศาะหาบะฮฺ 3 คนที่ไม่เข้าร่วมสงครามตะบู๊ก ทั้งๆที่พวกเขาดีกว่ามุอัลลัฟหลายคนที่หัวใจของพวกเขาเพิ่งโน้มเอียงมารับอิสลาม แต่เป็นเพราะมุอัลลัฟเหล่านั้นคือบรรดาผู้นำผู้ปกครองของเผ่าต่างๆและได้รับการเคารพเชื่องฟัง ผลประโยชน์ของศาสนาจึงได้มาด้วยการอ่อนโยนนุ่มนวลกับพวกเขา ส่วน 3 คนที่ไม่เข้าร่วมญิฮาดในสงครามตะบู๊กนั้น พวกเขาคือผู้ศรัทธา และผู้ศรัทธาอื่นจากพวกเขานั้นมีจำนวนมากกว่า การฮัจรฺพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและเกียรติของศาสนา อีกทั้งเพื่อชำระล้างพวกเขาจากมลทินบาปด้วย
เรื่องนี้เหมือนกันกับเรื่องท่าทีต่อศัตรู บางครั้งก็บัญญัติให้ทำสงครามต่อสู้ บางครั้งก็ให้ปรองดองกับพวกเขา และบางครั้งก็ด้วยการรับญิซยะฮฺจากพวกเขา ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพการณ์และผลประโยชน์ที่จะได้รับ
คำตอบของอิมามอะหฺมัดและบรรดาอิมามคนอื่นๆเกี่ยวกับการฮัจรฺนั้นวางอยู่บนรากฐานนี้(คือการพิจารณาผลได้-ผลเสีย) ดังนั้นอิมามอะหฺมัดจึงจำแนกระหว่างพื้นที่ที่เกิดบิดอะฮฺมาก(เช่นบิดอะฮฺเกาะดะรียะฮฺและตันญีมที่คุรอซาน รวมถึงบิดอะฮฺตะชัยยุอฺ(ชีอะฮฺ)ที่กูฟะฮฺ) กับพื้นที่ที่เกิดบิดอะฮฺน้อย และท่านยังแยกแยะระหว่างบรรดาแกนนำบิดอะฮฺที่เป็นต้นแบบกับคนอื่นๆ
เมื่อคนๆหนึ่งได้รู้ถึงเป้าประสงค์ของชะรีอะฮฺแล้ว เขาก็ควรพยายามไปให้ถึงเป้านั้นด้วยการเลือกเดินไปบนเส้นทางที่นำพาเขาไปสู้เป้าหมายได้เร็วที่สุด
เมื่อเรื่องนี้ชัดเจน ดังนั้นพึงรู้เถิดว่า การฮัจรฺที่ถูกต้องตามหลักการศาสนานั้นถือเป็นการเคารพภักดีที่อัลลอฮและเราะสูลของพระองค์สังใช้ และการฏออะฮฺนั้นจะต้องกระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮและสอดคล้องกับคำสั่งใช้ของพระองค์ ใครก็ตามที่ทำการฮัจรฺเพราะอารมณ์ใฝ่ต่ำของเขา หรือทำการฮัจรฺที่ไม่มิได้ถูกสั่งใช้ให้กระทำ(ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ อีกทั้งยังสร้างความเสียหายด้วย) เขาก็ได้หลุดออกจากการฮัจรฺที่ถูกต้องตามบทบัญญัติ มากมายเหลือเกินผู้คนที่กระทำสิ่งที่อารมณ์ใฝ่ต่ำของเขาต้องการ แต่พวกเขาคิดว่าพวกเขาทำสิ่งนั้นเพื่ออัลลอฮ (มัจญ์มูอฺ อัลฟะตาวา 28/203-210)

ท่านผู้อ่านพิจารณาคำพูดของอิบนุตัยมียะฮฺข้างต้นให้ดีๆ ท่านอธิบายอย่างชัดเจนว่า การฮัจรฺนั้นขึ้นอยู่กับการชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีกับผลเสีย และต่อไปนี้คือสิ่งที่มาสนับสนุนยืนยันว่า การฮัจรฺนั้นวางอยู่บนหลักการชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชนที่ได้รับกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

หนึ่ง : การฮัจรฺถือเป็นส่วนหนึ่งของการห้ามปราความชั่ว
กฎข้อหนึ่งที่เป็นมติเอกฉันท์ของบรรดาอุละมาอ์ คือการห้ามปรามความชั่วนั้นวางอยู่บนการพิจารณาถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ หากการห้ามปรามความชั่วนั้นยิ่งเพิ่มความเสียหาย และยิ่งทำให้ความชั่วเพิ่มขึ้น หุกุ่มของการห้ามปรามนั้นคือหะรอม
การฮัจรฺ(ตามที่ท่านอิบนุตัยมียะฮฺได้อธิบายไว้)ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบของการห้ามปรามความชั่ว เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็จะต้องวางมันไว้บนการชั่งน้ำหนักผลดีและผลเสีย
ท่านอิบนุตัยมียะฮฺกล่าวว่า “การตะหฺซีรนั้นใช้กับผู้ที่ละทิ้งหน้าที่จำเป็น(ฟัรฎู)และกระทำสิ่งหะรอม เช่น ทิ้งการละหมาด , ไม่จ่ายซะกาต , อธรรม , ทำสิ่งที่ชั่วช้า และเรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺที่ขัดแย้งกับอัลกุรอาน สุนนะฮฺ และอิจญ์มาอ์ของชาวสะลัฟที่ได้ชี้แจงอธิบายไว้
และนี่คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำพูดของชาวสะลัฟและบรรดาอิมามบางส่วนที่กล่าวว่า บรรดาผู้เรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺ การเป็นพยานของพวกเขาไม่ถูกยอมรับ ไม่มีการละหมาดตามหลังพวกเขา ไม่มีการรับความรู้จากพวกเขา และไม่มีการแต่งงานกับพวกเขาด้วย
นี่คือการลงโทษสำหรับพวกเขาจนกว่าพวกเขาจะหยุด ฉะนั้นบรรดาอุละมาอ์ชาวสะลัฟจึงแยกแยะระหว่างอะฮฺลุลบิดอะฮฺที่เรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺของเขา กับอะฮฺลุลบิดอะฮฺที่ไม่ได้เรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺ เพราะอะฮฺลุลบิดอะฮฺที่เรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺของเขานั้น พวกเขาได้แสดงความชั่วออกมา เขาจึงต้องได้รับการลงโทษที่แตกต่างจากคนที่ปกปิดความชั่วที่กระทำ เขาไม่ได้ชั่วร้ายกว่าพวกมุนาฟิกที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ยอมรับพฤติกรรมภายนอกที่พวกเขาแสดงออกมา และท่านนบีก็มอบหมายสิ่งที่พวกเขาปกปิดไว้แก่อัลลอฮ ทั้งที่ท่านก็รู้ดีเกี่ยวกับสภาพของพวกเขา
หะดีษบทหนึ่งระบุว่า แท้จริงเมื่อผู้คนพบเห็นความชั่ว แต่พวกเขาไม่พยายามเปลี่ยนแปลงมัน เกรงว่าอัลลอฮจะทรงลงโทษพวกเขาทุกคน (หะดีษเศาะฮีหฺ ดูอัศเศาะฮีหะฮฺ หมายเลขที่ 1564)
ความชั่วร้ายที่กระทำอย่างโจ่งแจ้งนั้นจะต้องถูกห้ามปราม ซึ่งแตกต่างจากที่ปกปิดไว้ เพราะความชั่วที่กระทำอย่างลับๆนั้น อัลลอฮจะทรงลงโทษผู้กระทำเป็นการเฉพาะ” (มัจญ์มูอฺ อัลฟะตาวา 28/205)

สอง : การฮัจรฺต่อผู้กระทำความชั่วนั้นถูกบัญญัติเช่นเดียวกับการฮัจรฺต่อมุบตะดิอฺ
สิ่งที่ถูกละเลยและหลงลืมกันคือ การฮัจรฺต่อผู้กระทำความชั่ว(มะอฺศิยะฮฺ)นั้นก็มีบัญญัติในศาสนาเช่นกัน(คือ การฮัจรฺไม่ได้ถูกบัญญัติใช้เฉพาะกับมุบตะดิอฺเท่านั้น แต่รวมถึงผู้กระทำความชั่วอื่นๆด้วย – ผู้แปล) หนึ่งในหลักฐานที่เป็นที่รู้กันคือ เรื่องที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่าน ได้ทำการฮัจรฺต่อกะอบฺ บิน มาลิก และเพื่อน 2 คนของเขา ที่ไม่ได้เข้าร่วมในสงครามตะบู๊กเป็นเวลา 50 วัน
แน่นอน เราทุกคนต่างเข้าใจดีว่า สิ่งที่กะอบฺ บิน มาลิก และเพื่อน 2 คนของเขากระทำนั้นไม่ใช่บิดอะฮฺ แต่เป็นความผิดเนื่องจากพวกเขาไม่เข้าร่วมในสงครามตะบู๊ก บรรดาอุละมาอ์(เช่น อิบนุตัยมียะฮฺ)ใช้หลักฐานนี้ในเรื่องบัญญัติการฮัจรฺต่อมุบตะดิอฺ ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วมันคือการฮัจรฺต่อผู้กระทำความผิด และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ต่อมาหลักฐานเกี่ยวกับการฮัจรฺต่อผู้กระทำความชั่วนั้นก็ถูกใช้ในการบัญญัติการฮัจรฺต่อผู้กระทำบิดอะฮฺ
แต่หากเราจะทำการฮัจรฺต่อผู้กระทำความชั่วในปัจจุบันนี้ มันเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะผู้กระทำความชั่วนั้นมีมากกว่าผู้ที่เชื่อฟัง และหากเราต้องการทำฮัจรฺต่อผู้กระทำความชั่วด้วยการบอยคอตพวกเขาหรือไม่พูดคุยกับพวกเขา เราก็จะสับสนไม่รู้จะอยู่ที่ไหน… หรือเราจะต้องไปอาศัยอยู่บนภูเขาที่ห่างไกลจากผู้กระทำความชั่ว? เราจะไปซื้อขายที่ตลาดก็ลำบาก เพราะส่วนมากของคนขายคือผู้หญิงที่ไม่สวมฮิญาบ?? จะไปศึกษาเล่าเรียนก็ยากมาก เพราะเมื่อขึ้นรถโดยสารก็จะต้องขึ้นรถโดยสารร่วมกับคนที่ทำความชั่ว??? จะกินก็ลำบาก เพราะผู้ที่ขายอาหารนั้นคือคนที่ทำความชั่ว???!!!
ด้วยเหตุนี้ โดยทั่วไปแล้วการฮัจรฺต่อผู้กระทำความชั่วในยุคนี้อยากที่จะทำได้ เพราะไม่มีประโยชน์ใดๆ แต่หากการฮัจรฺต่อผู้กระทำความชั่วก่อเกิดประโยชน์ในขอบเขตพื้นที่เฉพาะ(เช่น สามีฮัจรฺต่อภรรยาหรือต่อลูกที่ทำความผิด) เช่นนี้ก็เชิญทำได้เลย
จาก 2 ข้อสนับสนุนข้างต้นนั้น ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การฮัจรฺจะต้องวางอยู่บนการพิจารณาและชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์และความเสียหาย
ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ เป้าหมายของการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺนั้นคือ เพื่อให้บรรลุถึงผลประโยชน์ ได้แก่ (1) ผู้กระทำบิดอะฮฺหยุดการทำบิดอะฮฺนั้น หรือลดการทำบิดอะฮฺนั้นลง หรือ (2) สังคมไม่ถลำตกลงไปในการทำบิดอะฮฺนั้น
การฮัจรฺถือเป็นวิธีการเพื่อการบรรลุถึงผลประโยชน์ มันไม่ใช่เป้าหมาย(ฆอยะฮฺ) เป็นเพียงแค่วิธีการ(วะสีละฮฺ) วิธีการนั้นถูกบัญญัติเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ดี ในทางกลับกันหากมันมิได้นำไปสู่เป้าหมายที่ดี มันก็ไม่ถูกบัญญัติไปปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ ขณะนี้เราก็ได้รู้แล้วถึงความผิดพลาดของบางคนที่เข้าใจว่าการฮัจรฺคือเป้าหมายมิใช่วิธีการ เขาคิดว่าตัวการฮัจรฺเองนั้นคือผลประโยชน์(มัศละหะฮฺ) คิดว่าการฮัจรฺคืออิบาดะฮฺโดยยตัวมันเอง(อิบาดะฮฺ ลิ ซาติฮี) ไม่ใช่โดยสิ่งอื่น(ลิ ฆ็อยริฮี) สุดท้ายการฮัจรฺจึงถูกปฏิบัติโดยไร้หลักการการเปรียบเทียบระหว่างผลได้กับผลเสีย
ชัยคฺ อิบนุอุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “สภาพการณ์ของการฮัจรฺนั้นมี 3 รูปแบบ ได้แก่
1. ผลประโยชน์มากกว่าความเสียหาย การฮัจรฺเช่นนี้ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติ

  1. หรือความเสียหายมากกว่าผลประโยชน์ การฮัจรฺนี้ต้องห้ามโดยไม่ต้องสงสัย
  2. หรือยังไม่สามารถระบุได้ว่าระหว่างความเสียหายกับผลประโยชน์นั้นอย่างไหนมากกว่ากัน ดังนั้นที่ใกล้เคียง(ความถูกต้อง)กว่าคือ ห้ามการฮัจรฺ เนื่องด้วยคำกล่าวโดยทั่วไปของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า

لاَ يَحِلُّ لِمُسْلِمٍ أَنْ يَهْجُرَ أَخَاهُ فَوْقَ ثَلاَثٍ يَلْتَقِيَانِ فَيَصُدُّ هَذَا وَيَصُدُّ هَذَا وَخَيْرُهُمَا الَّذِىْ يَبْدَأُ بِالسَّلاَمِ

            ไม่อนุญาตให้มุสลิมทำการฮัจรฺต่อพี่น้องของเขาเกิน 3 วัน ทั้งสองคนพบเจอกัน แต่คนหนึ่งผินหลังให้ และอีกคนหนึ่งก็ด้วย และคนที่ดีกว่าจากทั้งสองนั้นคือ คนที่เริ่มให้สลามก่อน (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ 5/2302 , 5879 และมุสลิม 4/1984 , 2560 ส่วนคำพูดของชัยคฺ อิบนุอุษัยมีน นั้นอยู่ในมัจญ์มูอฺ ฟะตาวา ชัยคฺ อิบนุอุษัยมัน 3/17 คำถามหมายเลขที่ 385 นอกจากเพราะความหมายที่ครอบคลุมของหะดีษแล้ว ยังเป็นเพราะว่าหุกุ่มเดิมของการดะอฺวะฮฺคือด้วยความนุ่มนวลอ่อนโยน  ดังที่บรรดาอุละมาอ์สะลัฟได้ระบุเอาไว้)

ท่านยังกล่าวอีกว่า Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ (ตอนที่ 1.2)

wrong-way1

ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ
(ตอนที่ 1 ภาคที่ 2 : คำกล่าวของชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ เกี่ยวกับการฮัจรฺ)
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

            ท่านอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า “การฮัจรฺที่ถูกต้องตามบทบัญญัตินั้นมี 2 ประเภท หนึ่งคือหมายถึง การละทิ้งความชั่ว และสองคือการโทษต่อผู้กระทำความชั่ว

การฮัจรฺประเภทที่ 1 : การละทิ้งความชั่ว
            อัลลอฮตรัส่ว่า


وَإِذَا رَأَيْتَ الَّذِينَ يَخُوضُونَ فِي آيَاتِنَا فَأَعْرِضْ عَنْهُمْ حَتَّى يَخُوضُواْ فِي حَدِيثٍ غَيْرِهِ وَإِمَّا يُنسِيَنَّكَ الشَّيْطَانُ فَلاَ تَقْعُدْ بَعْدَ الذِّكْرَى مَعَ الْقَوْمِ الظَّالِمِينَ 

            และเมื่อเจ้าเห็นบรรดาผู้ซึ่งกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในบรรดาโองการของเราแล้ว ก็จงออกห่างจากพวกเขาเสีย จนกว่าพวกเขาจะวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องอื่นจากนั้น และถ้าชัยฏอนทำให้เจ้าลืมแล้ว ก็จงอย่างนั่งรวมกับพวกที่อธรรมเหล่านั้นต่อไป หลังจากที่มีการนึกขึ้นได้ (อัลอันอาม 6 : 68)


وَقَدْ نَزَّلَ عَلَيْكُمْ فِي الْكِتَابِ أَنْ إِذَا سَمِعْتُمْ آيَاتِ اللّهِ يُكَفَرُ بِهَا وَيُسْتَهْزَأُ بِهَا فَلاَ تَقْعُدُواْ مَعَهُمْ حَتَّى يَخُوضُواْ فِي حَدِيثٍ غَيْرِهِ إِنَّكُمْ إِذاً مِّثْلُهُمْ

          และแน่นอน อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาแก่พวกเจ้าแล้วในคัมภีร์นั้นว่า เมื่อพวกเจ้าได้ยินบรรดาโองการของอัลลอฮฺ โองการเหล่านั้นก็ถูกปฏิเสธศรัทธาและถูกเย้ยหยัน ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่านั่งร่วมกับพวกเขา จนกว่าพวกเขาจะพูดคุยกันในเรื่องอื่นจากนั้น แท้จริงพวกเจ้านั้นถ้าเช่นนั้นแล้วก็เหมือนพวกเขา (อันนิสาอ์ 4 : 140)

            เป้าหมายของการฮัจรฺประเภทแรกนี้คือ เพื่อให้ผู้ทำการฮัจรฺไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความชั่วโดยไม่มีเหตุจำเป็น เช่นมีคนกลุ่มหนึ่งที่ดื่มเหล้า แล้วเขาก็ไปนั่งกับคนพวกนั้น หรือเช่นคนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในงานแต่งงาน แต่ในงานนั้นมีสิ่งมึนเมาและเครื่องดนตรีด้วย เช่นนี้แล้วเขาไม่ควรตอบรับคำเชิญนั้น แตกต่างจากคนที่เข้าร่วมในสถานชุมนุมที่มีการฝ่าฝืนอัลลอฮโดยมีเป้าหมายเพื่อห้ามปรามพวกเขา หรือเขาออกมาจากความต้องการของพวกเขา ด้วยเหตุนี้จึงมีคำกล่าวที่ว่า คนที่เข้าร่วมในความชั่วหนึ่งนั้นเสมือนหนึ่งคนที่กระทำความชั่วนั้นเอง
            ในหะดีษบทหนึ่งระบุว่า ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮและวันอาคิเราะฮฺ เขาอย่าได้นั่งใกล้โต๊ะที่สร้างขึ้นเพื่อดื่มของมึนเมา (บันทึกโดยอบูดาวูด 3/349 หมายเลขที่ 3774 และชัยคฺอัลอัลบานีย์รับรองว่าเศาะฮ๊หฺ)
            การฮัจรฺประเภทแรกนี้เปรียบได้กับการที่คนๆหนึ่งทำการฮัจรฺตัวเขาเองจากการทำชั่ว ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า ผู้อพยพคือผู้ทำการฮัจรฺ(ละทิ้ง)สิ่งที่อัลลอฮทรงห้าม (บันทึกโดยอบูดาวูด 3/4 หมายเลขที่ 2481 และชัยคฺอัลอัลบานีย์รับรองว่าเศาะฮีหฺ และอิบนุหิบบานก็ได้บันทึกหะดีษบทนี้ไว้ด้วยเช่นกัน ดูอัลอิหฺสาน 1/467 หมายเลขที่ 230)
            การฮัจรฺประเภทนี้ยังหมายรวมถึงการที่คนๆหนึ่งอพยพจากรัฐหรือประเทศที่ปฏิเสธศรัทธาและชั่วร้ายไปสู่รัฐอิสลามและมีศรัทธา เขาละทิ้งการมีชีวิตในหมู่ผู้ปฏิเสธศรัทธาและพวกกลับกลอก(มุนาฟิก)ที่ไม่ให้อิสระแก่เขาในการปฏิบัติตามคำบัญชาของอัลลอฮ
            ฮัจรฺประเภทนี้ยังหมายรวมถึงดำรัสของอัลอฮที่ว่า


وَالرُّجْزَ فَاهْجُرْ

            และสิ่งสกปรก(ความชั่ว)นั้น ก็จงหลบหลีกให้ห่างเสีย (อัลมุดดัษษิร 74 : 5)

การฮัจรฺประเภทที่ 2 : การโทษต่อผู้กระทำความชั่ว
            เป็นการฮัจรฺที่อยู่ในรูปของการให้บทเรียน(ลงโทษ) คือทำการฮัจรฺต่อผู้กระทำความชั่วอย่างโจ่งแจ้ง จนกว่าเขาจะสำนึกและกลับเนื้อกลับตัว(เตาบะฮฺ)จากความชั่วนั้น เฉกเช่นที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยทำการฮัจรฺต่อเศาะฮีหฺ 3 คนที่ไม่เข้าร่วมในการญิฮาดที่ถูกบัญญัติเหนือพวกเขา โดยที่ไม่พวกเขาไม่มีเหตุที่ได้รับการผ่อนปรนใดๆ จนสุดท้ายอัลลอฮก็ได้ประทานอายะฮฺเกี่ยวกับการกลับเนื้อกลับตัวของพวกเขา ส่วนผู้ที่แสดงความดีงามให้เห็น เขาจะไม่ถูกฮัจรฺ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วเขาจะเป็นพวกมุนาฟิกก็ตาม
            การฮัจรฺประเภทที่ 2 นั่นเหมือนกับการตะหฺซีร(หมายถึง การเตือนให้ออกห่าง) การตะหฺซีรนั้นใช้กับผู้ที่ละทิ้งหน้าที่จำเป็น(ฟัรฎู)และกระทำสิ่งหะรอม เช่น ทิ้งการละหมาด , ไม่จ่ายซะกาต , อธรรม , ทำสิ่งที่ชั่วช้า และเรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺที่ขัดแย้งกับอัลกุรอาน สุนนะฮฺ และอิจญ์มาอ์ของชาวสะลัฟที่ได้ชี้แจงอธิบายไว้
            และนี่คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำพูดของชาวสะลัฟและบรรดาอิมามบางส่วนที่กล่าวว่า บรรดาผู้เรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺ การเป็นพยานของพวกเขาไม่ถูกยอมรับ ไม่มีการละหมาดตามหลังพวกเขา ไม่มีการรับความรู้จากพวกเขา และไม่มีการแต่งงานกับพวกเขาด้วย
            นี่คือการลงโทษสำหรับพวกเขาจนกว่าพวกเขาจะหยุด ฉะนั้นบรรดาอุละมาอ์ชาวสะลัฟจึงแยกแยะระหว่างอะฮฺลุลบิดอะฮฺที่เรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺของเขา กับอะฮฺลุลบิดอะฮฺที่ไม่ได้เรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺ เพราะอะฮฺลุลบิดอะฮฺที่เรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺของเขานั้น พวกเขาได้แสดงความชั่วออกมา เขาจึงต้องได้รับการลงโทษที่แตกต่างจากคนที่ปกปิดความชั่วที่กระทำ เขาไม่ได้ชั่วร้ายกว่าพวกมุนาฟิกที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ยอมรับพฤติกรรมภายนอกที่พวกเขาแสดงออกมา และท่านนบีก็มอบหมายสิ่งที่พวกเขาปกปิดไว้แก่อัลลอฮ ทั้งที่ท่านก็รู้ดีเกี่ยวกับสภาพของพวกเขา
            หะดีษบทหนึ่งระบุว่า แท้จริงเมื่อผู้คนพบเห็นความชั่ว แต่พวกเขาไม่พยายามเปลี่ยนแปลงมัน เกรงว่าอัลลอฮจะทรงลงโทษพวกเขาทุกคน (หะดีษเศาะฮีหฺ ดูอัศเศาะฮีหะฮฺ หมายเลขที่ 1564)
            ความชั่วร้ายที่กระทำอย่างโจ่งแจ้งนั้นจะต้องถูกห้ามปราม ซึ่งแตกต่างจากที่ปกปิดไว้ เพราะความชั่วที่กระทำอย่างลับๆนั้น อัลลอฮจะทรงลงโทษผู้กระทำเป็นการเฉพาะ
            การฮัจรฺ(ประเภทที่ 2)นั้นแตกต่างกันไปในเรื่องการบังคับใช้ ขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำการฮัจรฺ ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งหรืออ่อนแอของพวกเขา รวมถึงว่าพวกเขามีจำนวนมากหรือน้อยด้วย เพราะเป้าหมายของการฮัจรฺคือเพื่อลงโทษและให้บทเรียนแก่ผู้ที่ถูกฮัจรฺ ตลอดจนเพื่อให้คนทั่วไปไม่กระทำเช่นเดียวกับการกระทำของผู้ที่ถูกฮัจรฺนั้น หากผลดีมีมากกว่า(คือ เมื่อการฮัจรฺต่อผู้กระทำความผิดทำให้ความชั่วลดลง) เมื่อนั้นการฮัจรฺก็ถูกต้องตามหลักการศาสนา แต่หากผู้ที่ถูกฮัจรฺหรือคนอื่นๆไม่หยุดฝ่าฝืน อีกทั้งยังทำความชั่วเพิ่มขึ้น และผู้ทำการฮัจรฺนั้นเองที่อ่อนแอ จนทำให้ผลเสียมากกว่าผลดี การฮัจรฺก็ไม่ได้รับการอนุญาต และความนุ่มนวลอ่อนโยนต่อคนบางคนนั้นมีประโยชน์กว่าการฮัจรฺในสภาพการณ์แบบนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นบางครั้งการฮัจรฺต่อคนบางคนก็มีประโยชน์กว่าการใช้ความอ่อนโยน
            ด้วยเหตุนี้เอง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงอ่อนโยนกับบางคน(ที่กระทำความผิดและการฝ่าฝืน) และทำการฮัจรฺกับบางคน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ทำการฮัจรฺเศาะหาบะฮฺ 3 คนที่ไม่เข้าร่วมสงครามตะบู๊ก ทั้งๆที่พวกเขาดีกว่ามุอัลลัฟหลายคนที่หัวใจของพวกเขาเพิ่งโน้มเอียงมารับอิสลาม แต่เป็นเพราะมุอัลลัฟเหล่านั้นคือบรรดาผู้นำผู้ปกครองของเผ่าต่างๆและได้รับการเคารพเชื่องฟัง ผลประโยชน์ของศาสนาจึงได้มาด้วยการอ่อนโยนนุ่มนวลกับพวกเขา ส่วน 3 คนที่ไม่เข้าร่วมญิฮาดในสงครามตะบู๊กนั้น พวกเขาคือผู้ศรัทธา และผู้ศรัทธาอื่นจากพวกเขานั้นมีจำนวนมากกว่า การฮัจรฺพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและเกียรติของศาสนา อีกทั้งเพื่อชำระล้างพวกเขาจากมลทินบาปด้วย
            เรื่องนี้เหมือนกันกับเรื่องท่าทีต่อศัตรู บางครั้งก็บัญญัติให้ทำสงครามต่อสู้ บางครั้งก็ให้ปรองดองกับพวกเขา และบางครั้งก็ด้วยการรับญิซยะฮฺจากพวกเขา ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพการณ์และผลประโยชน์ที่จะได้รับ
            คำตอบของอิมามอะหฺมัดและบรรดาอิมามคนอื่นๆเกี่ยวกับการฮัจรฺนั้นวางอยู่บนรากฐานนี้(คือการพิจารณาผลได้-ผลเสีย) ดังนั้นอิมามอะหฺมัดจึงจำแนกระหว่างพื้นที่ที่เกิดบิดอะฮฺมาก(เช่นบิดอะฮฺเกาะดะรียะฮฺและตันญีมที่คุรอซาน รวมถึงบิดอะฮฺตะชัยยุอฺ(ชีอะฮฺ)ที่กูฟะฮฺ) กับพื้นที่ที่เกิดบิดอะฮฺน้อย และท่านยังแยกแยะระหว่างบรรดาแกนนำบิดอะฮฺที่เป็นต้นแบบกับคนอื่นๆ
            เมื่อคนๆหนึ่งได้รู้ถึงเป้าประสงค์ของชะรีอะฮฺแล้ว เขาก็ควรพยายามไปให้ถึงเป้านั้นด้วยการเลือกเดินไปบนเส้นทางที่นำพาเขาไปสู้เป้าหมายได้เร็วที่สุด
            เมื่อเรื่องนี้ชัดเจน ดังนั้นพึงรู้เถิดว่า การฮัจรฺที่ถูกต้องตามหลักการศาสนานั้นถือเป็นการเคารพภักดีที่อัลลอฮและเราะสูลของพระองค์สังใช้ และการฏออะฮฺนั้นจะต้องกระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮและสอดคล้องกับคำสั่งใช้ของพระองค์ ใครก็ตามที่ทำการฮัจรฺเพราะอารมณ์ใฝ่ต่ำของเขา หรือทำการฮัจรฺที่ไม่มิได้ถูกสั่งใช้ให้กระทำ(ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ อีกทั้งยังสร้างความเสียหายด้วย) เขาก็ได้หลุดออกจากการฮัจรฺที่ถูกต้องตามบทบัญญัติ มากมายเหลือเกินผู้คนที่กระทำสิ่งที่อารมณ์ใฝ่ต่ำของเขาต้องการ แต่พวกเขาคิดว่าพวกเขาทำสิ่งนั้นเพื่ออัลลอฮ (มัจญ์มูอฺ อัลฟะตาวา 28/203-210)

            ในยุคของชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ เคยเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอะฮฺลุสสุนนะฮฺที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ความขัดแย้งรุนแรงจนเกือบทำให้พวกเขาต้องสู้รบกัน พวกเขาขัดแย้งในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับอะกีดะฮฺ นั่นคือ ในวันกิยามะฮฺผู้ปฏิเสธศรัทธาจะได้เห็นอัลลอฮไหม? พวกเขาส่งตัวแทนไปยังท่านอิบนุตัยมียะฮฺเพื่อถามถึงปัญหาต่างๆที่พวกเขาเผชิญ
            ย้ำว่าปัญหาของพวกเขานั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องอะกีดะฮฺ ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในทัศนะของตนเอง จนกระทั่งเกือบเกิดสงครามต่อสู้ระหว่างกัน ทั้งที่พวกคืออะฮฺลุสสุนนะฮฺเหมือนกัน
            ท่านอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า Read the rest of this entry »

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 28, 2014 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

มุวาซะนะฮฺ : ระหว่างการตัดสินและการตะหฺซีร

ميزان-العدلมุวาซะนะฮฺ : ระหว่างการตัดสินและการตะหฺซีร
เขียนโดย อุสตาซ อบูอับดุลมุหฺสิน ฟีรันดา อันดิรญา อาบิดีน
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

 

มุวาซะนะฮฺ : ระหว่างการตัดสินและการตะหฺซีร(การเตือนให้ออกห่าง)

ความจริงอย่างหนึ่งที่น่าสลดใจ ก็คือ เมื่อเราได้เห็นพฤติกรรมของพี่น้องบางคนที่มักง่ายในการตัดสินพี่น้องของเขาว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ(ชาวบิดอฺ) (เพียงเพราะมีข้อแตกต่างกับตัวเองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น) ทั้งๆที่โดยพื้นฐานแล้ว พี่น้องผู้ถูกตั้งข้อหามีความเหมือนกันกับตัวเขาเองทั้งในเรื่องอะกีดะฮฺ วิธีการอิบาดะฮฺ วิธีการอ้างอิงหลักฐาน และวิธีการเข้าใจหลักฐานจากอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ หนังสือต่างๆที่ยึดถือ(มาศึกษา)ก็เหมือนกัน อุละมาอ์อาวุโสที่เป็นแหล่งอ้างอิงกลับก็เหมือนกัน แม้กระทั่งการแต่งกายก็ด้วย เราอาจพูดได้ว่า พวกเขามีความเหมือนกันถึง 95 เปอร์เซ็นต์ และทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือ ในเรื่องที่ไม่ใช่หลักการพื้นฐาน ไม่ใช่เรื่องอะกีดะฮฺ แต่เป็นเรื่องของการมุอามะละฮฺ

ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของพี่น้องของเขานั้น ทำให้เขาจะต้องถูกตัดสินว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺเลยหรือ? ความดีงามต่างๆของเขา ทั้งในเรื่องอะกีดะฮฺที่ถูกต้องและการยึดมั่นบนสุนนะฮฺของท่านนบีนั้น จะต้องถูกทิ้งและลืมไปอย่างนั้นหรือ? และสุดท้าย เขากถูกตัดสินว่าเป็นมุบตะดิอฺอย่างรวดเร็ว? ผลจากการรีบร้อนตัดสิน ทำให้เกิดการฮัจรฺ(การตัดความสัมพันธ์-บอยคอต)อย่างหน้ามืดตามัว จนกระทั่งชาวสุนนะฮฺ หรือชาวสะละฟีย์ หรือแม้กระทั่งนักดาอีย์สะละฟีย์ ก็ถูกปฏิบัติเหมือนกับมุบตะดิอฺ หรืออาจจะถูกปฏิบัติเหมือนเป็นผู้กราบไหว้กุบูร??!! มินำซ้ำอาจจะรุนแรงกว่านั้นเสียด้วยซ้ำไป…!!

และความผิดพลาดประการหนึ่งของพี่น้องของเราบางคน ก็คือ ความมักง่ายในการตับดีอฺ(การตัดสินว่าเป็นชาวบิดอะฮฺ)ต่อพี่น้องของเขา การปฏิบัติเช่นนี้หาได้ถูกปฏิบัติโดยบางคนที่มีความรู้ในหมู่พวกเขาไม่ แต่ยังถูกนำไปปฏิบัติโดยคนที่เพิ่งเรียนรู้(ศาสนา) ที่ยังไม่รู้จักเตาฮีดและบิดอะฮฺอย่างดีเลยด้วย ทว่ากลับกล้าหาญว่ากล่าวต่อพี่น้องของเขาว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ น่าเศร้าจริงๆ

ในหมู่พวกเขา มีผู้ที่กล่าวหาพี่น้องของตนเองว่าเป็นสุรูรีย์ แต่เมื่อถามว่าสุรูรีย์คืออะไร? มีลักษณะอย่างไร? เขาก็จะนิ่งเป็นปากใบ้ หรือไม่ก็กล่าวว่า “เขาเป็นสุรูรีย์ ตามที่อาจารย์นั้นคนนี้ได้กล่าวไว้….” สุบหานัลลอฮ นั่นคือท่าทีของชาวอะฮฺลุสสุนนะฮฺในการตับดีอฺพี่น้องของเขาโดยไร้หลักฐานและความชัดเจนกระนั้นหรือ?  ด้วยการตักลีดอย่างหูหนวกตาบอดอย่างนั้นรึ? มิใช่ว่า ที่เราได้รู้จักแนวทาง(มันฮัจญ์)สะลัฟ ก็ด้วยกับการหนีห่างจากการตักลีดดอกหรือ?  แล้วทำไมเมื่อเรารู้จักแนวทางสะลัฟแล้ว เรายังตักลีดอย่างหูหนวกตาบอดอีก? หากตักลีกในเรื่องบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับตัวเราเอง มันเป็นเรื่องที่ไม่หนักหนานัก แต่การตักลีดในการตัดสินและการตับดีอฺผู้อื่นนั้น ในขณะที่มีข้อตัดสินที่รุนแรงมากเบื้องหลังการตัดสิน ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ใหญ่ เขาจะพูดอย่างไรในวันอาคิเราะฮฺ เมื่ออัลลอฮให้เขารับผิดชอบในสิ่งที่ได้กล่าวไป? เป็นไปได้อย่างไรที่คนๆหนึ่งกล่าวหาคนอื่นด้วยกับถ้อยคำที่เขาเองยังไม่เข้าใจมันเลย? เหมาะสมแล้วหรือที่คนๆหนึ่งจะกล่าวว่าเป็นมุชริก หากเขาเองก็ยังไม่เข้าใจนิยามของชิรกฺ สมควรแล้วหรือ ในการที่เขากล่าวหาพี่น้องว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ ในขณะที่เขาเองก็ไม่เข้าใจคำว่าบิดอะฮฺ? เกรงว่า ตัวเขาเองนั่นแหล่ะที่เป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ อันเนื่องจากการตับดีอฺที่ไม่สมเหตุสมผลที่ได้กระทำไป และเหมาะสมแล้วหรือ ที่เขาจะกล่าวหาพี่น้องของเขาว่าเป็นสุรูรีย์ ทั้งๆที่เขาเองก็ไม่เข้าใจความหมายของสุรูรีย์? บางทีตัวเขาเองนั่นแหล่ะที่เป็นสุรูรีย์ โดยไม่รู้ตัว  มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่ก็คือข้อเท็จที่เกิดขึ้น

คนที่ฉลาดหน่อยในหมู่พวกเขาพูดว่า “ฉันมีหลักฐานว่าคนนั้นเป็นสุรูรีย์ หลักฐานก็คือคนนั้นมีความสัมพันธ์องค์กรเพื่อสังคม ‘แห่งหนึ่ง’ ที่คูเวต” มันน่าประหลาดใจ แต่ก็คือความจริง มีด้วยหรือ อุละมาอ์ที่กล่าวว่า ใครก็ตามที่ไปมีความสัมพันธ์กับองค์กรดังกล่าวแล้ว เขาก็จะคือสุรูรีย์ในทันที? หากเป็นเช่นนั้น นั่นก็หมายความว่า อุละมาอ์อาวุโสที่ได้แนะนำ(และมีความสัมพันธ์กับ)องค์กรนี้ก็เป็นสุรูรัย์ด้วยสิ! สุบหานัลลอฮ…

คนบางคนที่งานอดิเรกของเขานั้นคือการตัดสินพี่น้องของตนเองว่าเป็นสุรูรีย์นั้น สุดท้ายก็ตัดสินพวกเขาว่าเป็นมุบตะดิอฺด้วย อาวุธที่เขาใช้เพื่อทิ่มแทงพี่น้องสะละฟีย์ด้วยกันอย่างบ้าบิ่นนั้น สุดท้ายมันก็ย้อนกลับใส่ตัวเขาเอง หรือที่เราเรียกว่า “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง”

            พวกเขาบางคน(หลังจากที่ได้ไปศึกษาในต่างประเทศ) แล้วก็ได้กลับมายังบ้านเกิด สุดท้ายก็ทำการตัดสินอาจารย์ของตัวเองว่าเป็นสุรูรีย์และอะฮฺลุลบิดอะฮฺ และแน่นอน…เรื่องดังกล่าวนี้ก็เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง ลูกศิษย์ของพวกเขาที่กลับมาจากต่างประเทศเช่นกัน ก็กล่าวหาพวกเขาว่าเป็นอะฮฺลุลอะฮฺวาอ์(พวกตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ)

และที่รุนแรงกว่านั้น มิใช่แค่ถูกลูกศิษย์ของตนเองตะหฺซีรและตับดีอฺเท่านั้น แม้กระทั่งครูของพวกเขาเองที่เมื่อก่อนถูกเรียกว่าเป็น อัล-อาลิม(ผู้รู้) อัล-มุหัดดิษ(ผู้รู้วิชาหะดีษ) อัล-ฟะกีฮฺ(ผู้มีความเข้าใจศาสนาอย่างลึกซึ้ง) ที่พวกเขาต่อต้านนั้น แต่ครูของเขาที่เป็นอัล-มุหัดดิษ อัล-ฟะกีฮฺกลับไม่ยอมรับพวกเขา และสุดท้ายก็ตะหฺซีรพวกเขา ทำให้สภาพของพวกเขานั้นเลวร้ายยิงกว่าการกระทำของพวกเขาเองเสียอีก

พวกเขาที่เมื่อกลับมาจากเมืองนอกแล้วทำการกล่าวหาครูของตนเองที่อยู่ในบ้านเกิดว่าเป็นสุรูรีย์นั้น สุดท้ายพวกเขาเองก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกทำตามอารมณ์ใฝ่ต่ำและพวกหลอกลวง โดยลูกศิษย์ของตนเอง หรือแม้กระทั่งโดยครูของพวกเขาเอง ที่พวกเขาเคยเชิดชูชมเชย วัลลอฮุล มุสตะอาน…!!

 

อย่าได้รีบร้อนในการตับดีอฺ 

ชัยคฺ ศอลิหฺ อลู ชัยคฺ กล่าวว่า “ใครกันที่ถูกตัดสินว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ? บิดอะฮฺคือข้อตัดสินของศาสนา การตัดสินผู้กระทำบิดอะฮฺว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺนั้น เป็นการตัดสินทางศาสนาที่รุนแรง เพราะจะมีข้อตัดสินทางศาสนาติดตามคำตัดสินต่อผู้กระทำด้วย คนนั้นเป็นกาฟิร(ผู้ปฏิเสธศรัทธา) คนนี้เป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ(ชาวบิดอะฮฺ) คนโน้นเป็นฟาสิก(คนชั่ว) การตัดสินเหล่านี้ มีเพียงผู้รู้เท่านั้นที่กระทำได้ เพราะการกุฟรฺและผู้ที่ทำการกุฟรฺเป็นเรื่องที่ต้องแยกกัน ไม่ใช่ทุกคนที่กระทำการกุฟรฺ แล้วเขาจะเป็นกาฟิรในทันที สองสิ่งนี้มิใช่สิ่งเดียวกัน  เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ทุกคนที่ทำบิดอะฮฺ แล้วเขาจะเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺโดยอัตโนมัติ และไม่ใช่ทุกคนที่ทำความชั่ว แล้วเขาจะเป็นคนชั่วในทันที….เพราะฉะนั้น การตับดีอฺ ตัดสินว่าคนที่บางสิ่งบางอย่างว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ หรือตัดสินการคำพูดของเขานั้นเป็นบิดอะฮฺ จึงไม่ใช่สิทธิของทุกคนจากชาวสุนนะฮฺ นี่คือสิทธิของผู้มีความรู้ เพราะการตัดสินดังกล่าวจะไม่เป็นผล นอกจากภายหลังที่เงื่อนไขต่างๆได้ครบถ้วนสมบูรณ์ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางคำตัดสินนั้น(หรือที่เรียกว่า อิสติฟาอ์ อัช-ชุรูฏ วะ อินติฟาอ์ อัล-มะวานีย์) ปัญหาเหล่านี้จะต้องกลับไปยังอะฮฺลุลฟัตวา(ผู้มีสิทธิให้คำฟัตวา) ซึ่ง(มีความรู้ในการ)ทำการรวบรวมเงื่อนไขและขจัดสิ่งขัดขวางต่างๆ สิ่งนี้คืองาน(-หน้าที่)ของมุฟตีย์(อะฮฺลุลฟัตวา)

          ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ควรประมาทในการตับดีอฺคนๆหนึ่งที่บรรดาอุละมาอ์ผู้มีความรู้หนักแน่นยังไม่ได้ตัดสินพวกเขาว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ เขาควรถูกตัดสินด้วยการตัดสินของบรรดาผู้มีความรู้ ตามสิ่งที่เขาได้พูดและได้กระทำไป ใครที่ทำการตัดสิน(ว่าคนนั้นคนนี้เป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ) ดังนั้น นี่เป็นเพียงการอิจติฮาด(วินิจฉัย)จากตัวเขาเอง หากเขามีความสามารถในการอิจติฮาด นั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขา เขาจะได้การผ่อนปรน แต่ไม่สามารถเชื่อ/ปฏิบัติตามได้ เพราะที่อนุญาตให้เชื่อ/ปฏิบัติตามนั้น คือ บรรดาอุละมาอ์ที่มีความรู้แตกฉาน และหากเขาไม่ใช่อะฮฺลุลอิจติฮาด(ผู้มีสิทธิ์ทำการอิจติฮาด) คำพูดของเขาก็จะถูกปฏิเสธ และการอิจติฮาดดังกล่าวก็ไม่ถูกที่ของมัน” (จากการบรรดาของชัยคฺ ศอลิหฺ อลู ชัยคฺ หัวข้อ ‘อัน-นะศีหะฮฺ ลิช ชะบ๊าบ’)

 

มุวาซะนะฮฺ หลักการสำคัญที่ถูกลืมtumblr_lo1fjeV3US1ql5xago1_400

ต่อไปนี้ ผู้เขียนจะขออธิบายแนวทาง(มันฮัจญ์)ที่ได้รับการเลือกสรรจากบรรดาอุละมาอ์สะลัฟในการตัดสินคนๆหนึ่งว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺหรือไม่ใช่ ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว แนวทางของพวกเขาวางอยู่บนการ ‘มุวาซะนะฮฺ’ (การพิจารณาบิดอะฮฺและสุนนะฮฺที่มีอยู่ในคนๆหนึ่งที่พวกเขาจะทำการตัดสิน)

แต่พึงทราบเถิดว่า มุวาซะนะฮฺที่หมายถึงนี้ หาใช่อย่างที่คนบางคน(เข้าใจและ)หมายความถึงไม่ คือที่ว่า จำเป็นต้องกล่าวคุณงามความดีของคนที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ และไม่อนุญาตให้กล่าวถึงความผิดของเขาเพียงอย่างเดียว หลักการดังกล่าวนั้น เป็นหลักการที่ถูกอุตริกรรมขึ้นมา(บิดอะฮฺ) ซึ่งทำให้คำตักเตือนของบรรดาอุละมาอ์ต่อความผิดต่างๆของอะฮฺลุลบิดอะฮฺนั้นเป็นสิ่งที่หยาบ แต่ทว่า มุวาซะนะฮฺที่กำลังหมายถึงในที่นี้ ก็คือ การมุวาซะนะฮฺในการตัดสินผู้คนว่า เขาคืออะฮฺลุสสุนนะฮฺ หรือเป็นอะฮฺลุสบิดอะฮฺ ในการนี้นั้นเราจำเป็นต้องเปรียบเทียบระหว่างความดีและความผิด หากคนๆหนึ่งเป็นที่รู้จักว่าเป็นคนที่ปฏิบัติตามหลักฐานและรักในสุนนะฮฺ แล้วเขาก็พลาดไปทำบิดอะฮฺอย่างหนึ่ง เช่นนี้ เขาจะไม่ถูกกล่าวว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ เพราะความดีงามของเขานั้นมีมากมาย

จงพิจารณา(และเข้าใจ)การมุวาซะนะฮฺทั้ง 2 แบบนี้ให้ดี เพราะหลายคนแล้วที่สับสนในการเข้าใจเรื่องนี้

ชัยคฺ อิบนุ อุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “หากคนๆหนึ่งประสงค์ทำการประเมินต่อฝ่ายหนึ่ง เขาจะต้องกล่าวถึงคุณงามความดีทั้งหลายและความชั่วต่างๆของคนๆนั้น เพราะอัลลอฮตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُونُوا قَوَّامِينَ لِلَّهِ شُهَدَاءَ بِالْقِسْطِ  وَلَا يَجْرِمَنَّكُمْ شَنَآنُ قَوْمٍ عَلَىٰ أَلَّا تَعْدِلُوا  اعْدِلُوا هُوَ
 أَقْرَبُ لِلتَّقْوَىٰ  وَاتَّقُوا اللَّهَ  إِنَّ اللَّهَ خَبِيرٌ بِمَا تَعْمَلُونَ 

          โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรมและจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใดทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรงอัลลอฮเถิด แท้จริงอัลลอฮนั้ เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน (สูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ 5 : 8) 

          ดังนั้น เมื่อบรรดาอุละมาอ์พูดถึงสภาพของคนๆหนึ่ง พวกเขาก็จะกล่าวทั้งความดีและความชั่วของเขา 

          แต่หากท่านอยู่ในฐานะของผู้ที่กำลังตอบโต้ความผิดต่างๆของเขา ก็ไม่ต้องกล่าวถึงความดีงามของเขา…เพราะหากท่านกล่าวถึงความดีงามต่างๆของเขาแล้ว การตอบโต้ของท่านก็จะไม่มีน้ำหนัก และผู้คนอาจจะหลงใหลในความดีงามของเขา จนลืมความผิดต่างๆของคนๆนั้นได้

            แต่ทว่า หากท่านพูดถึงคนๆนี้ในมัจญ์ลิสใดก็ตามแต่ แล้วท่านเห็นว่า การพูดถึงความดีงามของเขานั้นจะก่อให้เกิดประโยชน์ ก็ไม่เป็นไร หากท่านจะกล่าวถึงความดีของเขา แต่หากท่านเกรงว่าจะเกิดผลเสีย ก็ไม่ต้องพูดถึงมัน…” (ลิกออ์ อัล-บาบ อัล-มัฟตูหฺ หมายเลขที่ 128) Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , ,

ว่าด้วยเรื่องญะมาอะฮฺ

shalat-jamaah
ว่าด้วยเรื่องญะมาอะฮฺ
เขียนโดย อุสตาซ อบุลเญาซาอ์ โดนี อะรีฟ วีโบโว
(www.abul-jauzaa.blogspot.com)
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

            ในหนังสือหลายเล่ม(เช่น อัฏ-ฏอริก อิลา ญะมาอะติล มุสลิมีน)และในการพูดคุยหลายครั้งมักมีการกล่าวถึงรายงานคำพูดของท่านอุมัร บิน อัล-ค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ที่ว่า

انه لا إسلام الا بجماعة ولا جماعة الا بإمارة ولا إمارة إلا بطاعة

            แท้จริงจะไม่มีอิสลามนอกจากด้วยญะมาอะฮฺ และจะไม่มีญะมาอะฮฺนอกจากด้วยการปกครอง และจะไม่มีการปกครองนอกจากด้วยการเชื่อฟังภักดี

คำพูดของท่านอุมัรข้างต้นมักจะถูกอ้างอิงโดยชาวมุสลิมบางส่วนเพื่อสร้างรูปแบบต่างๆของญะมาอะฮฺจนกลายเป็น ลักษณะเฉพาะ ของพวกเขา แต่ก่อนจะเตลิดไปไกลนั้น มีคำถามสำคัญที่เราจะต้องตอบ คือ คำพูดนั้นเป็นของท่านอุมัรจริงหรือ? หรือ รายงานดังกล่าวมีความเศาะฮีหฺจนสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานได้หรือไม่?Read the rest of this entry »

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 11, 2013 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

ความขัดแย้งในวิชาญัรหฺวัต-ตะอฺดีลนั้นเหมือนกันกับความขัดแย้งในวิชาอื่นๆ

jarhความขัดแย้งในวิชาญัรหฺวัต-ตะอฺดีล[1]นั้นเหมือนกันกับความขัดแย้งในวิชาอื่นๆ
เขียนโดย
อุสตาซ อบุลเญาซาอ์ โดนี อะรีฟ วีโบโว (www.abul-jauzaa.blogspot.com)
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

            ชัยคฺ อบูนัศรฺ มุหัมมัด บิน อับดิลลาฮ อัล-อิมาม หะฟิเซาะฮุลลอฮ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านชื่อ อัล-อิบานะฮฺ อัน กัยฟิยยาต อัต-ตะอามุล มะอัล คิลาฟ บัยนะ อะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ[2] หน้า 173-174 ว่า :

เมื่อความขัดแย้ง(ความคิดเห็นที่แตกต่าง)เกิดขึ้นกับบทบัญญัติทางนิติศาสตร์มากมาย ที่วางอยู่บนพื้นฐานของพระดำรัสของอัลลอฮและวจนะของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ความขัดแย้งนั้นก็สมควรกว่าที่จะเกิดขึ้นกับประเด็นปัญหาที่บรรดาผู้รู้ในวิชาอัล-ญัรหฺ วัต-ตะอฺดีลได้มีการพูดคุยกันตามแต่ความรู้และการวินิจฉัยของพวกเขา นี่คือเรื่องที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะมีเกิดขึ้นมากมาย และบรรดาอุละมาอ์ก็ยอมรับในการมีอยู่ของมัน(ความขัดแย้งในเรื่องอัล-ญัรหฺ วัต-ตะอฺดีล)

อัต-ติรมิซีย์ ได้กล่าวไว้ในช่วงท้ายหนังสือ “อัล-อิลัล” (2/809-810) ว่า :

وقد اختلف الأئمة من أهل العلم في تضعيف الرجال ، كما اختلفوا في سوى ذلك من العلم ، ذكر عن شعبة أنه ضعف أبا الزبير المكى ، وعبد الملك بن أبي سليمان ، وحكيم بن جبير ، وترك الرواية عنهم ، ثم حدث شعبة عمن دون هؤلاء في الحفظ والعدالة :

            บรรดาอิมามผู้ทรงความรู้มีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องการตัฎอีฟ[3]ของนักรายงาน  เช่นเดียวกับที่พวกเขามีความขัดแย้งเห็นต่างกันในแขนงวิชาอื่นๆ มีระบุว่าชุอฺบะฮฺตัฎอีฟต่ออบูอัซ-ซุบัยรฺ อัล-มักกีย์ , อับดุลมะลิก บิน อบีสุลัยมาน และหะกีม บิน ญุบัยรฺ และทิ้ง(ไม่ยอมรับ)การรายงานของพวกเขา ต่อมาชุอฺบะฮฺกลับรายงานหะดีษจากบุคคลที่ด้อยกว่าพวกเขาเหล่านั้นในเรื่องความจำ(อัล-หิฟซฺ)และความเที่ยงธรรม(อัล-อะดาละฮฺ)

حدث عن جابر الجعفى ، وإبراهيم بن مسلم الهجرى ، ومحمد بن عبيد الله العرزمى ، وغير واحد ممن يضعفون في الحديث … وقيل لشعبة : تدع عبد الملك ابن أبي سليمان وتحدث عن محمد بن عبيد الله العزرمى ؟ قال نعم

وقد ثبت غير واحد من الأئمة وحدثوا عن أبي الزبير ، وعبد الملك بن أبي سليمان ، وحكيم بن جبير ،

            เขารายงานหะดีษจากญาบิร อัล-ญุอฺฟีย์ , อิบรอฮีม บิน มุสลิม อัล-ฮะญุรีย์ , มุหัมมัด บิน อุบัยดิลลาฮ อัล-อัรซะมีย์ และคนอื่นๆในหมู่นักรายงานที่ถูกลดน้ำหนักความน่าเชื่อถือในการรายงานหะดีษ…และมีผู้กล่าวแก่ชุอฺบะฮฺว่า ท่านทิ้งอับดุลมะลิก บิน อบีสุลัยมาน แต่กลับรายงานหะดีษจากมุหัมมัด บิน อุบัยดิลลาฮ อัล-อัรซะมีย์? เขาตอบว่า ใช่  และมีการยืนยันว่าบรรดาอิมามมากกว่า 1 คนได้รายงานหะดีษหะดีษจากอบูอัซ-ซุบัยรฺ , อับดุลมะลิก บิน อบีสุลัยมาน และหะกีม บิน ญุบัยรฺ

ثم ذكر عطاء وأيوب السختياني توثيقهما لأبي الزبير ، وعن سفيان الثورى توثيقه لعبد الملك بن أبي سليمان ، وعن علي هو المدينى قال يحيى ، وقد حدَّث عن حكيم بن جبير سفيان الثورى وزائدة ، قال علي : ولم ير يحيى بحديثه بأسًا

            ต่อมาเขา(อัต-ติรมิซีย์)ได้กล่าวถึงการรับรองความน่าเชื่อถือของอะฏออ์และอัยยูบ อัส-สิคติยานีย์ ต่ออบูอัซ-ซุบัยรฺ และการรับรองความน่าเชื่อถือของสุฟยาน อัษ-เษารีย์ต่ออับดุลมะลิก บิน อบีสุลัยมาน และอลี บิน อัล-มะดีนีย์เล่าว่า ยะหฺยากล่าวว่า สุฟยาน อัษ-เษารีย์และซาอิดะฮฺได้รายงานหะดีษจากหะกีม บิน ญุบัยรฺ อลี(อัล-มะดีนีย์)กล่าวว่า ยะหฺยามิได้พิจารณาหะดีษของเขา(หะกีม บิน ญุบัยรฺ)ว่ามีปัญหาRead the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , ,

เขาใช้เวลา 3 เดือนเพื่อตรวจสอบรายงานหะดีษ 1 บท

20120828_1144574436เขาใช้เวลา 3 เดือนเพื่อตรวจสอบรายงานหะดีษ 1 บท
เขียนโดย
อุสตาซ อบุลเญาซาอ์ โดนี อะรีฟ วีโบโว
(www.abul-jauzaa.blogspot.com)
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

            ชัยคฺ อับดุรเราะหฺมาน บิน ยะหฺยา อัล-มุอัลลิมีย์ อัล-ยะมานีย์ ได้อ้างคำพูดของอัล-หาฟิซ อัล-อิรอกีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ในหนังสือชัรหฺ มุก็อดดิมะฮฺ อิบนุ เศาะลาหฺ ว่า :

เราได้รายงานจากมุอัมมัลว่า เขากล่าวว่า ชัยคฺได้รายงานหะดีษบทนี้(เกี่ยวกับความประเสริฐของแต่ละสูเราะฮฺในอัล-กุรอาน)ให้แก่ฉัน แล้วฉันก็ถามชัยคฺว่า ใครรายงาน(หะดีษนี้)ให้กับท่าน? ชัยคฺตอบว่า ชายชาวมะดาอินคนหนึ่งรายงานให้แก่ฉัน และเขายังมีชีวิตอยู่ แล้วฉันก็เดินทางไปหาเขา (หลังจากพบแล้ว) ฉันกล่าวกับเขาว่า ใครรายงาน(หะดีษบทนี้)ให้กับท่าน? เขาตอบว่า ชัยคฺคนหนึ่งจากเมืองวาสิฏรายงานให้แก่ฉัน และเขายังมีชีวิตอยู่ ฉันจึงไปหาเขา (เมื่อเจอตัวแล้ว ฉันก็ถามคำเดิมเดียวกัน) แล้วเขาก็ตอบว่า ชัยคฺคนหนึ่งจากเมืองบัศเราะฮฺรายงานให้กับฉัน ฉันจึงเดินทางไปหากเขา (เมื่อเจอตัวแล้ว ฉันก็ถามคำเดิมเดียวกัน) แล้วเขาก็ตอบว่า ชัยคฺคนหนึ่งจากเมืองอะบาดานรายงานให้กับฉัน ฉันจึงเดินทางไปหาเขา (เมื่อเจอตัวแล้ว) เขาได้จับมือของฉัน และพาฉันไปยังบ้านหลังหนึ่ง ในนั้นมีชาวศูฟีย์กลุ่มหนึ่งพร้อมกับชัยคฺอีกคนหนึ่ง คนที่จับมือฉันเข้าไปพูดว่า ชัยคฺคนนี้แหล่ะที่รายงาน(หะดีษนั้น)ให้กับฉัน ฉันจึงถามชัยคฺคนนั้นว่า ชัยคฺครับ ใครรายงานหะดีษ(บทนี้)ให้กับท่าน เขาตอบว่า ไม่มีใครรายงานแก่ฉัน แต่ฉันเห็นผู้คนมากมายออกห่างจากอัล-กุรอาน ฉันจึงสร้างหะดีษบทนี้ขึ้นมาเพื่อหันหัวใจของพวกเขาให้กลับมายังอัล-กุรอาน

ชัยคฺ อัล-มุอัลลิมีย์ อัล-ยะมานีย์ กล่าวว่า ชายคนนี้(มุอัมมัล)ได้ใช้เวลากว่า 3 เดือนเพื่อเดินทางตรวจสอบรายงานหะดีษ 1 บท [1]

พี่น้องครับ…เราได้เห็นคน 2 ประเภทจากเรื่องราวข้างต้น คือ มุอัมมัลที่มุ่งมั่นค้นหา(และตรวจสอบหะดีษ) เพราะอยากรู้ว่าหะดีษดังกล่าวมีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่เขาจะได้นำไปปฏิบัติ ในขณะที่ชัยคฺชาวศูฟีย์นั้นคิดแต่จะปฏิบัติ จนทำให้ต้องสร้าง/อุตริหะดีษขึ้นมา แล้วเชิญชวนผู้คนให้มาปฏิบัติตาม

การโกหกโดยแอบอ้างชื่อของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมนั้น แม้จะก่อให้เกิดผลดีต่อผู้ปฏิบัติแค่ไหน แต่ศาสนาก็ไม่ยอมรับอยู่ดี หวังว่าบทความชิ้นนี้จะให้ประโยชน์แก่ทุกคน….


[1] ดู อิลมุร ริญาล โดย อัล-มุอัลลิมีย์ อัล-ยะมานีย์ หน้า 5

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,

 
Insyaflah, wahai Salafy!

Kalau tidak ada yang menjelaskan ... bagaimana ummat bisa tahu ?

faham.wordpress.com

Tugas pertama kita adalah memahami Islam, bukan sekedar mengetahui dalilnya

irwandizakaria-blog

Berikan yang Terbaik, Insya Allah akan Dapat Yang Terbaik

LA TAHZAN

ไม่จุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด

Terjemah Kitab Salaf

membumikan dakwah ahlus sunnah

Bahasa Arab Jarak Jauh at-Taisir

Mempelajari Bahasa al-Qur'an dan as-Sunnah

abusaifillah

Islam is the way of life.

Ibnu Taimiyah

Menguak keagungan seorang Syaikhul Islam

Abu Salma

Homepage Pribadi Abu Salma Muhammad

ABU MUSA AL-ATSARI

Belajar Islam, Menikmati Alam

Meniti Jalan menuntut Ilmu

Meniti Jalan Menuju Surga...

bushrohouse

ห้องสมุดบ้านบุชรอ : ห้องสมุดเพื่ออุมมะฮฺ

Para Ulama Ahlul Hadits

Biografi Ahlul Hadits, Para Sahabat, Tabi’in dan Tabiut Tabi’in beserta Keluarga Rasulullah صلى ا لله عليه وسلم

Salafy

Meneladani Generasi Terdahulu yang Shalih

Mengenal Ajaran Islam Lebih Dekat

Islam, Rumaysho, Salafi, Ahlus Sunnah, Ahlus Sunnah wal Jama'ah, Muslim

Muslimah Life & Journal 'S Blog

ข่าวสาร ,ประชาสัมพันธ์ , กิจกรรม ของมุสลิมมะฮฺ,มุสลิมมีน

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 39 other followers